อันเยว่ยอดฮูหยิน

    บทที่ 42 เถ้าแก่หอจู้เหอ

    รอยยิ้มเพียงเท่านี้กลับทำให้ซูจือฉือตกตะลึงเมื่อได้เห็น เขานึกไม่ถึงว่าจะมีแสงเปล่งประกายในดวงตาของอันเยว่ 


    “เดิมทีเครื่องในเป็นอาหารที่มีรสชาติเข้มข้นอยู่แล้ว วิธีปกติไม่สามารถกำจัดรสชาติข้างในได้ หากใช้วิธีง่าย ๆ เช่นนี้ จะยิ่งกระตุ้นรสชาติเครื่องใน ทำให้คนที่ไม่ชอบยิ่งไม่ชอบขึ้นไปอีก” 


    “แล้วมันสามารถเปลี่ยนให้ดีขึ้นได้หรือ?”


    “แน่นอน”


    อันเยว่เอ่ยอย่างมั่นใจด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นางเหลือบมองเครื่องในเล็กน้อย เพียงแค่นี้นางก็ไม่สามารถทนกินต่อไปได้แล้ว 


    เห็นอยู่ว่าทั้งหมดนี้เป็นอาหารแนะนำของหอจู้เหอ อาหารที่ทำให้ผู้คนแห่กันมาในยามปกติ ทว่ากลับไม่มีข้อดีแม้แต่น้อยเมื่ออยู่ต่อหน้าอันเยว่ จะว่าไปก็ช่างน่าขำ


    “คุยโวหน้าไม่อาย!”


    ไม่รู้ว่าใครพูด น้ำเสียงสงบปนข่มอารมณ์ กลับยิ่งเพิ่มความโกรธโดยปริยาย 


      ดูเหมือนว่านางจะไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน จริง ๆ 


    ซูจือฉือเห็นคนเดินออกมาจากด้านข้าง จากนั้นมาหยุดยืนที่ข้างโต๊ะของพวกเขา ฉับพลัน บรรยากาศโดยรอบก็รู้สึกกดดันอย่างมาก


    แค่บอกว่าอาหารของหอจู้เหอไม่อร่อย ก็มีคนนั่งไม่ติดแล้ว


    “ไม่ทราบว่าท่านคือ…”


    “เถ้าแก่หอจู้เหอ”


    อีกฝ่ายไม่ได้ปิดบังและตอบกลับตรง ๆ รูปร่างของสตรีผู้นี้อวบเล็กน้อย ทำให้อาภรณ์บนร่างดูเล็กไปถนัดตา


    หน้าตาของนางก็ไม่ได้ดูแย่ ดวงตากลมโตนั้นถลึงมองอันเยว่ด้วยความโกรธ 


    “ที่แท้ก็เถ้าแก่หอจู้เหอนี่เอง ขออภัยที่เสียมารยาท”


    อันเยว่พูดเช่นนั้น แต่ใบหน้าของนางกลับไม่แสดงความนับถือใด ๆ นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา จากนั้นไปหยุดลงที่ใบหน้าของซูจือฉือ


    แค่ติดตามอันเยว่มารับประทานอาหารที่นี่ กลับนึกไม่ถึงว่านางจะสามารถสร้างปัญหาได้ทุกที่ที่ไป ในยามนี้ก็เป็นฝ่ายกวักมือเรียกเถ้าแก่หอจู้เหอให้มาหาเสียอย่างนั้น 


    ยามนี้ไร้เซียวสิงเยี่ยนอยู่ข้างกาย หากทำให้เถ้าแก่หอจู้เหอเปิดศึกได้จริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาสองคนจะสามารถหนีรอดหรือไม่ 


    “เดิมทีข้ากับเจ้าไม่รู้จักกัน เจ้านั่งอยู่ในร้านของข้า กินอาหารที่คนงานในร้านข้าทำ อีกทั้งยังวิจารณ์อาหารของข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์อาหารในหอจู้เหอของข้า?”


    “หรือว่าการที่ข้าจ่ายเงินก็ต้องประจบประแจงเท้าเหม็นเน่าของพวกเจ้า?”


    อันเยว่ย้อนถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ จากนั้นเงยหน้าขึ้นสบตาเถ้าแก่หอจู้เหอแล้วยิ้มน้อย ๆ แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยัน 


    “ที่แท้เป็นเจ้านี่เอง ข้าก็ว่าไยคุ้นหน้าเจ้านัก เจ้าก็แค่คนเสเพลคนหนึ่ง ปกติมักตามเถ้าแก่ตระกูลชุยมาดื่มสุราที่ร้านข้า แต่ที่ผ่านมาไม่เคยออกเงิน ก็แค่ที่รองกระถางต้นไม้ ครอบครัวเดิมฐานะยากจนอยู่แล้ว ครานั้นยังนำทรัพย์สินในบ้านไปเสียพนันที่โรงบ่อนจนหมด จวนอันในยามนี้ก็ถูกขายทิ้งไปตั้งนานแล้ว” 


    “ของเก่าไม่ไป ของใหม่ยังไม่มาก็เท่านั้น” 


    อันเยว่จัดชายกระโปรงให้เรียบร้อยแล้วเงยหน้าอีกครั้ง ก็พบว่าขณะนี้มีคนมากมายมามุงรอบโต๊ะ


    “หากอาหารของหอจู้เหอของข้าเป็นอันดับสองในฮวาตู เช่นนั้นมีใครกล้าเป็นอันดับหนึ่ง?”


    น้ำเสียงถือดีอะไรเยี่ยงนี้ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ในเมืองฮวาตูไม่มีร้านไหนเทียบได้กับหอจู้เหอจริง ๆ นั่นแหละ 


    เพียงแต่…


    “แน่นอนว่าไม่มี หอจู้เหอเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งในเมืองฮวาตูของเราโดยแน่แท้”


    “หากแม้แต่อาหารของหอจู้เหอยังไม่ถูกปาก เกรงว่าในเมืองฮวาตูจะไม่มีอะไรกินแล้ว”


    “หากมีใครกล้าบอกว่ายอดเยี่ยมกว่าหอจู้เหอ ก็เรียกนางมาลองดูได้เลย!”


        ……


    เมื่อเอ่ยเช่นนั้นเถ้าแก่ก็มองอันเยว่ด้วยสายตายั่วยุ ท่าทางประหนึ่งว่าหากเจ้าทำได้ก็เอาสิ มิเช่นนั้นก็อย่าพูดพล่ามอยู่ที่นี่ 


    “ไม่ทราบว่าเถ้าแก่มีนามว่าอันใด?”


    “ชูชิงเฟิง”


    “เถ้าแก่ชู เชิญมาคุยกันด้านนี้เถอะ”


    อันเยว่ไม่ได้ขยับตัว การเชิญมาคุยกันทางนี้เป็นเพียงเสนอทางลงให้แก่ชูชิงเฟิงเท่านั้น 


    “หากเจ้าขี้ขลาดก็คุกเข่าโขกศีรษะให้ข้าหกครั้งที่นี่ ที่เหลือไม่ต้องพูดมาก”


    ชูชิงเฟิงผู้นี้ช่างหัวรั้น ให้ทางลงกับนางแล้วยังไม่รู้จักรับ 


    คนประเภทนี้ หากไม่สั่งสอนสักหน่อยนางก็จะคิดว่าตัวเองเป็นอ๋องของเมืองฮวาตูจริง ๆ 


    “ฮูหยิน ถ้าเช่นนั้นเรากลับกันเถอะ”


    ซูจือฉือเห็นว่าเรื่องจะบานปลายไปกันใหญ่จึงรีบมาที่ข้างกายอันเยว่ จากนั้นกระซิบข้างหูนาง


    “นั่นคณิกาชายที่อยู่ในหอคณิกาเมื่อสองปีก่อนไม่ใช่หรือ?”


    “ใช่หรือ? ข้าก็ว่าไยรู้สึกคุ้นหน้าเหลือเกิน”


    “ไม่คิดว่าเขาจะติดตามคนไร้ประโยชน์ผู้นี้!”


    ด้านข้างเริ่มมีคนวิพากษ์วิจารณ์ซูจือฉือ เมื่อเห็นสีหน้ารังเกียจของแต่ละคนทำให้อันเยว่รู้สึกสะอิดสะเอียนไปพักหนึ่ง 


    “เขาเป็นสามีข้า หากพวกเจ้าพูดจาเหลวไหลอีก ระวังข้าจะฉีกปากพวกเจ้า!”


    ในยามนี้อันเยว่เองก็ไม่รู้ว่าควรปกป้องซูจือฉือด้วยคำพูดใด สิ่งเดียวที่นางสามารถบอกออกไปก็คือประโยคเมื่อครู่


    การที่บุรุษคนหนึ่งเคยเป็นคณิกาชายเป็นสิ่งน่าละอายอย่างยิ่ง สำหรับชายชาตรีคนหนึ่งความบริสุทธิ์สำคัญพอ ๆ กับชีวิต หากมิได้ถูกบังคับด้วยชีวิต แน่นอนว่าเขาคงไม่ไปขายร่างกายในสถานที่แบบนั้น 


    “ที่แท้เจ้าก็เอาได้แม้กระทั่งคนประเภทนี้” 


    “เขาดีกว่าพวกเจ้าทุกคนที่เก่งแต่ยุให้รำ ตำให้รั่ว มีสิทธิ์อะไรไปวิจารณ์ผู้อื่น? หากพวกเจ้ารักกันหวานชื่นกับสามีตัวเอง ก็คงไม่มาดื่มเหล้าและวิจารณ์ผู้อื่นอยู่ที่นี่ เป็นธรรมดา เมื่อครอบครัวตัวเองไม่ดี ก็ไม่อยากเห็นชีวิตคนอื่นได้ดี ขยะชัด ๆ” 


    อันเยว่ไม่กลัวการสะสมความเกลียดชังแม้แต่น้อย กลับกล่าวคำพูดของตัวเองอย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นว่านางต้องการปกป้องซูจือฉือ


    “เจ้าเป็นใคร? กล้าดีมาว่าข้า?”


    “เจ้ามันไร้ค่า มีสิทธิ์อะไรมาวิจารณ์ครอบครัวข้า?”


    อันเยว่ไม่เกี่ยงในเรื่องที่ควรกระทำ สิ่งนี้ทำให้ชูชิงเฟิงอดมองด้วยสายตาเลื่อมใสไม่ได้ 


    “อย่าพูดถึงเรื่องของเจ้าเลย เจ้าดูถูกอาหารของร้านข้า หากวันนี้เจ้าไม่ชี้แจงเหตุผล ข้าก็จะไม่ปล่อยเจ้าไป”  


    อีกฝ่ายเป็นคนอารมณ์ร้อน ส่วนอันเยว่ก็กำลังโกรธขึ้นหน้า นางม้วนแขนเสื้อขึ้นแล้วพูดทีละคำ “ให้ทางลงแล้วเจ้ากลับไม่ต้องการ นี่เจ้าหาความอัปยศใส่ตัวเองนะ หากเสียใจภายหลังก็ยังทัน” 


    “เสียใจภายหลัง? ขอแค่เจ้าไม่เสียใจภายหลังก็พอ! หากใครแพ้ต้องโขกศีรษะให้อีกฝ่ายสามครั้ง และตะโกนดัง ๆ ว่าข้ามันโง่!” 


    “ได้”


    อันเยว่ชี้ไปที่นอกประตู “ในร้านล้วนเป็นแขกของเจ้า ถ้าเช่นนั้น เราตั้งเงื่อนไขให้อีกฝ่ายไปเรียกแขกสามคนจากนอกร้านเข้ามา แล้วให้ทั้งหกคนตัดสิน” 


    “ไม่มีปัญหา!” ชูชิงเฟิงมั่นใจในอาหารของตัวเองมาก ป้ายร้านเก่าแก่ที่เห็นอยู่ตลอดหลายปีมานี้จะถูกทำลายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำของเด็กสาวคนหนึ่งน่ะหรือ?


    “ได้ อีกประเดี๋ยวคนที่สวมชุดสีฟ้า สีเขียว และสีขาวเดินผ่านประตู ก็จะถูกดึงเข้ามาในร้าน”


    “ส่วนเจ้าก็ไปพาแขกที่สวมชุดสีแดง สีชมพู และสีดำเข้ามาในร้าน”


    “ได้”


    อันเยว่ส่งสายตาให้ซูจือฉือ ซูจือฉือจึงเดินออกไปข้างนอก ในไม่ช้าก็พาแขกเข้ามาในร้าน ทั้งหกคนนั่งลงที่โต๊ะของชั้นหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามารับประทานอาหารที่นี่โดยไม่ต้องจ่าย แต่ละคนจึงเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น


    หลังจากชูชิงเฟิงเรียกคนอื่น ๆ มานั่งที่โต๊ะด้านข้างก็เอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “วันนี้ข้าเชิญทุกท่านมาลองชิม ดูว่าอาหารที่หน้าตาเหมือนกันนี้ จานไหนอร่อยกว่า”


    ทันทีที่พูดจบก็มีเสียงฮือฮาดังขึ้นรอบ ๆ เรื่องครึกครื้นที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองเช่นนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการเห็นเป็นที่สุด 

    คล้ายกับเรื่องอันเยว่ยอดฮูหยิน ที่คุณอ่าน

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663