“นี่คือนามบัตรของผมบนนั้นมีเบอร์ติดต่อของผมครับ วันนี้ผมคุยกับสหายสวีถูกคออนาคตหากต้องการความช่วยเหลืออะไร ติดต่อผมได้นะครับ”
“ขอบคุณค่ะเลขากัว”สวีหว่านหนิงเก็บนามบัตรเอาไว้อย่างดี
เธอหยิบกระดาษกับปากกาออกจากกระเป๋าแล้วเขียนเบอร์โทรศัพท์ของฝ่ายคณะใหญ่ลงไปรวมถึงเบอร์โทรศัพท์บ้านของตระกูลสวีด้วย
“นี่คือเบอร์โทรศัพท์ของฝ่ายคณะใหญ่ประจำหมู่บ้านและเบอร์โทรศัพท์ที่บ้านของฉันค่ะที่หนึ่งอยู่ในชนบท ส่วนอีกที่อยู่กรุงปักกิ่ง หากเลขากัวมีธุระกับฉันโทรมาที่สองเบอร์นี้แล้วแจ้งชื่อฉัน ก็จะติดต่อฉันได้ค่ะ”
เริ่มดึกแล้วตามทางเดินไม่ได้ยินเสียงผู้คนเดินไปมาหรือเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วอีกต่อไป
สวีหว่านหนิงกับกัวฮ่าวหนานเองก็หยุดบทสนทนาอย่างรู้กาลเทศะเช่นกัน
สวีหว่านหนิงหยิบเครื่องใช้สำหรับล้างหน้าแปรงฟันออกมาและไปทำความสะอาดตัวเองให้เรียบร้อย จากนั้นก็กลับมานอนบนเตียงของตัวเอง
เช้าวันต่อมาสวีหว่านหนิงถูกเสียงแตรรถไฟปลุกจากห้วงนิทรา
ที่นอนฝั่งตรงข้ามไม่มีเงาร่างของกัวฮ่าวหนานอีกแล้วบนโต๊ะด้านหน้าเธอมีกระดาษแผ่นหนึ่งวางไว้
“ผมถึงที่หมายแล้วหากมีโอกาสเราคงได้พบกันอีกครั้ง”
สวีหว่านหนิงพับกระดาษแผ่นนั้นอย่างดีแล้วเก็บมันไว้รวมกับนามบัตรของเขาก่อนจะโยนเข้าไปในช่องมิติ
ไม่นานนักฝั่งตรงข้ามของเธอก็มีผู้โดยสารคนใหม่
เธอคือหญิงสาวที่แต่งตัวเนี้ยบสไตล์ตะวันตกหลังปรายตามองสวีหว่านหนิงวูบหนึ่งก็ขยับตัวนั่งพิงกระจกหน้าต่าง
สวีหว่านหนิงไม่ใช่คนชอบเข้าหาคนอื่นเห็นดังนั้นจึงไม่ได้กล่าวทักทายอะไร ก้มหน้าอ่านหนังสือของตัวเองต่อไป
ช่วงเที่ยงของการเดินทางในวันที่สามในที่สุดเธอก็มาถึงสถานีรถไฟของเมืองจี๋
สวีหว่านหนิงเก็บสัมภาระแล้วเดินผ่านผู้คนอันแสนจะเบียดเสียดเพื่อลงจากรถไฟ
เมื่อมาถึงทางออกของสถานีรถไฟสวีหว่านหนิงก็เห็นตงจื่อกำลังยื่นชะเง้อมองแต่ไกล
“พี่สะใภ้ผมอยู่นี่ครับ!” ตงจื่อตะโกนเสียงดัง
สวีหว่านหนิงประหลาดใจก่อนจะหิ้วสัมภาระเดินไปหาตงจื่อ
ตงจื่อวิ่งเหยาะๆมาหาแล้วแย่งสัมภาระจากมือของสวีหว่านหนิงไปถือให้
“เอ๋? ทำไมถึงเบาขนาดนี้ล่ะ”ตงจื่อประหลาดใจ
“อ้อของหนักๆ ฉันส่งไปรษณีย์มาก่อนแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเดินทางไม่สะดวก”สวีหว่านหนิงโกหกหน้าตาย
ตงจื่อไม่ได้คิดมากเขาหิ้วสัมภาระของสวีหว่านหนิงพลางแทรกตัวผ่านกลุ่มคนที่เบียดเสียด
“เธอมาที่นี่ได้ยังไง”
“พี่อันจื่อโทรเลขมาหาผมเพื่อบอกเวลาที่พี่จะมาถึงปลายทางผมเลยออกจากบ้านมารอที่สถานีรถไฟตั้งแต่เช้าครับไม่อย่างนั้นพี่เดินทางคนเดียวจะไม่ปลอดภัย”
สวีหว่านหนิงยกยิ้มมุมปาก“ขอบใจนะ”
“เฮ้อพี่สะใภ้จะเกรงใจผมทำไมกัน!”
จากสถานีรถไฟถึงหมู่บ้านต้าเจียงจำเป็นต้องนั่งรถขนส่งที่สุดแสนจะแออัดอีกหนึ่งต่อ
สองชั่วโมงอันยาวนานผ่านพ้นไปในที่สุดก็ได้ลงจากรถขนส่ง
สวีหว่านหนิงเกาะต้นไม้แห้งริมทางพลางอาเจียนแห้งอยู่สักพักกว่าจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง
เธอเพิ่งเคยนั่งรถประเภทนี้เป็นครั้งแรกสองชั่วโมงแห่งความทรมาน เธอจะจำไปจนวันตาย!
“พี่สะใภ้ ท่าทางพี่คงต้องพักสักหน่อยแล้วละครับไปนั่งที่บ้านผมก่อนดีไหม มีคนอยากเจอพี่พอดีเลยครับ”
สวีหว่านหนิงไม่อยากปริปากพูดอะไรตอนนี้จึงได้แต่พยักหน้าตอบตงจื่อ
โชคดีที่บ้านของตงจื่ออยู่ไม่ไกลจากจุดลงรถนักเดินแค่ไม่กี่นาทีก็ถึง
หลังเปิดประตูบ้านสวีหว่านหนิงก็เห็นคนที่ไม่คาดคิด
เขาคือเพื่อนสนิทของตงจื่อคนนั้นเหล่าเหมา คนที่ทำเครื่องมือปิดฝาโหลแก้วให้สวีหว่านหนิง
เมื่อเห็นสวีหว่านหนิงเหล่าเหมาก็ลุกขึ้นยืน เขาถูมือไปมาอย่างประหม่า อ้ำอึ้งอยู่นานกว่าจะพูดว่า“สวีจือชิง ผมอยากมาขอโทษ ช่วยยกโทษให้ผม อย่าถือสาผมเลยได้หรือเปล่า”
สวีหว่านหนิงนิ่งอึ้งเธอมองเหล่าเหมาอย่างมึนงง แล้วหันไปหาตงจื่อ “นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ตงจื่อทำเสียงฮึดฮัดอย่างไม่พอใจเขาหิ้วสัมภาระของสวีหว่านหนิงเข้ามาในบ้านด้วยอารมณ์หงุดหงิด โดยไม่ปรายตามองเหล่าเมาเลยสักนิด“ให้เขาพูดกับพี่เองเถอะครับ!”
เหล่าเหมาอ้าปากเสียงของเขาเบาหวิวจนสวีหว่านหนิงต้องเงี่ยหูฟัง
“สวีจือชิงผมทำเครื่องมือนั้นให้คนอื่นโดยไม่ถามความเห็นชอบจากคุณก่อน จริงสินี่คือเงินที่ผมได้มา นอกจากค่าวัสดุต่างๆ ส่วนที่เหลืออยู่ในนี้ทั้งหมด”
เหล่าเหมายื่นม้วนธนบัตรมาให้สวีหว่านหนิงมองมันตาปริบๆ ด้วยความงุนงง“คุณให้เงินที่ตัวเองหามาได้กับฉันทำไมคะ”
“เขาสมควรให้แล้ว!”ตงจื่อยืนพิงกรอบประตู พลางพูดด้วยเสียงขุ่นเคือง“พี่สะใภ้เป็นคนไปขอให้เขาทำเครื่องมือคนแรกแท้ๆ เพราะรู้ว่าครอบครัวเขาลำบากมากเลยให้ตั๋วเสบียงอาหารกับเงินมากมายกับเขา แต่สุดท้ายเขากลับทรยศอาศัยตอนที่พี่เดินทางไกลทำเครื่องมือแบบเดียวกันให้กับคนอื่น!”
“พี่สะใภ้คงยังไม่รู้สินะช่วงที่ผ่านมาลูกท้อในโหลแก้วมีวางขายเต็มไปหมด นอกจากโรงงานสาขาของพวกพี่ยังมีอีกหลายโรงงานที่เริ่มผลิตของแบบเดียวกันออกมาขาย ช่วงนี้จะหาซื้อลูกท้อสดยังหาไม่ได้เลยครับ!”
“ส่วนเขา!”ตงจื่อชี้หน้าเหล่าเหมาที่กำลังก้มหน้า “เขาคือตัวต้นเหตุ! ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเห็นแก่เงินสร้างเครื่องมือนั่นให้กับคนอื่น ก็คงไม่มีคนทำสินค้าเลียนแบบออกมามากมายเช่นนี้”
เมื่อเห็นท่าทางเดือดดาลของตงจื่อแล้วสวีหว่านหนิงไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“ฉันนึกว่ามีอะไรตงจื่อ ฉันไม่โกรธเขา เธอเองก็ไม่จำเป็นต้องโมโห”
“แต่พี่สะใภ้ครับ...”
สวีหว่านหนิงยกมือห้ามปราม“ฟังฉัน เริ่มแรกที่ฉันให้ตั๋วเสบียงอาหารกับเขา เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทของเธอฉันเลยอยากช่วยเหลือเขา ส่วนเงินที่ฉันให้เขามันคือค่าแรงการสร้างเครื่องมือเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับอยู่แล้ว”
“อีกอย่างเขาก็ต้องดำรงชีวิต การดำรงชีวิตจำเป็นต้องใช้เงินดังนั้นเขาจะสร้างเครื่องมือแบบเดียวกันให้คนอื่นก็ไม่แปลก เขาไม่ได้ทำอะไรผิด”
“ฉันรู้ว่าเธอโมโหเขาเพราะเอาแบบงานของฉันไปสร้างเครื่องมือให้คู่แข่งของฉันใช่หรือเปล่า”
ตงจื่อพยักหน้า
“การสร้างเครื่องมือนั้นไม่ยากเลยขอแค่เป็นคนในวงการเดียวกันย่อมคิดได้ว่าควรจะสร้างมันอย่างไร”
“อีกอย่างฉันก็ไม่เคยคิดอยากจะทำลูกท้อในโหลแก้วเพียงเจ้าเดียวฉันวางแผนเตรียมพร้อมรับมือการถูกลอกเลียนแบบไว้ตั้งแต่แรกแล้วละ”
จะลอกเลียนแบบก็ช่างเธอมั่นใจว่าไม่มีใครสามารถเอาชนะรสชาติของลูกท้อในโหลแก้วของเธอได้
หลังจากฟังคำพูดของสวีหว่านหนิงจบตงจื่อก็ไม่รู้สึกเดือดดาลอีกแล้ว แต่ยังหงุดหงิดเวลามองหน้าเหล่าเหมาอยู่
สวีหว่านหนิงรู้ว่าพวกเขาสองคนเกิดความบาดหมางกันแล้วตนไม่อาจเกลี้ยกล่อมให้คืนดีกันได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้จึงเลิกสนใจตงจื่อแล้วหันไปพูดกับเหล่าเหมาว่า
“คุณไม่ต้องกังวลตอนฉันไปขอให้คุณผลิตเครื่องมือให้ฉันฉันไม่เคยกำชับคุณว่าห้ามเอาแบบไปทำเครื่องมือแบบเดียวกันให้คนอื่นในเมื่อฉันไม่เคยพูด คุณก็ไม่ได้ผิดคำสัญญา”
“แต่สวีจือชิงการที่ผมทำแบบนี้ช่างไม่น่าคบเอาเสียเลย”
“ก็จริงแต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ครั้งหน้าหากมีเรื่องแบบนี้อีกจำไว้ว่าให้มาแจ้งฉันล่วงหน้าก็พอ”
ครั้งหน้า?
เหล่าเหมาพึมพำพูดทวนคำนี้อีกรอบก่อนจะถามว่า “คุณยังจะจ้างผมทำเครื่องมือให้อีกหรือ”
สวีหว่านหนิงเลิกคิ้ว“ทำไมคะ หรือคุณไม่อยากรับงาน?”