ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 1 : ลูนาร์ โรสเซท (2/8)

    เบื้องหลังซากปรักหักพังของอดีตปราสาทปรากฏจักรกลสีเงินบ้างสีน้ำตาลบ้างทั้งบนพื้นดินและในอากาศ พวกมันมีรูปร่างต่างกันไป บางตัวใช้ล้อแทนขา บางตัวมีแขนเป็นกรรไกร ส่วนตัวที่บินได้ถ้าไม่ใช่เพราะเวทมนตร์ก็เป็นเพราะใบพัดซึ่งติดตั้งอยู่ที่ด้านหลังของมัน
    “กองทัพเดวัลกล! ของเจ้าเหรอ” เอ็ดวานตกตะลึงอีกครั้ง เขาไม่เคยเห็นเดวัลกลจำนวนมากขนาดนี้มาก่อน อีกทั้งแต่ละตัวดูมีวิทยาการก้าวหน้ากว่าที่เคยเห็นมา
    วิทยาการของโลกนี้เน้นไปทางความเจริญด้านเวทมนตร์ ความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์กลไกที่มีจำกัดทำให้พวกเขาเหมารวมจักรกลที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตนเองทุกชนิดว่าเป็นเดวัลแบบหนึ่ง จึงได้เกิดคำว่าเดวัลกลขึ้นมาแทนที่คำว่าหุ่นยนต์
    “ใช่แล้ว ทั้งหมดนั่นน่ะของข้าเอง”
    “ว้าว สุดยอดเลยค่ะ” ฮาจาอดที่จะชื่นชมไม่ได้
    ถ้าตาไม่ฝาด เอ็ดวานเห็นโซลาร์ยืดอกขึ้นเล็กน้อยด้วยความภูมิใจ
    เห็นดังนั้นเอ็ดวานก็วางใจ เขากับฮาจาพากันวิ่งเข้าไปหากราโดเพื่อสะสางภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาทันที
    ซอมบี้ลอร์ดแม้จะเป็นเพียงแค่ผีดิบซอมบี้ อันเดดระดับล่างในบรรดาอันเดดมากมาย แต่เขาไม่เหมือนซอมบี้ทั่วไป ชายผิวซีดผู้นี้ไม่ได้เป็นซากศพเน่าเปื่อยที่ไร้ความคิด นอกจากสติปัญญาที่ไม่ได้แตกต่างจากมนุษย์แล้วเขายังมีทั้งเวทมนตร์และทักษะดาบที่ไม่น้อยหน้าใคร และมันยิ่งน่ากลัวขึ้นเมื่อมาอยู่ในร่างอมตะเช่นนี้
    กราโดรู้ตัวอยู่แล้วว่ามีผู้บุกรุก สาเหตุที่ในตอนแรกไม่สามารถผละมาหาได้และไม่กล้าผลีผลามทำอะไรเพราะเห็นเจ้านั่นยืนอยู่ด้วย แต่เมื่อเห็นว่ามีกองทัพเดวัลกลปรากฏขึ้นมันจึงปล่อยให้ลูกน้องสู้กันไปเองแล้วทุ่มสมาธิทั้งหมดมาที่ผู้มาเยือนทั้งสอง
    ...ดีที่เจ้านั่นสนใจเทพปีศาจมากกว่าข้า...
    กราโดเรียกดาบที่มีรูปร่างคล้ายกระดูกปลายแหลมยกรับการโจมตีของเอ็ดวาน แล้วการต่อสู้ระหว่างซอมบี้ลอร์ดกับผู้กล้าทั้งสองก็เปิดฉากขึ้น
    เอ็ดวานวาดดาบที่บัดนี้ถูกฉาบไปด้วยเวทมนตร์เพลิงเป็นการประเดิม มันเป็นแค่การโจมตีเพื่อหยั่งเชิงเท่านั้น แต่กราโดก็เกือบที่จะเสียท่าให้กับการจู่โจมที่รวดเร็วจนแทบจะมองไม่ทันครั้งนี้
    พลังและความเร็วของเอ็ดวานแตกต่างจากนักรบมากมายที่การโดเคยต่อกรด้วย เขาคล่องแคล่ว ทรงพลัง มีทั้งเวทมนตร์และชั้นเชิงดาบที่ยอดเยี่ยม ยิ่งเมื่อได้รับการหนุนจากฮาจาที่พลังเวทมนตร์ฟื้นคืนกลับมาบ้างแล้ว เขาก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่เกินรับมือในทันทีเอ็ดวานและฮาจาต่อสู้ร่วมกันมานานจนเข้าขากันได้อย่างดี แม้จะเสียเรี่ยวแรงและพรรคพวกไปมากมายจากการที่ต้องหลงในวงกตเสียนาน แต่เอ็ดวานและฮาจาก็ยังคงต่อสู้ได้ยอดเยี่ยมสมกับที่เป็นกลุ่มนักผจญภัยอันดับหนึ่งของทวีปนี้
    อีกด้านหนึ่ง เมื่อเดวัลกลทั้งหลายมาถึง พวกมันต่างทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม บางส่วนเข้าโจมตีเทพปีศาจในขณะที่อีกส่วนคอยสนับสนุนและป้องกันให้กับพวกโซลาร์และเดวัลกลตัวอื่นๆ ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีอีกหลายตัวที่เปลี่ยนร่างตนเองกลายเป็นทั่งตีเหล็กและเตาหลอม
    สุดท้ายชายหนุ่มหน้าสวยหยิบดาบเล่มโปรดขึ้นมาวางบนทั่ง มันเป็นดาบประจำตระกูลที่สำคัญยิ่งต่อเขา การที่ต้องนำมันมาเป็นวัตถุดิบสำหรับสิ่งที่เขากำลังจะสร้างทำให้ชายหนุ่มอดใจหายไม่ได้เมื่อทำใจได้แล้วเขาก็ลูบแหวนวงหนึ่งจากในสามวงที่เขาสวมอยู่ แหวนที่ประดับด้วยอัญมณีสีม่วงนี้ส่องประกายวูบหนึ่งก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะถูกแบ่งเป็นสอง
    นี่คือแหวนแบ่งวิญญาณ หนึ่งในผลงานชิ้นเอกที่เขาพกติดตัวเสมอ ร่างแยกที่เกิดขึ้นแม้จะมีพลังต่อสู้ด้อยกว่าตัวเขามากนัก แต่ทักษะอื่นๆ นั้นแทบไม่ได้แตกต่างจากตัวจริงเลย ถ้าไม่นับข้อเสียที่ว่าหากร่างแยกถูกทำลาย อายุขัยส่วนหนึ่งของเขาจะหายไปด้วย มันก็คงจะเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเขาแล้วเอ็ดวานและฮาจาไม่เข้าใจว่าโซลาร์กำลังทำอะไรกันแน่ พวกเขาทำได้แค่เชื่อใจชายหนุ่มที่เพิ่งจะรู้จักกันเพียงไม่นานผู้นี้ และพยายามสร้างโอกาสให้กับโซลาร์ทำสิ่งที่เขาต้องการ
    โซลาร์สั่งให้ร่างแยกของเขาเริ่มงานทันที ในขณะที่เขาหันไปทุ่มเทสมาธิทั้งหมดให้กับสิ่งประดิษฐ์เวทมนตร์ที่เหลือ
    มันดูไม่ต่างกับการตีดาบธรรมดาๆ เว้นแต่ความคล่องแคล่วของร่างแยกนั้นทำให้ทุกอย่างดูราวกับเป็นการร่ายรำ ร่างแยกของชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างสมบูรณ์แบบ เขานำดาบและวัตถุดิบอื่นๆ ที่ร้อนได้ที่จากเตาหลอมออกมาบรรจงตีซ้ำแล้วซ้ำอีกจนโลหะที่ร้อนแดงเปลี่ยนรูปทีละน้อย
    จะด้วยผลของเวทมนตร์หรือวิทยาการใดๆ อันเกินกว่าที่เอ็ดวานและฮาจาจะเข้าใจได้ ระหว่างการสร้างอาวุธของโซลาร์ พวกเขาพบว่าจิตวิญญาณมหึมาของเทพปีศาจค่อยๆ ถูกดูดกลืนเข้าไปในดาบที่กำลังเป็นรูปเป็นร่าง โซลาร์ตัวจริงใช้อุปกรณ์สารพัดอย่างต่อเนื่องโดยที่ยากจะเข้าใจ ทั้งไม้เท้าหน้าตาประหลาด อุปกรณ์ที่คล้ายกล่องดนตรี และหนังสือที่มีหน้าปกเรืองแสง น่าประหลาดที่หลังจากใช้ของเหล่านั้นเทพปีศาจยิ่งดูอ่อนแรงลงจนเห็นได้ชัด
    “สมเป็นโลหะเทพ แตกต่างจากโลหะชนิดอื่นจริงๆ” โซลาร์ผู้กำลังชุลมุนกับสารพัดของวิเศษเปรยขึ้นราวกับว่าเขาเป็นผู้ที่กำลังตีดาบด้วยมือตนเอง ดูเหมือนว่าร่างแยกนั้นจะเชื่อมต่อกับร่างต้นของเขาอยู่ ความร้อนจากเตาหลอมชนิดพิเศษที่ร้อนกว่าเตาหลอมทั่วไปหลายเท่าทำให้โซลาร์ทั้งสองต้องผลัดกันยกแขนปาดเหงื่อเป็นระยะ
    ร่างของเทพปีศาจเดสคารินกาเคลื่อนไหวช้าลงทุกครั้งที่ค้อนกระหน่ำลงไปบนดาบเล่มใหม่ มันกรีดร้องลั่นและอาละวาดทำลายเดวัลกลจนกลายเป็นเศษเหล็กไปอีกหลายร้อยตัว มันพยายามมุ่งตรงเข้ามาหาโซลาร์ราวกับรู้ว่าตัวการที่ทำให้มันเป็นแบบนี้คือเขา ทว่ามันไม่สามารถหลุดออกมาจากวงล้อมของกองทัพเดวัลกลได้เพราะสนามพลังเวทมนตร์ที่เดวัลกลนับพันช่วยกันกางต้านเอาไว้
    เคร้ง!
    โซลาร์ฟาดค้อนลงไปเป็นครั้งสุดท้าย เสียงนั้นก้องกังวานและราวกับเป็นสัญญาณที่ทำให้เทพปีศาจหยุดการเคลื่อนไหว นัยน์ตาอันเต็มไปด้วยเส้นเลือดของมันเบิ่งค้างก่อนที่ร่างของมันจะนิ่งสนิทและค่อยๆ แปรสภาพกลับเป็นหิน
    ด้านเอ็ดวาน ยิ่งการต่อสู้ยืดเยื้อ ความต่างชั้นของฝีมือก็ยิ่งเห็นชัด กราโดที่เคยภาคภูมิใจว่าสมัยที่ตนยังเป็นมนุษย์นับได้ว่าเป็นอัศวินผู้มีชั้นเชิงดาบยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร บัดนี้ความภาคภูมินั้นได้ถูกทำลายจนหมดสิ้นเมื่ออยู่ต่อหน้าชายผู้ถูกยกย่องว่า ‘วีรบุรุษแห่งทิศเหนือ’
    “โฮลีสแลช”
    เอ็ดวานรวบรวมพลังศักดิ์สิทธิ์ไว้ในดาบ จากนั้นก็ตวัดมันออกไปเป็นคลื่น คลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นกวาดเอาเหล่าผีดิบที่ต่างพร้อมใจกันเข้ามาขวางให้สลายกลายเป็นฝุ่นผงในพริบตา
    ขณะที่กำลังมองดูร่างของเทพปีศาจถูกช่วงชิงวิญญาณและค่อยๆ กลับเป็นหินอีกครั้ง กราโดก็พบว่าคู่ต่อสู้ของเขานั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะรับมือเพียงลำพัง เขาจึงตัดสินใจที่จะถอยกลับไปตั้งหลักก่อนที่จะเสียท่ามากไปกว่านี้
    “อย่าหนีนะ!” เอ็ดวานตะโกนไล่หลังพร้อมกับซัดคลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์ใส่ศัตรูอีกครั้ง ทว่าไม่ทันการณ์เมื่อกราโดกระโดดขึ้นหลังมังกรซอมบี้ที่เรียกมาแล้วบินหนีไปอย่างรวดเร็ว
    เอ็ดวานสบถอย่างไม่สบอารมณ์ ในขณะที่นักบวชสาวเดินเข้ามาดึงแขนเสื้อแล้วชี้ให้ชายหนุ่มมองเทพปีศาจซึ่งกลายเป็นหินโดยสมบูรณ์