สติสัมปชัญญะของซูิทยอยกลับมาหลายส่วน มันรู้สึกปวดแปลบที่ต้นแขนขวา แก้มหน้าบวมเบ่ง มีอาการแสบร้อน หัวรู้สึกหนักอึ้ง วิงเวียนศีรษะ ภาพที่มองคล้ายไม่ชัดบ้างชัดบ้าง แทบทำให้อยากอาเจียนตลอดเวลา ชีวิตมัน่นี้นับว่าทุกข์ยากที่สุด
พริบตานั้น ร่างของฉีซิ่นพลันวูบไหวเพียงคราเดียวก็มายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าซูิ ทิ้งให้เหล่าโจรโดยรอบยังคงตกอยู่ในอาการงุนงง สายตาขุ่นมัวของชายชรากวาดสำรวจเด็กหนุ่มอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะสะบัดมือวูบ คว้ามีดสั้นลึกลับออกมาโดยมิอาจมองออกว่าซ่อนไว้ที่ใด
เขาราดสุรากลิ่นฉุนรุนแรงลงบนคมมีด และราดซ้ำลงบนศีรษะของซูิ กลิ่นอำพันนั้นรุนแรงปานจะแผดเผาโสตประสาท เพียงแค่สูดดมก็แทบจะทำให้มึนเมา ฉีซิ่นตวัดมีดอย่างรวดเร็วแม่นยำ เืสีคล้ำที่คั่งค้างบนศีรษะของซูิพุ่งกระฉูดออกมาดุจน้ำพุ กลิ่นคาวโลหิตคละคลุ้งผสมโรงกับกลิ่นสุราตลบอบอวลจนซูิสำลัก คลื่นไส้จนต้องอาเจียนออกมาคำโต ชายชราเทสุราล้างมีดอีกคราอย่างเยือกเย็น ก่อนจะเก็บมันหายลับไปอย่างเป็ปริศนาดั่งไม่เคยมีอยู่
“ข้ากำจัดเืคั่งออกจากหัวมันให้แล้ว ส่วนาแอื่น... นับว่ายังห่างไกลจากคำว่าสาหัสนัก”
ซูิเริ่มได้สติแจ่มชัดขึ้น พลันหวนนึกได้ว่าก่อนจะสิ้นสติไป นอกจากจะถูกเกาทัณฑ์เฉียดไหล่ ยังถูกกำปั้นหนักหน่วงของเ้าตาฟ้าทุบเข้าที่กลางกระหม่อม ที่แท้คมมีดที่เขาคิดว่าจะเป็มัจจุราชกลับกลายเป็หัตถ์ช่วยชีวิต ทว่าซูิยังมิอาจวางใจ... เพราะในยุทธจักรนี้ หากมหาโจรไว้ชีวิตผู้ใด ย่อมหมายความว่าชีวิตนั้นต้องมีค่าพอให้แลกเปลี่ยนด้วยบางสิ่งที่มีราคาสูงลิ่วเสมอ
เหล่าสมุนโจรเติมฟืนเข้ากองไฟมิให้ดับวอด ไม้กิ่งใบสั่นไหวไปตามลม ประกอบกับแสงจากกองไฟกระทบเหล่าต้นไม้น้อยใหญ่หวิวไปมาคล้ายผืนป่าเต้นรำ
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ซูิ แม้ซูิปกติมักเป็นักเจรจา แต่ตอนนี้แม้มีวาจาใดก็ไม่อาจพูดออก ชะตากรรมของมันตอนนี้มิได้อยู่ที่ตัวมัน แต่หากอยู่ที่ชายมอมแมมเบื้องหน้า
ฉีซิ่นลุกยืนหันไปพยักหน้าให้อี้หลิง อี้หลิงรู้ใจผู้เป็นาย มันสั่งบริวารคลายเชือกให้ซูิ พร้อมสั่งให้บริวารหาข้าวปลามาให้มัน เมื่อเชือกคลายออก ซูิค่อยได้หายใจเฮือกใหญ่ แม้มือยังสั่นอยู่บ้าง แต่ซูิก็รวบรวมกำลังประสานมือคาราวะเรียกหาฉีซิ่น
“ท่านผู้เฒ่าหาก้าให้ข้าทำสิ่งใด โปรดเอ่ยมา มิต้องมีพิธีการให้ยืดเยื้อ”
ทว่าฉีซิ่นกลับทำราวกับเขาเป็เพียงอากาศธาตุ ชายชราเดินทอดน่องตรงไปยังอาหารหน้ากองไฟอย่างไม่ยี่หระ ผิดกับมูซูว์ที่เขม็งมองซูิจนเส้นเืที่หัวมันปูดโปน คล้ายสัตว์ร้ายที่พร้อมขย้ำมันเป็หมื่นชิ้น หากนายเหนือหัวไม่อยู่
อี้หลิงเดินมาหาซูิอย่างใจเย็น พอถึงก็คว้าคอเสื้อซูิ จับโยนไปที่ข้างกองไฟ มันกลิ้งกลุกๆอย่างทุทักทุเล “ความเมตตาที่เ้าได้รับ มิใช่ได้มาโดยง่าย ถ้านายท่านอยากถามเ้า ท่านก็ถาม ถ้านายท่านอยากฆ่าเ้า ท่านก็ฆ่า ถ้านายท่านอยากให้เ้าดื่ม เ้าก็ดื่ม ตอนนี้นายท่านให้เ้ากิน ก็จงกิน อย่าพิรี้พิไรมากความ” น้ำเสียงของอี้หลิงเต็มไปด้วยโทสะ
ซูิรู้สึกอัปยศเต็มประดา นี่มันต่างจากหมูหมาหรือไม่ ชายหนุ่มสะบัดมือปัดชามข้าวทิ้งจนกระเด็นโครมใหญ่ ก่อนจะแผดเสียงะโด้วยโทสะที่พุ่งพล่าน
“หากจะสังหารข้าก็จงลงมือเสียเถิด! จะตายตอนนี้หรือพรุ่งนี้ สำหรับข้ามันหาได้แตกต่างกันไม่!” สิ้นเสียงะโ มูซูว์คำรามลั่นประดุจสัตว์ป่าคลุ้มคลั่ง มันไม่อาจทนรับคำสามหาวของเด็กเมื่อวานซืนได้อีกต่อไป ร่างกำยำพุ่งทะยานเข้าใส่ซูิด้วยความเร็วปานลูกปืนใหญ่ หมายจะกระแทกให้ร่างนั้นแหลกเหลวภายในหมัดเดียว!
ทว่าในเสี้ยวพริบตา ฉีซิ่นกลับสะบัดข้อมือคราหนึ่ง
ปากระดูกแพะชิ้นโตที่เพิ่งแทะเสร็จสวนออกไปด้วยความรุนแรงยิ่งกว่า เสียงกระดูกแพะวิ่งฝ่าอากาศเกิดเป็เสียงน่าขนลุกดัง ซี่..ซี่… ก่อนจะปะทะเข้าอกของมูซูว์อย่างจัง แรงปะทะนั้นดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วผืนป่า เหล่านกน้อยใหญ่บินกระเจิงหายไปสิ้น
แม้มูซูว์จะยกแขนขึ้นมาตั้งรับไว้ได้ทัน ทว่าแรงมหาศาลกลับส่งร่างั์ให้กระเด็นถอยครูดไปชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่อย่างรุนแรง แต่มูซูว์ไม่มีเวลาสนใจความเ็ปมันรีบกระเสือกกระสนลุกนั่งคำนับ เอาหัวตนเองโขกพื้นดินซ้ำๆจนหัวมันปรากฏโลหิตไหลออกมา
“ขออภัยที่ผู้ต่ำต้อยวู่วาม เพราะมันหยามเกียรติท่าน จึงมิอาจทนได้” มันะโซ้ำๆพร้อมเอาหัวที่เปื้อนเืโหม่งพื้นดินอีกคราเกิดเป็เสียงตูมใหญ่
..อี้หลิงที่เห็น ความจริงใจเช่นนั้นจึงเก็บดาบเข้าฝัก โดยที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็นเลยว่าดาบนั้นออกจากฝักั้แ่เมื่อใด
ภาพเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า ทำให้ซูิรู้สึกราวกับหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก หากนี่เป็เพียงฝันร้าย ก็อยากจะลืมตาตื่นเสียเดี๋ยวนี้
“กินเสียเถิด...” ฉีซิ่นเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉยโดยไม่แม้แต่จะชายตามามอง “หากเ้าไม่มีค่าพอ พวกลูกน้องข้าคงสังหารทิ้งไปนานแล้ว สิ่งที่ข้าจะให้เ้าทำไม่ใช่เื่ชั่วช้าเลวทรามที่คนอย่างเ้าต้องแลกด้วยชีวิตหรอก... ค่อยๆ กินไป คุยไป ข้าจะเล่าให้ฟัง”
ชายชราแทะกระดูกแพะชิ้นใหม่อย่างเพลิดเพลินใจ ในขณะที่บริวารนำอาหารชุดใหม่มาวางตรงหน้าซูิ กลิ่นหอมเย้ายวนของเนื้อย่าง ทำซูิที่เริ่มได้สติและหิวโหยจึงก้มหน้าก้มตากินอย่างมูมมาม
ท่ามกลางผู้คนนับสิบที่ยืนสงบนิ่งราวกับไร้ลมหายใจ มีเพียงสองชีวิตที่นั่งกินอาหารอย่างตะกละตะกลาม คือซูิและฉีซิ่น
จู่ๆ ฉีซิ่นก็เอื้อมมือมาหยิบเนื้อแพะในจานของซูิไปกินหน้าตาเฉย จนซูิแอบค้อนในใจว่า ‘ตาแก่นี่เป็ปีศาจเนื้อแพะกลับชาติมาเกิดหรืออย่างไร?’
“ข้าว่าจะแอบไปในสัมภาระของเ้า... ให้เ้านำข้าลอบเข้าเมืองหลวงหน่อย”
สิ้นคำกล่าวของจอมโจรเฒ่า ซูิที่กำลังเคี้ยวเนื้ออยู่ถึงกับสำลักคำโตจนหน้าดำหน้าแดง!
ฉีซิ่นเห็นพฤติกรรมกระอักกระอ่วนนั้นก็หัวเราะร่าอย่างชอบใจ
“ทะ... ท่านผู้เฒ่า ข้า... คือว่า...”
ซูิพยายามจะทัดทาน ทว่าชายชรากลับยกมือโบกตัดบทเสียก่อน “เ้ามิต้องกังวลไป ข้าเฝ้าตามหาสมบัติลับมาช้านานแล้ว มันถูกเล่าขานว่าเป็ขุมทรัพย์ของโอรส์รุ่นก่อนที่ถูกซุกซ่อนไว้ พวกข้าทุ่มเทพลิกแผ่นดินหาเพียงใดก็ไร้วี่แวว จนกระทั่งไม่นานมานี้ ข้าได้ข่าวหนาหูนัก ว่าลายแทงนั้นตกอยู่ในเงื้อมมือของตระกูลโกว่ ข้าเพียง้าลอบเข้าไปหยิบฉวยมาเท่านั้น หน้าที่ของเ้ามีเพียงพาข้าเข้าเมือง และรอรับข้าออกมา... ง่ายดายเพียงนี้”
จอมโจรเฒ่าเอ่ยด้วยท่าทีผ่อนคลาย หลังอิ่มหนำ เขาก็จุดยาสูบขึ้นมาสูบพลางเอ่ยต่อ “โจรอย่างข้า วันๆ หวังเพียงสมบัติพัสถาน หากได้ลายแทงนี้มาครอง ข้าก็มิมีความจำเป็ต้องเข่นฆ่าผู้ใดให้เปื้อนมืออีก แผนการนี้ย่อมต้องสำเร็จลุล่วงแน่”
ฉีซิ่นอัดยาสูบเข้าปอดคำโตก่อนจะพ่นควันสีจางออกมา แล้วเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “เมื่อหลายวันก่อนยามข้าได้รับข่าวเื่สมบัติ ข้าครุ่นคิดจนหัวแทบแตกก็ยังมองมิเห็นหนทางลอบเข้าเมืองหลวง ทว่าจู่ๆ เ้าก็โผล่พรวดเข้ามาในป่าแห่งนี้... เ้าเกือบถูกสังหารทิ้งอย่างเปล่าประโยชน์ไปแล้ว หากมิใช่เพราะหนิวเหยียจำการเข้าออกเมืองโดยอิสระของเ้าได้ เ้าลองคิดดูเถิด หากมิใช่์ลิขิตโชคชะตาให้เ้ามาเกื้อหนุนข้า แล้วจะเป็สิ่งใดไปได้อีก? ในเมื่อฟ้าเข้าข้างถึงเพียงนี้ แผนของพวกเราย่อมไม่มีวันผิดพลาด!”
ฉีซิ่นยื่นยาสูบที่เหลือเพียงครึ่งตัวมาให้ ซูิรับมาอย่างเก้ๆ กังๆ เขาทำเพียงคีบมันไว้ในมือ มิกล้าสูบตามแต่อย่างใด
“แต่ท่านผู้เฒ่า... เหตุใดต้องลำบากท่านลงมือด้วยตนเองเล่า? ในเมื่อคนของท่านอย่างหนิวเหยียดูท่าจะเชี่ยวชาญการหยิบฉวยมิน้อย หากให้ข้านำเขาเข้าไปแทนมิดีกว่าหรือ?”
ทันทีที่สิ้นคำ ซูิพลันรู้สึกถึงรังสีอำมหิตที่พุ่งแทงมาจากด้านหลัง มูซูว์จ้องเขม็งจนเขาเสียวสันหลังวูบ จนต้องรีบละล่ำละลักกล่าวต่อ “สมองผู้น้อยต้อยต่ำ หากถามสิ่งใดล่วงเกินไป โปรดท่านผู้เฒ่าเมตตาอย่าถือสา...”
ฉีซิ่นเห็นเด็กหนุ่มมิได้สูบยา จึงคว้าคืนกลับมาอัดลมเดียวจนยาสูบนั้นมอดสิ้น เขาพ่นควันสีหม่นออกมากองใหญ่ก่อนเอ่ยเสียงเรียบ “ต้องเป็ข้าเท่านั้น... ตระกูลโกว่ติดค้างข้าไว้หลายประการ หากข้าไปปรากฏตัวด้วยตนเอง พวกมันย่อมยอมส่งมอบให้แต่โดยดี แต่หากเป็ผู้อื่น... การปะทะนองเืคงมิอาจหลีกเลี่ยง”
ซูิเผลอพยักหน้าคล้อยตามอย่างลืมตัว ทว่าในใจยังคงกังวลถึงความเสี่ยงอันใหญ่หลวง หากผิดพลาดขึ้นมาเพียงนิด นั่นหมายถึงหัวที่อาจหลุดจากบ่า
ฉีซิ่นราวกับจะอ่านใจมันได้ทะลุปรุโปร่ง “เ้ามิต้องกังวลไป ในเมื่อเ้าเข้าออกเมืองหลวงโดยมิเคยถูกตรวจค้น หากฟ้าลิขิตให้เ้าดวงตกถูกตรวจค้นขึ้นมาจริงๆ ข้าก็จะพาเ้าหลบหนีไปเอง... หากข้าคิดหนี ทั่วแผ่นดินมิอาจมีผู้ใดตามข้าได้ ส่วนเ้าก็เพียงผันตัวมาเป็โจรป่าใต้อาณัติข้าก็เท่านั้น”
จอมโจรเฒ่าเอ่ยเื่คอขาดบาดตายออกมาอย่างเรื่อยเปื่อย ราวกับเล่านิทานปรัมปรา ทว่าท่าทีที่ผ่อนคลายเช่นนั้นกลับทำให้ซูิรู้สึกเชื่อมั่นอย่างประหลาด หากแผนลุล่วงก็มิต้องมีใครหลั่งเื หากพลาดพลั้งก็ยังมีทางหนีทีไล่ วิชาตัวเบาอันลือลั่นของฉีซิ่นนับเป็เื่จริงที่คนทั้งยุทธภพต่างประจักษ์... สิ่งที่เขาพูดมาจึงหาใช่เื่เพ้อเจ้อ อีกอย่างซูิฉลาดพอที่จะรู้ว่านี่ไม่ใช่คำขอร้อง แต่มันคือคำสั่ง ที่หากไม่ทำตามก็ต้องตายอยู่ที่นี่ ซูิจึงยอมตกลง
หลังเสร็จสิ้นเื่ราว ฉีซิ่นสั่งให้อี้หลิงพาซูิไปจัดหาที่พัก ณ ค่ายประจำการของกองโจรเงาที่หนึ่ง อี้หลิงโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงว่า "ที่นั่นหามีพวกป่าเถื่อนเช่นนี้ไม่..." ก่อนที่จะพาซูิขึ้นม้า ควบหายไปในป่าลึก
เมื่อซูิไปลับสายตา ฉีซิ่นก็กวาดมองกลุ่มกองโจรเงาที่สามที่พากันนั่งเงียบกริบดุจรูปสลัก ก่อนจะไปหยุดสายตาอยู่ที่มูซูว์ ทั้งสองสบประสานนิ่งอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะะเิเสียงหัวเราะลั่นป่าออกมาพร้อมกัน เหล่าบริวารที่เหลือต่างพากันประสานเสียงหัวเราะครืนจนดังกึกก้อง ยิ่งฉีซิ่นหัวเราะจนตัวโยนน้ำตาแทบเล็ดออกมา
เมื่อเสียงหัวเราะซาลง ชายชราจึงหันไปทางเก๋าจ้วนด้วยสายตาพึงพอใจ“แผนคนหนึ่งดีคนหนึ่งเลวของเ้าช่างสนุกยิ่งนัก ฮ่าฮ่าฮ่า” เก๋าจ้วนน้อมรับคำชม พร้อมตอบกลับ “ไม่น่าเชื่อว่าเื่หลอกเด็กอย่างการตามหาสมบัติ พ่อค้าหน้าโง่นั่นก็ยังเชื่อ” ฉีซิ่นพยักหน้าหัวเราะร่า ก่อนจะหันไปหามูซูว์ "เ้าเองก็แสดงเป็ตัวร้ายได้สมบทบาทนัก"
มูซูว์ประสานมือคารวะรับคำชม "นายท่านเองก็รับบทผู้เมตตาเสียจนข้านึกว่าพระโพธิสัตว์ลงมาโปรดสัตว์ ด้วยตนเอง!" เมื่อกล่าวจบ เหล่าโจรต่างหัวเราะลั่นกันอีกครา……..