ตอนที่13 ขายเหรียญทอง?
หน้าที่ของหลิวเย่ในขณะนี้คือต้องแก้ไขอาการาเ็ดังกล่าวจากนั้นปล่อยให้ส่วนที่เหลือเป็หน้าที่ของโรงพยาบาล แต่เขาไม่แน่ใจว่าแพทย์ในโรงพยาบาลจะสามารถแก้ไขจุดนี้ได้หรือไม่?
เมื่อคิดได้เช่นนั้นหลิวเย่เหลือบมองผู้ฝึกสอนที่เฝ้าดูข้างๆ เมื่อผู้ฝึกสอนหันหน้าไปมองไกลเพื่อหาอาจารย์แพทย์และรถพยาบาล
ทันใดนั้นเขาก็ขยับมืออย่างรวดเร็ว
ตำแหน่งของกระดูกสะบ้าเข่าถูกทำการรักษาตามความรู้ที่เขาได้ศึกษามาทันที
หลิวเย่ปล่อยมือทันทีเมื่อทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว
เพื่อนร่วมชั้นที่าเ็มองหลิวเย่ด้วยความประหลาดใจเมื่อเขาพบว่าอาการเ็ปลดลงเขาจ้องมองอย่างไม่เชื่อสายตา
ผู้ฝึกสอนเองก็ไม่ได้สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ
“ฉันทำการแก้ไขเพียงเล็กน้อย อีกสักครู่รถพยาบาลจะมาถึงคุณสามารถรับการตรวจสอบได้อีกครั้ง”
หลิวเย่ยิ้มและกล่าวเบาๆ พลางตบไหล่ของเพื่อนร่วมชั้นจากนั้นเขาหันหน้ามากล่าวลาอาจารย์ที่เฝ้าดูอยู่
เพื่อนร่วมชั้นยังคงนิ่งเงียบด้วยความงุนงง
ความหมายคืออะไร?
เรียบร้อยแล้ว?
ต้องทราบก่อนว่าทุกคนในที่นี้เป็นักศึกษาใหม่คุณจะสามารถรักษาหรือแก้ไขการาเ็ได้อย่างไร?
จนกระทั่งรถพยาบาลและเ้าหน้าที่ทางการแพทย์มาถึงพวกเขาพาเขาไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขามาถึงโรงพยาบาล ได้รับการถ่ายภาพรังสี ผลปรากฏว่า
เขากระดูกสะบ้าแตกหักจริงๆ แต่แพทย์บอกว่ากระดูกสะบ้าแตกหักแต่มันไม่เคลื่อน!
นั่นหมายความว่าอะไร?
แปลว่าเขามีกระดูกสะบ้าแตกหักขณะที่ฝึกทหารและได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปแล้ว ภาพถ่ายรังสีทำให้เขาอึ้งกับเหตุการณ์ตรงหน้า
แปลว่าสิ่งที่เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นกล่าวถึงเขาทำการรักษาให้แล้ว!
มันยอดเยี่ยมมาก!
น่าเสียดายที่เขาลืมถามชื่อเพื่อนร่วมชั้น แต่ไม่เป็ไรยังมีโอกาสในวันข้างหน้า
ฉันจะขอบคุณเขาอย่างแน่นอน!
หลิวเย่เพียงเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นที่มีรถพยาบาลมารับไปรักษาจากนั้นเขารับการฝึกทหารต่อไป
สัปดาห์แรกของการฝึกผ่านไป
เพื่อนร่วมห้องหลายคนพักผ่อนในห้อง บางคนก็กลับบ้านใกล้ๆบางคนก็พักผ่อนที่ร้านอาหารหรือบาร์นอกมหาวิทยาลัย
สำหรับหลิวเย่เขากลับห้องพักในอพาร์ตเมนท์ย่านเหอโจวโซน G ห้อง 905
เขาได้สอบถามข้อมูลการซื้อขายทองคำจากรุ่นพี่คนสวยหลิวนี่นี่แล้ว
เธอมีเครือข่ายที่เชื่อถือได้เธอได้แนะนำร้านอัญมณีเก่าแก่แห่งหนึ่งของเมืองเทียนจิน
รุ่งเช้าหลิวเย่ออกเดินทางจากที่พักไปยังร้าน “ฟู่หยาง”
เขาเงยหน้ามองชื่อป้ายหน้าร้านด้วยความสนใจตัวอักษรจีนตวัดเขียนอย่างสง่างาม บ่งบอกถึงความลึกลับที่น่าสนใจ
เมื่อเขาก้าวเข้าไปในร้านก็มีพนักงานขายหญิงสาวเข้ามาต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม “สวัสดี คุณสนใจอัญมณีประเภทใดบ้าง”
ท่าทางที่กระตือรือร้นของหญิงสาว ทำให้เขาพึงพอใจเงียบๆ
“ฉันมีทองคำมาขาย ผู้จัดการร้านอยู่ที่ไหน?” หลิวเย่ถามเสียงเรียบ
“โอ้.....ได้โปรดรอสักครู่ ฉันจะแจ้งเ้านายก่อน”จากนั้นเธอหมุนตัวเดินเข้าไปด้านหลังร้าน สักครู่หนึ่งก็มีชายวัยกลางคนเดินตามหลังหญิงสาวออกมา
“สวัสดี สวัสดีพ่อหนุ่ม ฉันชื่อฟู่หยาง เป็เ้าของร้านคุณมีทองคำมาขายรึ?”ชายวัยกลางคนยื่นมือมาทักทายเขาพลางยิ้มเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
“ใช่” หลิวเย่พยักหน้ารับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
“เราไปคุยกันข้างในเถอะ” ฟู่หยางแปลกใจกับท่าทีสงบนิ่งของเขาไม่เหมือนคนอายุรุ่นหนุ่มที่จะมีท่าทางสงบนิ่งได้เช่นนี้
“ลองดูสิ คุณคิดว่าไง?”หลิวเย่ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเป้พลางหยิบเหรียญทองออกจากพื้นที่มา 1เหรียญแล้ววางไว้บนโต๊ะ
ฟู่หยางเหลือบมองแล้วชะงักนิ่งครู่หนึ่ง เขามีประกายตาวาบผ่านและตื่นเต้นยินดีอยู่ในใจแต่ยังคงเก็บอาการสงบนิ่งไว้อยู่ เขาต้องนิ่งเงียบเพื่อให้มีผลในการต่อรองราคา
หากแต่อากัปกิริยาของเขาไม่รอดพ้นจากสายตาการจับจ้องของหลิวเย่เขาก้มหน้ายกยิ้มมุมปาก
ฟู่หยางหยิบเหรียญทองบนโต๊ะมาทดสอบพลางพยักหน้าอย่างพึงพอใจทองคำคุณภาพสูงมากกว่า 95% สามารถนำไปปรับแต่งเป็
เครื่องประดับได้หลากชนิดถึงแม้ว่าคุณค่าจะไม่สูงเท่าหินหยกแต่เขาตัดสินใจในทันทีเพราะมีสัญชาตญานที่บ่งบอกว่าชายหนุ่มตรงหน้ามีเหรียญทองมากกว่าหนึ่งเหรียญแน่นอน
“ทองคำมีความบริสุทธิ์มาก อยู่ในเกณฑ์ดี ฉันจะรับซื้อกรัมละ220 หยวน พ่อหนุ่มคิดว่าอย่างไร?”เขาตอบแล้วจ้องมองไปที่ชายหนุ่มรูปงามตรงหน้า
หลิวเย่คิดในใจครู่หนึ่งเขามองเห็นถึงความจริงใจของเ้าของร้านคนนี้ เขาจึงพยักหน้าตอบตกลง “ตกลงฉันมีเหรียญทองที่จะขาย 2,000 เหรียญ”
ฟู่หยางเมื่อได้ยินคำตอบเขาแทบจะตกลงจากเก้าอี้ที่นั่งเขาอ้าปากตาโต กลืนน้ำลายและถามเสียงเข้ม
“พ่อหนุ่ม คุณไปขโมยมาจากที่ไหนกัน?”
“ฮิ ฮิ คุณไม่ต้องกังวลไป ฉันไม่ได้ไปขโมยหรือปล้นใครมามันเป็เพียงมรดกของตระกูลฉันเท่านั้น” หลิวเย่ตอบพลางกลั้วขำอย่างไม่ใส่ใจ
ฟู่หยางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เขาตื่นเต้นดีใจแต่ก็กลุ้มใจจากนั้นเขาส่ายหัวยิ้มขมขื่น “พ่อหนุ่ม ฉันอยากจะซื้อทั้งหมดนั่นแต่ตอนนี้ร้านฉันมีเงินทุนหมุนเวียนไม่มากนั้น เศรษฐกิจไม่ดีเราขาดแคลนวัตถุดิบมาหลายเดือนแล้ว”
ความจริงที่ปรากฏต่อหน้าหลิวเย่นั้นเกินความคาดหมาย
เขาไม่คิดว่าเ้าของร้านจะเปิดเผยข้อมูลลับเช่นนี้
แต่มันก็เป็ความจริงเมื่อเขาได้สำรวจข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเมื่อคืนนี้ธุรกิจนี้ในเทียนจินมีคู่แข่งหลายร้าน ร้านนี้เก่าแก่และซื่อสัตย์และซื่อตรงเพียงแต่ร้านขนาดเล็ก ไม่เหมือนกับร้านขนาดใหญ่โอ่อ่าที่มีทุนหมุนเวียนมหาศาล
เป็ความจริงที่ว่า ไม่ว่าธุรกิจใดๆ ย่อมมีการแข่งขัน
“คุณคิดอย่างไรถ้าฉันจะยกเหรียญทองให้คุณแต่จะขอร่วมหุ้นกับคุณด้วย” หลิวเย่ยื่นเงื่อนไขสำหรับทั้งสองฝ่าย นี่เป็สถานการณ์ที่เขาครุ่นคิดมานานกับการเริ่มต้นธุรกิจต่างๆ
คำกล่าวของเขาเหมือนสายฟ้าฟาด!
ฟู่หยางเงยหน้าขึ้นทันใดพลางจ้องเขม็งไปที่หลิวเย่ด้วยความแปลกประหลาดใจจากนั้นเขาหัวเราะด้วยความพึงพอใจ “ฮ่า ฮ่า ฮ่า พ่อหนุ่มสายตากว้างไกล ดี! ดี!” เขาตบเข่าดังฉาดใหญ่
“ฉันยินดียกหุ้นให้ 70% มาเถอะเรามาเป็หุ้นส่วนกัน”ฟู่หยางแสดงความจริงใจอย่างที่สุดกับมูลค่าเหรียญทองที่จะมาช่วยพยุงสถานการณ์ของร้านเหรียญทอง 2,000 เหรียญ 16,000 กรัม มีมูลค่า 3,520,000หากแปรรูปจะขายได้มากกว่าสี่ล้านหยวน นี่เหมือนมีเทพมาโปรดอย่างแท้จริง
หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวตอบ “ฉันยินดีและอนาคตฉันจะช่วยหาวัตถุดิบอย่างอื่นมาให้คุณ”
“เรียกลุงหยางเถอะ...หลานชาย”ฟู่หยางรินชายื่นให้หลิวเย่พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
หลังจากลงนามในสัญญาข้อตกลงของร้านเรียบร้อยแล้วหลิวเย่ก็กลับห้องพัก
เช้าวันจันทร์
การฝึกทหารยังคงดำเนินต่อไปไม่มีเหตุการณ์การาเ็ที่รุนแรงของนักศึกษาใหม่อีกมีเพียงนักศึกษาหญิงบางคนที่หน้ามืดเป็ลม
วันนี้เป็วันสุดท้ายของการฝึกทหาร มีการเดินสวนสนามซึ่งเป็ภารกิจสุดท้ายของการฝึกในปีนี้
เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน การฝึกทหารก็สิ้นสุดลง
คืนนี้จะมีงานเลี้ยงปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ของมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจินกำลังจะเริ่มขึ้น
ั้แ่หกโมงเย็นนักศึกษาเริ่มทยอยเข้าประจำที่ใต้พลับพลาในสนามเด็กเล่นตามชั้นเรียน
พลับพลามีการประดับประดาด้วยต้นไม้ ดอกไม้และลูกโป่งอย่างสวยงาม ให้บรรยากาศสดชื่นสวยงามจริงๆ
ทุกคนพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นต่างพากันตั้งตารอคอยงานเลี้ยงที่น่าสนใจนี้
หลิวเย่ได้โทรหาแม่ของเขาเพื่อทักทายแล้วเพราะวันหยุดที่ผ่านมาเขาไม่ได้กลับบ้านและอาจรวมถึงสัปดาห์หน้าที่
เขามีแผนจะไปขายผลไม้ที่เมืองโบราณอีกครั้ง
หลิวเย่นั่งหลับตาทำสมาธิเป็เพราะว่าการแสดงของเขาไม่จำเป็ต้องเตรียมการอะไรเป็พิเศษ
การแต่งกายก็ไม่จำเป็ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะมหาวิทยาลัยกำหนดให้น้องใหม่ทุกคนสวมชุดฝึกทหาร
“เทพธิดามาแล้ว!”
“เจียงผิงผิงของฉัน!”
“ลูกสะใภ้ของแม่ฉัน!”
เสียงะโดังขึ้นจากหลายทิศทางเกิดความโกลาหลขึ้นในกลุ่มฝูงชน ชายหนุ่มหลายคนเงยหน้ามองไปข้างหน้าพลางมองหาดอกไม้ของมหาวิทยาลัย
หลิวเย่ค่อยๆลืมตาขึ้นและมองไปข้างหน้าทันใดนั้นก็เห็นกลุ่มหญิงสาวสวย 4-5 คนเดินผ่านมาเขามองเห็นเจียงผิงผิงได้อย่างรวดเร็ว
ชุดฝึกทหารไม่อาจซ่อนความงามของเจียงผิงผิงได้เลยความสวยงามของเธอยังคงเปล่งแสงเจิดจรัส
“เธอมาทำอะไรที่นี่?” หลิวเย่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
จากที่หลิวเย่รับทราบข้อมูลจากรุ่นพี่หลิวนี่นี่การแสดงของชั้นปีหนึ่งมีเพียงเขากับฟางเจ๋อเท่านั้น หรือว่าทางมหาวิทยาลัยจะรวมทุกวิชาเอกเข้าด้วยกัน
“ฉันได้ยินมาว่าทุกวิชาเอกจะมาร่วมการแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจนี้ร่วมกันมันวิเศษมาก!” นักศึกษาชายที่นั่งถัดไปกล่าวขึ้นเสียงดังการสนทนาดังกล่าวเป็คำตอบสำหรับเขาแล้ว
อืม...เข้าใจแล้ว
ทันใดนั้นเจียงผิงผิงและหยานหยิงก็เงยหน้ามองไปยังชั้นเรียนที่หลิวเย่และเพื่อนๆนั่งอยู่
เมื่อเธอทั้งสองคนเห็นหลิวเย่พวกเขาสบตากันครู่หนึ่ง จากนั้นพวกเธอก็ยิ้มเล็กน้อยให้กับเขาหลิวเย่เองก็ยิ้มตอบกลับเช่นกัน
ทันใดนั้นเกิดความโกลาหลขึ้นกลุ่มเด็กชายรอบๆนั้นบ้าคลั่งจากรอยยิ้มของสาวงาม
“พระเ้า! เทพธิดายิ้มให้ฉัน”
“ไอ้บ้า...เธอยิ้มให้ฉันต่างหาก”
“ไปตายซะเถอะ เธอยิ้มให้ฉันต่างหาก”กลุ่มชายหนุ่มทะเลาะกันหน้าแดงเพื่อพิสูจน์ว่าใครทำให้คนสวยยิ้มให้
ซุนเอ้อคว้าแขนของหลิวเย่และเขย่าพูดอย่างตื่นเต้นว่า “น้องสี่ นายเห็นไหม เห็นไหมเทพธิดายิ้มให้ฉัน ยิ้มให้ฉัน”
ทางฝั่งจางไค่ปฏิเสธทันที“นายตาบอดเหรอ เธอยิ้มให้ฉันต่างหาก ดูให้ดีสิ”
ส่วนพี่ใหญ่จูปิงจ้องทั้งสามคนแล้วพูดเสียงเข้มว่า “ฉันต่างหาก”
ตอนนี้ฟางเจ๋อกำลังอุ่นเครื่องอยู่ข้างเวทีเขากำลังเตรียมตัวสำหรับการแสดงในภายหลัง เขาสังเกตเห็นความวุ่นวายตรงหน้าเขาคิดว่าหลิวเย่จะร่วมต่อสู้กับพวกเขาแต่เขาไม่ได้คิดว่าหลิวเย่จะอ่อนแอจนไม่กล้าต่อต้านใดๆ
เขาเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ
หลิวเย่โง่จริงเหรอ?
เกือบจะหนึ่งทุ่มแล้ว ไฟบนเวทีก็ค่อยๆสว่างขึ้นสัญญาณงานเลี้ยงกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว
ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในหลายๆจุดเริ่มเงียบลง
ทั้งสี่คนเองก็หยุดทะเลาะกัน
ซุนเอ้อก้มลงถามหลิวเย่เสียงต่ำ“คุณยอมรับความผิดพลาดของคุณแล้วใช่ไหม คุณต้องสนับสนุนฉัน?”
“โอเค ฉันยอมรับ ฉันผิดพลาดไปแล้วที่ไม่สนับสนุนคุณ!”หลิวเย่ตบพื้นพลางกล่าวอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางอัปยศ เมื่อเพื่อนๆปล่อยตัวเขาเขารีบจัดแต่งเสื้อผ้าทันที
ในความเป็จริงหากเขาจะต่อสู้ไม่จำเป็ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่เขาโบกมือ ทุกคนก็ล้มคว่ำกันแล้วแต่ท่ามกลางสถานที่แบบนี้เขาต้องทำตัวต่ำต้อย
งานเลี้ยงเริ่มขึ้นด้วยการกล่าวเปิดงานโดยอธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจินเพียงเวลาไม่ถึงห้านาทีหลังจากเสียงปรบมือ
จบลง ก็เป็การเริ่มต้นงานเลี้ยงอย่างเป็ทางการเริ่มต้นด้วยการเต้นรำที่ร้อนแรงซึ่งดึงความสนใจของทุกคนให้เืเดือดพล่านในทันที
การเต้นรำที่สวยงามของกลุ่มหญิงสาวบนเวทีทำให้ชายหนุ่มคึกคักและสดชื่นขึ้นทุกคนมีอาการกระชุ่มกระชวยและโยกย้ายร่างกายไปพร้อมกับบทเพลงและการเต้นรำ
กลุ่มห้อง 505ทั้งสี่คนต่างปรบมืออย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเป็จูปิง จางไค่ ซุนเอ้อหลิวเย่เองก็ถูกเพื่อนๆจ้องเขม็งจึงต้องปรบมือไปด้วยกัน
ความสนุกสนานและความสุขมักจะจบลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อการแสดงเต้นรำจบลงพลันมีเสียงโห่ร้องะโดังไปทั่วพลับพลาจากบรรดานักศึกษาที่ชมการแสดง “เอาอีก! อีกครั้ง!” พวกเขาพร้อมใจกันะโทีละคนสองคน
พิธีกรรีบขึ้นไประงับเหตุการณ์และถามว่า“สวัสดีทุกคน เป็อย่างไรบ้างการแสดงนี้ดีไหม?”
พวกเขาะโพร้อมกันว่า “เยี่ยม! มันสุดยอด! เอาอีก!”
พิธีกรรีบกล่าวแนะนำการแสดงต่อไปทันที“โอเค จากนั้นพบกับการแสดงร้องเพลงของนักร้องจากวิชาเอกยาจีน ไอรีน ขอเชิญชม!”
พิธีกรรีบลงจากเวทีทันทีหลังกล่าวเสร็จ
ผู้ชมกำลังเตรียมจะโห่ร้องปฏิเสธการแสดงดังกล่าวแต่ดนตรีได้ดังขึ้นและมีหญิงสาวตัวเล็กๆน่ารักก้าวขึ้นบนเวทีผู้ชมก็เริ่มเงียบทันที
พวกเขาเป็สุภาพบุรุษมากพอและคนดีจะไม่โห่ร้องต่อหน้าสาวงาม พฤติกรรมนั้นมันน่ารังเกียจเกินไป
“เมื่อแสงจันทร์กระจ่างสายลมพัดแ่........” เมื่อเสียงหวานๆ ดังขึ้นทำให้ทุกคนเริ่มมึนเมากับบทเพลงหวานเศร้าความเงียบเริ่มขยายวง บรรยากาศความเศร้าเข้าเกาะกุมหัวใจใครหลายคนจิตใจไม่สงบเงียบ ความคิดถึงล่องลอยออกไป เกิดความซาบซึ้งกับเพลงเป็จังหวะเสียงหวานดังสูงต่ำเป็จังหวะสวยงามทุกคนเคลิบเคลิ้มไปกับความหมายอันลึกซึ้งของบทเพลง
มีเสียงคลอตามเสียงร้องบนเวที อารมณ์ที่อยู่ในห้วงแห่งความเศร้าของความรักมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมเล็กๆน้อยๆของหลายคน
ไม่เว้นแม้กระทั่งหลิวเย่เขาเองก็คลอตามบทเพลงเช่นกัน เสียงต่ำฮึมฮัมในลำคอ
“คืนนี้นอนไม่หลับเื่ราวยังไม่จบลง ความยินดีและความโศกเศร้าคละเคล้ากันดวงจันทร์มีสว่างและมืดมิด”
จูปิง จางไค่ และซุนเอ้อต่างพากันชะงักนิ่งและจ้องมองหลิวเย่ด้วยความใเสียงร้องของหลิวเย่ถึงแม้จะต่ำและเบาเพียงใด แต่พวกเขาก็ได้ยินมัน
“เื่ราวระหว่างเรา ยังคงเงียบงันอดีตหรืออนาคตเราจะเลือกเส้นทางใด ผู้คนจะคงอยู่ตลอดไปเราจะกุมมือกันชั่วนิรันดร์” พวกเขา
ช๊อคกับเสียงเพลงที่ยังคงขับขานออกจากปากของหลิวเย่
พวกเขาพบว่าเสียงร้องของหลิวเย่นั้นดีกว่าหญิงสาวที่กำลังร้องบนเวทีด้วยซ้ำเขามีน้ำเสียงละมุนนุ่มนวลชวนฝัน
มันช่างท้าทาย!
ซุนเอ้อ มีท่าทางอ่อนใจและมองไปสบตากับจูปิงและจางไค่ทุกคนต่างมีท่าทีหดหู่และเศร้าใจ
หลิวเย่ไม่ได้สนใจกับเพื่อนร่วมห้องแต่อย่างใดเขายังคงร้องเพลงต่อไป ห้วงอารมณ์ของเขาคำนึงถึงพ่อและแม่ของเขาผู้เป็ที่รักยิ่งของเขาอย่างแท้จริง
ผู้ชมร่วมร้องเพลงไปด้วยกัน เสียงดังขึ้นเรื่อยๆจวบจนบทเพลงจบลง แต่ผู้ชมยังไม่จบ พวกเขายังคงร้องคลอมันอยู่ พิธีกรชาขึ้นมาบนเวทีและร้องเพลงไปด้วยกัน
แต่ทันทีที่เสียงของพิธีกรชายดังขึ้น น้ำเสียงของเขาที่ขัดจังหวะนั้นช่างน่าเกลียดไม่มีความไพเราะเลย!
สิ่งที่น่ารังเกียจคือเขาเสียงดังกว่าคนอื่นเพียงเพราะว่าเขามีไมโครโฟนอยู่ในมือ ทำให้เสียงเขาดังกว่าผู้ชมที่อยู่ข้างล่างพวกเขาไม่
พอใจอย่างยิ่งและหยุดร้อง ทุกคนจ้องมองไปที่พิธีกรชาย บางคนก็สบถออกมา
พิธีกรกวาดสายตาชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าผู้ชมเริ่มไม่พอใจมากขึ้นจึงรีบกล่าวแจ้งการแสดงต่อไปทันที “ลำดับต่อไป ขอเชิญทุกคนรับชมการ
แสดงของจ้าวหลิงนักศึกษาปีสาม วิชาเอกอาบยา ในการแสดง “ทอล์คโชว์ชีวิตที่สวยงาม”
“โห่ โห่ โห่” ทุกคนพร้อมใจกันโห่ร้องใส่พิธีกร
แต่เมื่อจ้าวหลิงก้าวขึ้นบนเวทีและเริ่มพูดคุยในมุขตลกเริ่มมีเสียงหัวเราะและเสียงฮา บรรยากาศเริ่มเข้าสู่ความสนุกสนานอีกครั้ง
หลิวเย่สังเกตเห็นคนเตรียมโต๊ะ เก้าอี้ไม้สูงยาวสองเมตรหนึ่งท่อนไว้บนเวทีขณะที่การแสดงของจ้าวหลิงใกล้จะจบลงเมื่อเขาหันไปทางฟางเจ๋อก็พบว่าเขากำลังเดินออกจากกลุ่มชั้นเรียนของเขาเงียบๆและก้าวไปทางด้านข้างของเวทีโดยมีการกำกับของรุ่นพี่หลิวนี่นี่อยู่ข้างๆ
ดูเหมือนว่าการแสดงของฟางเจ๋อจะเริ่มในเร็วๆ นี้
เมื่อการแสดงทอล์คโชว์ของจ้าวหลิงจบลงพิธีกรประกาศการแสดงต่อไปทันทีโดยไม่ได้ก้าวขึ้นบนเวทีแต่อย่างใด
เขาพูดเพียงว่า“ต่อไปของเชิญทุกคนรับชมการแสดงของนักศึกษาปีสาม วิชาเอกวิทยาการกระดูก-ฟางเจ๋อกับการแสดงอันตื่นตาตื่นใจไปกับศิลปะการต่อสู้”
เมื่อผู้ชมได้ยินชื่อการแสดง ปรากฏว่าอารมณ์คุกรุ่นพลันเงียบลงความกระตือรือร้นเริ่มหายไป
หลายคนไม่สนใจการแสดงแบบนี้
“ฟางเจ๋อแสดงแบบนี้ทุกปีเลย น่าเบื่อ!” มีเสียงพึมพำเบาๆ จากบางคน แต่ภายใต้ความเงียบแบบนี้หลายคนก็ได้ยินข้อความนั้น รวมถึงหลิวเย่เช่นกัน
นั่นจึงเป็เหตุผลที่ทุกคนไม่สนใจ
หลายคนอาจคิดว่าการแสดงศิลปะการป้องกันตัวเป็เพียงแค่การชกมวยทั่วไปไม่ดีเหมือนกับการแสดงของสาวๆ
มีเพียงเสียงปรบมือจากชั้นปีสามของเพื่อนๆ ฟางเจ๋อที่ให้กำลังใจเขา
ฟางเจ๋อดูเหมือนไม่สนใจกับผลกระทบจากบรรยากาศเ็านั้นเขาก้าวขึ้นบนเวทีอย่างมั่นใจ เมื่อถึงจุดกึ่งกลางเวที เขาก็เริ่มกำหมัดหลวมๆหรี่ตาลงเบาๆ พร้อมที่จะเริ่มกระบวนท่าอันสง่างาม
คนอื่นอาจมองเห็นความเรียบง่าย แต่หลิวเย่ยกยิ้มเล็กน้อย
น่าสนใจ!
พลังงานรอบตัวเหมือนถูกห่อหุ้ม เขาแสดงท่าะโสูงคล้ายอินทรีโผบินร่อนลงบนโต๊ะกลางเวที การเคลื่อนไหวเรียบง่ายแต่แฝงพลัง
อันแข็งแกร่ง!