ขบวนเสด็จผ่านประตูเมืองเข้ามาจนถึงภายในบริเวณวังมหาอำมาตย์ได้พาคณะบุคคลจากเมืองนครฯ เข้าสู่ที่พักซึ่งจัดเตรียมไว้พระองค์หญิงประทับยังเรือนพระตำหนักหลังใหญ่รวมกับพระเ้านครศรีธรรมราชซึ่งจะเสด็จในเพลาต่อมาตัวพระตำหนักวางเครื่องเงินเครื่องทองตกแต่งสมพระเกียรติยศมีห้องพักสำหรับนางข้าหลวงผู้ติดตามถวายงานแยกเป็สัดส่วน ส่วนมหาอำมาตย์วิษณุยันพักเรือนด้านหน้าพร้อมคณะขุนนางอื่นๆ
เมื่อจัดวางสัมภาระเป็ระเบียบเรียบร้อยแล้วมหาอำมาตย์วาสุธีให้บ่าวไพร่ยกสำรับพระกระยาหารทูลถวายแด่พระองค์หญิงพร้อมจัดอาหารต้อนรับข้าราชบริพารและคณะผู้เดินทางทั้งหมดเสร็จแล้วจึงลาออกมาเพื่อให้ทุกคนได้พักผ่อน
เ้าทิพนั้นแม้ใคร่จะอยู่เฝ้าใกล้ชิดพระองค์หญิงแต่เกรงมิเหมาะสมอีกทั้งยังละอายเื่ถูกิ่ศักดิ์จึงลาออกมาพร้อมคนทั้งปวงเมื่อออกพ้นพระตำหนักและเรือนรับรองแล้วก็ต้องเผชิญหน้ากับองค์ชายอัศวเมฆที่ทรงดำเนินติดตามมา
“ว่าอย่างไรเ้าทิพคิดจะเป็ถึงาาสิบสองนักษัตรเลยหรือ.. หึหึ วิชาการรบก็หารู้ไม่..เอาอย่างนี้เถอะเราจะสอนให้ พรุ่งนี้จงไปที่สนามประลองอาวุธ” องค์ชายรับสั่งขึ้น
“กระหม่อมคงมิบังอาจรบกวนพระองค์หรอกพระเ้าค่ะอีกทั้งมีพระราชโองการสั่งห้ามมิให้ผู้ใดสอนสั่งวิชาการสู้รบแก่กระหม่อมซึ่งรวมถึงพระองค์ด้วย” เ้าทิพทูลเลี่ยงด้วยรู้ในพระประสงค์ร้าย
“ห้ามมิให้สอนแต่ไม่ได้ห้ามเ้าเรียน.. ครั้งนี้เราจะออกหน้าสอนให้เ้าเองพระบิดาคงไม่กระไรกับเราหรอก”
“กระหม่อมสำนึกในน้ำหทัยแต่หาได้สนใจไม่อีกทั้งพรุ่งนี้กระหม่อมมีธุระต้องกระทำ เชิญพระองค์ตามสะดวกเถิดพระเ้าค่ะ”
เ้าทิพทูลแล้วเตรียมจะแยกจากไป แต่ถูกองค์ชายทรงดักขวางทางไว้พร้อมสีพักตร์บึ้งตึงดุร้าย
“เฮอะ พรุ่งนี้.. เ้าคงคิดจะมายุ่มย่ามกับองค์หญิงอีกละสิ”
องค์ชายทรงพลุ่งพล่านออกมาเดิมทีทรงคิดจะลวงเ้าทิพไปทำร้ายในที่ฝึกอาวุธ ครั้นอีกฝ่ายยืนกรานมิไปทั้งยังส่อนัยจะมาใกล้ชิดขัตติยนารีที่ทรงหมายปองจึงหุนหันกระชากคอเสื้อเ้าตัวเข้ามา
“ถ้าเ้ายังมาวนเวียนอยู่แถวนี้อีกเราจะสั่งสอนให้เจ็บหนักไม่จำเป็ต้องเป็ที่สนามฝึกหรอก เราเจอเ้าที่ไหนก็จะเอาเืเ้าออกที่นั่น.. จำเอาไว้”
สิ้นประกาศทรงยกหัตถ์ขึ้นยันใบหน้าของเ้าทิพจนหงายไปด้วยกำลังแรงจากนั้นจึงเสด็จจากไป
ชายหนุ่มทรงร่างที่เซถลาไว้มิให้ล้มลงแล้วยืนสงบนิ่งอยู่กับที่คล้ายไม่รู้จะยืนอยู่อย่างไรในเมืองกำเนิดของตน..
สักครู่ได้ยินเสียงหนึ่งกล่าวขึ้น
“เ้าอย่าได้คิดมากไปเลยขึ้นเรือนไปรับข้าวร่วมกับเราเถิด”
เป็เสียงเปี่ยมด้วยเมตตาของมหาอำมาตย์วิษณุยันผู้เป็ใหญ่กว่าขุนนางใดในเมืองนครฯ
มหาอำมาตย์เห็นเ้าทิพลาออกมาในขณะที่ตนวุ่นอยู่กับการขอบคุณและยืนส่งขุนนางผู้หลักผู้ใหญ่เมืองปตานีจึงมิได้มีโอกาสรั้งตัวชายหนุ่มไว้ เมื่อเสร็จกิจแล้วจึงออกมาหมายเรียกเ้าทิพกลับขึ้นไปร่วมรับอาหารกันจนได้เห็นสองพี่น้องต่างพระมารดาต่างศักดิ์ฐานะระรานกันอยู่ แม้จะเห็นใจเ้าทิพแต่ก็มิสามารถทำกระไรได้
“มิเป็ไรหรอกท่านอาข้าพเ้าขอลากลับก่อน” กล่าวแล้วพนมมือไหว้ลา ก้มหน้าเดินเงียบๆจากไปก่อนที่มหาอำมาตย์จะได้กล่าวสิ่งใดอีก
ผู้รับไหว้ได้แต่ทอดตาดูแผ่นหลังที่ห่างออกไปของชายหนุ่มได้แต่รำพึงด้วยความสะท้อนใจ
“หวังว่าวันหนึ่งเ้าคงจะลบล้างคำสาปที่ติดตัวเ้าออกไปได้”
--------------------------------------------------
ขึ้น ๗ ค่ำเดือน ๑ ดวงจันทร์ส่องสว่างเพียงครึ่งกลุ่มดาวแม้ปรากฏเลือนลางแต่บางดวงกลับสุกใสแวววับประดับม่านฟ้า
บนชานเรือนรับรองพระคลังนายท่าแห่งเมืองนครฯยามนี้เงียบงันด้วยมีร่างของเ้าทิพยืนลำพังเพียงผู้เดียวทุกครั้งที่ชายหนุ่มติดตามท่านขุนนางเมืองนครฯ กลับเมืองปตานีก็ได้ร่วมพักอาศัยอยู่ด้วยกันในเรือนหลังนี้จนเสร็จสิ้นภารกิจ
ด้านล่างเรือนปรากฏเงาตะคุ่มของทหารนายหนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาครั้นหยุดลงเบื้องล่างตรงหน้าชายหนุ่ม จึงได้ยินเสียงกล่าวดังว่า
“เ้าทิพ...ท่านพระคลังให้มาแจ้งว่าคืนนี้ตัวท่านจะนอนค้างกับท่านมหาอำมาตย์วิษณุยันที่เรือนรับรองของคณะใหญ่ขอให้ท่านมิต้องเป็กังวล”
ที่แท้คือทหารอารักขาของพระคลังนายท่าชายหนุ่มเพียงผงกศีรษะเป็เชิงรับทราบ
รอจนทหารนายนั้นย้อนกลับไปแล้ว เ้าทิพจึงเข้าไปในห้องพักจัดการเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็ชุดทหารยืนยามเมืองนครฯ หยิบกล่องผ้าแพรที่ตนได้รับจากเซียงจือกงออกมาพันหุ้มอีกชั้นด้วยผ้ามิดชิดแล้วสอดรัดเข้าไปใต้เสื้อด้านหลัง เจียนผ้าคาดไว้ก่อนดึงเสื้อลงมาคลุมจากนั้นจึงหยิบของสิ่งหนึ่งลักษณะคล้ายดาบพร้อมฝัก ดับไต้ที่ตามไฟไว้แล้วเดินออกจากเรือนพักไปเงียบๆ
จากบริเวณเรือนพักด้านใต้เ้าทิพเดินลัดเลาะแฝงตัวตามพุ่มไม้หลบทหารเดินยามอ้อมพระราชฐานชั้นในจนมาถึงด้านทิศเหนือของวังซึ่งเป็เขตพระตำหนักรับรองปลูกรายรอบบ่อน้ำขนาดใหญ่เรือนหลังหน้าคือที่พักของมหาอำมาตย์วิษณุยัน มีทหารเมืองนครฯ ห้อมล้อมอารักขาอยู่แ่าไปตลอดถึงพระตำหนักด้านในเ้าทิพอ้อมไปหลบหลังเงาพุ่มไม้ใกล้หัวมุมพระตำหนัก ในใจเริ่มสั่นไหวแต่มิใช่เพราะนึกหวาดสิ่งใดหากสะท้านใจที่จะได้เจอพระนางผู้เป็ที่รัก
รออยู่เนิ่นนานจึงได้ยินเสียงกลองตีทุ้มหนักๆดังขึ้น เป็สัญญาณสิ้นยามหนึ่งเริ่มยามสอง (เวลา ๒๑ นาฬิกา)เหล่าทหารต่างเตรียมตัวเปลี่ยนเวรยาม สักครู่จึงมีกองทหารชุดใหม่เดินผ่านมานายทหารที่เดินนำหัวแถวถือคบไฟส่องทาง เมื่อเดินผ่านจุดที่เ้าทิพซ่อนกายแถวทหารก็เลี้ยวซ้ายตรงหัวมุมพระตำหนักแล้วเดินขนานไปตามแนวผนังแสงจากคบไฟหัวแถวหายลับไปทิ้งท้ายแถวที่เคลื่อนตามตกอยู่ในความมืดชั่วขณะซึ่งก็เพียงพอให้เ้าหนุ่มรีบลุกออกจากที่ซ่อนเข้าไปเดินต่อท้ายขบวนอย่างเงียบกริบ
แถวทหารใหม่เดินไปถึงจุดยืนยามทหารกลุ่มเดิมซึ่งรอออกเวรจึงสลับออกมาตั้งแถวแล้วนายหมู่จึงรับคบไฟนำเดินออกไปชายหนุ่มอาศัยจังหวะขณะสับเปลี่ยนผลัดลอบแฝงตัวไปต่ออยู่ท้ายแถวที่ตั้งขึ้นใหม่อีกครั้งเมื่อแถวทหารออกเวรเดินไปถึงกลางแนวพระตำหนัก เห็นห้องหนึ่งเปิดบานพระบัญชรแต่มิได้ตามไฟเ้าทิพรีบปลีกเร้นกายออกจากแถวไปหลบกับเสาเรือนใต้พระตำหนัก
สิ่งที่คล้ายดาบพร้อมฝักพลันถูกรวบดึงด้ามชักออกมาแทนที่จะเป็ตัวดาบกลับกลายเป็เชือกฟั่นขนาดหนึ่งนิ้วผูกกับท่อนเหล็กสั้นที่ติดตรึงอยู่กับด้ามดาบชายหนุ่มหมุนบิดข้อด้ามดาบให้หลุดออก เห็นเป็หัวตะขอเหล็กซ่อนอยู่ที่แท้คือเชือกที่ผูกยึดกับตะขอเหล็กตัวเชือกซ่อนอยู่ในฝักส่วนตะขอเหล็กหมุนเกลียวซ่อนอยู่ภายในด้าม เ้าทิพล้วงเศษผ้าชิ้นเล็กจากชายพก(ริมผ้านุ่งที่รวบขึ้นมาเหน็บรอบเอวจนมีลักษณะคล้ายถุงใส่สิ่งของพกพา) ขึ้นมาพันทบตะขอเหล็กเสร็จแล้วรีบเอาเปลือกด้ามและฝักซุกไว้กับเสาเรือน
เพียงครู่ต่อมาตัวตะขอก็ถูกตวัดโยนขึ้นไปเกี่ยวขอบพระบัญชรอย่างแม่นยำและแ่เบาเศษผ้าที่พันตะขอเหล็กช่วยป้องกันเสียงกระทบ
จังหวะนั้นแถวทหารที่ชายหนุ่มผละออกมาเดินเข้าใกล้จุดยืนยามถัดไปอาศัยแสงคบไฟผู้เดินนำส่องจ้าจนผู้ยืนยามด้านหน้ามิอาจเห็นฉากเื้ัแสงคบไฟได้ถนัดเ้าทิพบัดนี้ไต่เชือกดึงร่างขึ้นอย่างเร็วล่วงเข้าสู่พระบัญชรไปแล้ว
นี่คือห้องบรรทมขององค์หญิงวิสาณีที่เ้าทิพลอบสอบได้ความมาขณะขบวนเสด็จเข้าพำนักเมื่อ่เย็น..
ในห้องเงียบสงัด เห็นพระวิสูตร(ม่านมุ้ง) โบกไหวตามแรงลมที่พัดเอื่อยเข้ามา เ้าทิพก้าวย่างไปถึงพระแท่นบรรทมเลิกพระวิสูตรออกแต่ไม่พบผู้ใดขณะชะงักงันได้กลิ่นพระสุคนธ์ (น้ำหอม) อบร่ำอันคุ้นเคยโชยมาเบาบาง เมื่อหันหลังกลับเห็นร่างหนึ่งแนบแอบในเงามืดของฝาผนังข้างพระบัญชรที่ตนเพิ่งปีนป่ายเข้ามาแสงจันทร์สลัวพลันส่องต้องมืองามข้างหนึ่งซึ่งยื่นออกมาวางบนขอบพระบัญชรเมื่อร่างนั้นขยับเคลื่อนเข้าหาแสงจันทร์รำไรเผยเห็นเรียวแขนจรดไหล่ เพียงอึดใจที่แสนยาวนานดวงหน้าของหญิงผู้เป็ที่รักก็ปรากฏเด่นชัดต่อสายตางามประดุจเทพธิดาจากฟากฟ้า
“องค์หญิง...” เ้าทิพรำพึงเรียกดั่งเพ้อครั้นเห็นพระนางแย้มพระสรวลละไมจึงค่อยกุมสติได้ กล่าวว่า “ข้าพเ้าเห็นไฟในห้องบรรทมไม่ได้จุดตามไว้...นึกว่าน้องท่านบรรทมหลับไปแล้ว”
“ทำไมหรือ.. ถ้าเรามิได้หลับไปท่านจะไม่เข้ามาหรือ”
“มิใช่เช่นนั้น ถึงอย่างไรข้าพเ้าก็ต้องมาพบเจรจากับน้องท่านให้ได้”
“ช่างกล้าพูดนะว่าจะพบเรา...ตอนเย็นท่านทำเราน้อยใจ อุตส่าห์มารออยู่ตรงโค้งน้ำแต่พอเราขึ้นฝั่งกลับไม่มีใจกล้าพอจะเข้ามาต้อนรับ”กล่าวพลางทรงพระดำเนินช้าๆ ไปประทับบนพระแท่นบรรทม
ชายหนุ่มย้อนไปเก็บตะขอและเชือกออกจากขอบพระบัญชรก่อนก้าวเข้ามาคุกเข่านั่งราบลงกับพื้นอยู่ข้างพระธิดา
ทั้งสองถูกเลี้ยงดูให้เจริญวัยมาด้วยกันั้แ่เยาว์คำเรียกหาระหว่างกันยามมิมีผู้ใดจึงสนิทสนมไร้ซึ่งสรรพนามตามธรรมเนียมของราชสำนัก