ยามซื่อ[1]ของวันถัดมาเยว่ซินแอบย่องเข้าไปในห้องนอนของอี้ฉางเฟิงในขณะที่เขาออกไปยังตำหนักจูเชว่ก่อนหน้าตอนที่ประมุขน้อยถูกฤทธิ์ของเกลือสี่สมุทรจนหลับไปหลายวันนางกังวลใจมากว่าเขาจะไม่ฟื้น จึงได้เอาถุงร้อยชีวาที่อาจารย์ให้ไว้ใช้ตอนฝึกวิชาแอบไปวางไว้ใต้หมอนของเขาของสิ่งนี้จะทำให้จิตใจสงบ ลมปราณไหลเวียนราบรื่น ช่วยในการฟื้นฟูพลังได้อย่างดี
ในเมื่อตอนนี้อี้ฉางเฟิงฟื้นแล้วนางจึงตั้งใจจะมาเอาถุงร้อยชีวาคืน แต่ไม่คิดว่าอยู่ๆ เขาจะกลับเข้ามา
“นั่นเ้าทำอะไร?”
พอเห็นอี้ฉางเฟิงก้าวเข้ามาในห้องนางก็ใเล็กน้อยรีบซุกถุงผ้าไหมสีฟ้าไว้ด้านหลัง
“ข้าไม่ได้จะมาลักอะไรของท่าน ข้าแค่จะมาเอาของของข้าคืน...ว่าแต่ท่านไม่ได้อยู่ที่ตำหนักจูเชว่หรอกหรือ?”
“ไม่ต้องมาเปลี่ยนเื่ ของของเ้าเหตุใดจึงมาอยู่ในห้องข้าบอกมา เ้ามาค้นหาสิ่งใด...หรือว่า นี่เ้าจะทำอาคมอะไรใส่ข้าเ้ามีเจตนาจะทำร้ายข้าจริงๆ งั้นหรือ หรือว่าก่อนหน้านี้เ้าก็คิดจะสังหารข้าถึงได้วางแผนใช้เกลือสี่สมุทรกับข้า”
อี้ฉางเฟิงเอ่ยเป็ชุด เยว่ซินต้องยกมือห้ามเพราะหาโอกาสแทรกไม่ได้ปกติอี้ฉางเฟิงก็ไม่ใช่คนพูดจาไร้สาระ แต่เหตุใดวันนี้ถึงได้ใส่ความนางไม่ยั้ง
“ช้าก่อนๆ ไปกันใหญ่แล้ว ข้าไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายท่านสักนิดข้าแค่ไม่รู้จริงๆ ว่าเกลือนั่นมันมีอานุภาพร้ายแรงเช่นนั้น ส่วนนี่ ถุงร้อยชีวา ข้าแอบเอามาใส่ใต้หมอนท่านเพราะว่าอยากให้ท่านหายไวๆ”นางเฉลย ก่อนที่ปีศาจนกไฟตนนี้จะกล่าวโทษนางไปใหญ่ ทั้งยังสาธยายสรรพคุณของถุงร้อยชีวาให้เขาฟังอีกด้วย
“ก็ที่ข้าต้องสูญพลังจนหลับไปหลายวันนั่นไม่ใช่เพราะเ้าหรอกหรือ”
“ข้าถึงได้เพียรหาทางช่วยให้ท่านฟื้นเร็วๆนี่ไง ส่วนเื่เกลือสี่สมุทรนั่นข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ถ้าเ้าตั้งใจป่านนี้ข้าคงยังไม่ฟื้น”
“แต่ท่านก็ฟื้นขึ้นมาแล้วไม่ใช่รึไง”
“นี่เ้า!” เขาเม้มปาก มองหน้าอีกฝ่ายที่เถียงอย่างไม่ลดราวาศอก“เ้านี่ช่างไม่รู้จักถูกผิด”
เยว่ซินหน้ามุ่ย ครั้นพอถูกตำหนิก็เพลาอาการลง
“ข้าสำนึกแล้วๆ ต่อไปท่านให้ข้าทำอะไรข้าก็จะทำแค่นั้นสิ่งใดที่ท่านไม่สั่งข้าก็จะไม่ทำ เช่นนี้ดีหรือไม่ ท่านพอใจรึยัง?”
อี้ฉางเฟิงเห็นนางอ่อนข้อให้ก็คลายโทสะลงเขาแบมือออกแล้วยื่นไปข้างหน้า “เอาสิ่งนั้นมาให้ข้า”
“ให้ไม่ได้ นี่เป็ของที่อาจารย์ข้าให้มาเชียวนะ”นางหวง ทั้งยังเอาซ่อนไว้ด้านหลังอย่างมิดชิด แต่ลืมไปว่าอีกฝ่ายมีอาคมแกร่งกล้ายังไม่ทันกะพริบตาของสิ่งนี้ก็หายวับไปอยู่ในมือเขาแล้ว
อี้ฉางเฟิงพิจารณาถุงผ้าแพรสีฟ้าปักลายอักษรยันต์ในมือ‘นางหวังจะให้ข้าฟื้นขึ้นมาด้วยสิ่งนี้น่ะหรือ น่าขันสิ้นดี’
“ท่านขี้โกง เอาคืนข้ามานะ”ว่าแล้วก็โผเข้าไปแย่งถุงร้อยชีวาในมือ แต่อี้ฉางเฟิงแกล้งยกหนีทำให้นางต้องะโเหยงๆขึ้นไปคว้าอากาศ
“ภูตอิงเถาอะไรท่าทางเหมือนกระต่ายป่า” อี้ฉางเฟิงหลุดขำออกมาเล็กน้อย
เป็ครั้งแรกเลยที่เยว่ซินเห็นเขาแสดงสีหน้าทำนองนี้แต่นั่นก็ยิ่งทำให้นางไม่พอใจ สุดท้ายจึงต้องเอาชนะด้วยการปีนขึ้นไปบนเตียงแล้วกระโจนขึ้นฟ้า แต่ก็ดันเกิดพลาด แทนที่นางจะคว้าโดนถุงผ้าแพรในมือเขาเยว่ซินกลับคว้าไปโดนกวานประดับผมของปีศาจหนุ่ม ทำให้ผมยาวที่มัดไว้เป็กลุ่มสยายออกมาปิดหน้าปิดตานางร่างบอบบางเสียหลักลื่นตกจากที่นอนเลยคว้าเอาคอเสื้อของอี้ฉางเฟิงติดมือ ทั้งคู่จึงล้มลงไปพร้อมกันแต่ร่างสูงกลับหงายหลังเพราะถูกเยว่ซินคร่อมอยู่บนตัว
คนถูกนั่งทับทิ้งตัวนอนไปกับพื้นอย่างหมดสภาพจังหวะนั้นสายตาที่แหงนมองขึ้นไปบนขื่อไม้ค่อยๆ เหลือบไปเห็นเฟยฉียืนอยู่ตรงประตู ความจริงรายนั้นเคาะเรียกแล้วแต่ไม่มีใครได้ยินเพราะมัวแต่ยื้อแย่งกันอยู่
“นี่พวกท่านเล่นอะไรกันขอรับ?” ปีศาจปักษาหนุ่มแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าตนจะได้เห็นประมุขน้อยในสภาพหลุดลุ่ยเช่นนี้
อี้ฉางเฟิงรีบดันตัวเยว่ซินออกจากลำตัวฝ่ายภูตน้อยก็ลนลานรีบลุกและเดินหนีออกจากตรงนั้น แต่ด้วยความใประกอบกับความอับอายจึงหันผิดหันถูกสุดท้ายอี้ฉางเฟิงต้องดึงแขนเสื้อให้นางหันไปยังทิศทางที่ถูก
“ออกทางนี้”เขาพูดเบาๆ พร้อมกับดันหลังนางตรงไปทางประตู รายนั้นจึงพุ่งพรวดราวกับหายตัวได้
หลังเยว่ซินออกจากห้องไปแล้ว อี้ฉางเฟิงก็พุ่งความสนใจมาที่ปักษารัตติกาลผู้ยืนจับจ้องเขาเหมือนเขาทำอะไรผิด“เ้ากลับมาก็ดีแล้ว” น้ำเสียงดีใจเพราะตนจะได้หลุดพ้นจากเื่น่าปวดหัวเสียที
อี้ฉางเฟิงสะบัดแขนเสื้อขึ้นหนึ่งครั้งผมเผ้าที่หลุดลุ่ยก่อนหน้านั้นก็กลับคืนสู่สภาพปกติ เฟยฉีจึงไม่รอช้า เดินตามผู้เป็นายออกมายังบริเวณโถงกลางรอจนร่างสูงนั่งลงไปกับเก้าอี้ถึงได้รินชาให้แล้วเอ่ยถาม
“ระหว่างที่ข้าน้อยไม่อยู่ ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหมขอรับ?”
“เรียบร้อยบ้าอะไร ข้าจะประสาทอยู่แล้ว”อี้ฉางเฟิงพุ่งสายตาออกไปทางเรือนเฟิ่งหย่า
เฟยฉีรู้ทันทีว่าเขาหมายถึงใคร ตนจึงได้เอ่ยถึงเื่ที่รู้มาจากลู่เสียนว่าประมุขน้อยถูกผลลัพธ์ของเกลือสี่สมุทรจนสูญพลังไปไม่น้อย
“นั่นก็เพราะนาง” อี้ฉางเฟิงฟ้อง
พอเห็นเฟยฉีทำหน้างงจึงเฉลย “ตอนเ้าไม่อยู่นางผสมสมุนไพรแช่ตัวให้ข้ามั่วไปหมด เกลือนั่นก็เทมันทั้งขวด” พูดแล้วก็นึกโมโห “แต่ช่างเถอะเล่าเื่ที่ข้าให้เ้าไปสืบมาดีกว่า”
“ขอรับ หลายวันมานี้ข้าขึ้นไปสืบข่าวของนางที่สำนักเซียนนางเป็ศิษย์ของสำนักเฉินคุนจริงขอรับ ชาวบ้านที่นั่นเล่าว่าเมื่อหลายเดือนก่อนมีศิษย์ของสำนักลงจากเขาหลุนซานมาปราบปีศาจกระทิงหลังจากปราบได้แล้วก็เดินทางกลับขึ้นเขาแต่ไม่รู้เพราะเหตุใดจึงได้ทราบข่าวว่าศิษย์ของสำนักล้วนได้รับาเ็ ศิษย์คนหนึ่งของสำนักถูกปีศาจจับตัวไปจนป่านนี้ยังไม่มีใครทราบข่าว ส่วนระหว่างทางที่ออกนอกหุบเขา ข้าได้ยินปีศาจในร้านน้ำชาเล่าว่าเดือนก่อนมีภูตจากสำนักเซียนเที่ยวมาถามหาเซียนหนุ่มในรูปวาดคาดว่าน่าจะเป็เยว่ซินขอรับ”
“เช่นนั้นก็ตรงกับที่นางเล่ามาและก่อนหน้านี้ข้าก็รู้สึกได้ว่าเหยียนโม่โฉวพยายามจะสื่อสารกับนาง”อี้ฉางเฟิงยกถ้วยชาที่เฟยฉีรินให้ขึ้นดื่ม
“ท่านพบเขาแล้วหรือขอรับ?”
“ไม่ได้พบแต่ดวงจิตเขาพยายามสื่อกับข้า ทั้งยังดูเหมือนว่าิญญาเขายังฉวยโอกาสที่พลังข้าอ่อนลงอาศัยร่างปีศาจของข้าเพื่อสื่อสารกับนางด้วย”
เฟยฉีได้ฟังดังนั้นก็มีสีหน้ากังวลเล็กน้อยก่อนจะนึกได้อย่างหนึ่ง
“อ้ออีกเื่ขอรับ ข้าน้อยสืบมาได้ว่าก่อนหน้านี้นางพยายามสอบถามกับเหล่าปีศาจในหุบเขาว่ามีปีศาจตนใดหรือไม่ที่จับตัวศิษย์พี่ของนางมาแต่ก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้ความขอรับ”
“เช่นนั้นเ้าก็ไปสืบต่อว่าหลายเดือนมานี้มีปีศาจตนใดออกไปอาละวาดนอกหุบเขาและเข้าไปยังแดนมนุษย์บ้าง”
“ขอรับ”เฟยฉีรับคำแล้วเว้น่ รอกระทั่งประมุขน้อยดื่มชาเสร็จแล้วจึงรายงานต่อ “ส่วนเื่ไข่มุกกลืนราตรีข้าไปสอบถามจากหอจื้อโหยวซึ่งเป็สมาคมแลกเปลี่ยนข่าวสารที่ตลาดอันฉีมาแล้วขอรับไข่มุกนั่นเป็ของวิเศษของดินแดนบุปผา เดิมทีเป็ของเทพธิดาบุปผาเป็ผู้ขอรับ”เขารายงาน ตลาดอันฉีเป็ตลาดมืดที่เป็แหล่งข้อมูลและของวิเศษของดินแดนปีศาจ
“เทพธิดาบุปผางั้นหรือ?...เป็ไปได้หรือไม่ว่าเพราะนางเป็ภูตต้นไม้แต่เหตุใดภูตต้นไม้ธรรมดาถึงได้มีของวิเศษที่มีพลังมากมายเช่นนั้น นางเคยบอกว่าสร้อยนั่นเป็ของอาจารย์นางให้มาเช่นนั้นแล้วอาจารย์ของนางกับเทพธิดาบุปผาเกี่ยวข้องกันอย่างไร” ทั้งหมดล้วนแต่เป็คำถามที่อี้ฉางเฟิงตั้งขึ้นในหัวแล้วจึงเอ่ยออกมา
“อาจารย์ของเยว่ซินนามว่าเหยียนชงขอรับเป็เ้าสำนักเฉินคุน แต่ไม่มีผู้ใดเคยเห็นหน้า เล่ากันว่าท่านผู้นี้ขึ้นไปบำเพ็ญเพียรบนยอดเขาหลุนซานเกือบร้อยปีแล้ว ว่ากันว่าท่านเป็ศิษย์ของปรมาจารย์หลิวเจิ้งซึ่งเป็ปรมาจารย์เลื่องชื่อท่านหนึ่งในแดนเซียนแต่ก็ไม่มีผู้ใดเคยพบเห็นตัวตนของท่านผู้นี้ขอรับ”
“ปรมาจารย์หลิวเจิ้ง ชื่อนี้ข้าก็เคยได้ยินพวกผู้าุโเอ่ยถึงอดีตผู้นำเขาหลุนซานและอดีตเ้าสำนักเฉินคุน ปัจจุบันเป็ถึงซ่างเซียน[2]จึงไม่ค่อยลงมาข้องเกี่ยวกับเื่ของสำนักแม้แต่ผู้าุโเหล่าปีศาจก็ไม่มีผู้ใดเคยพบตัวจริงของท่านผู้นี้”
บรรยากาศเงียบลงอีกครั้งแต่สิ่งหนึ่งที่ยังติดอยู่ในห้วงนึกคิดของอี้ฉางเฟิงคือเื่ความสัมพันธ์ของเยว่ซินกับเทพธิดาบุปผา เขากำลังวิเคราะห์ถึงความเป็มาของนาง
“หรือก่อนหน้านี้นางเคยอยู่ในดินแดนบุปผา?เช่นนั้นแล้วทำไมถึงได้ไปอยู่ที่สำนักเซียน หากนางเป็ภูตต้นไม้เช่นนั้นแล้วนางย่อมไม่มีบิดามารดาผู้ให้กำเนิดเป็ไปได้ว่าดินแดนบุปผาพานางมาฝากไว้เป็ศิษย์สำนักเพื่อบำเพ็ญเซียนดังนั้นจึงให้ของวิเศษเช่นนั้นมาเพื่อปกป้องนาง...แต่ถ้าเป็เช่นนั้นความสัมพันธ์ของนางกับเทพธิดาบุปผาย่อมไม่ธรรมดา...เฟยฉี เ้าไปสืบให้ข้าที”
“ขอรับ”
เฟยฉีรับคำก่อนจะขอตัวออกมาจากเรือนเฟิ่งิด้วยความสงสัยว่าเหตุใดอี้ฉางเฟิงถึงให้ความสนใจกับภูตต้นไม้น้อยตนนี้นักจะว่าไป ต่อให้เยว่ซินเป็ถึงเทพธิดาแดนบุปผาก็ไม่เห็นจะเกี่ยวกับหุบเขาปีศาจยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีความเกี่ยวข้องหรืออิทธิพลอะไรกับเผ่าวิหคเลยสักนิด ‘ประมุขน้อย ดูเหมือนท่านจะสนใจนางเกินไปแล้ว’
ระหว่างเดินผ่านศาลาหงซิ่ง[3]ริมสระบัวเฟยฉีได้พบกับลู่เสียนที่นอนแกว่งหางเล่นอยู่ริมน้ำ พอนางเห็นเขาก็ลุกขึ้นแปลงร่างเป็หญิงสาววิ่งเข้ามาทักทายก่อนจะพบว่าปีศาจปักษาตัวนี้กำลังวิตกเื่ที่ประมุขน้อยใช้ให้ไปสืบชาติกำเนิดของเยว่ซิน
“เฟยฉี เ้ารู้สึกหรือไม่ว่าประมุขน้อยดูให้ความสนใจกับนางมากเป็พิเศษ”
“เ้าก็รู้สึกหรือ? หรือว่าตอนที่ข้าไม่อยู่มีเื่อะไรเกิดขึ้นเ้ารู้หรือเ้าเห็นสิ่งใดมา?” เฟยฉีตั้งข้อสงสัยเพราะจากเหตุการณ์ที่เขาเห็นในเรือนเฟิ่งินั่นก็ทำให้รู้สึกได้ว่ามีอะไรแปลกๆ
ลู่เสียนหันซ้ายหันขวาแล้วเล่าเื่ที่นางพบเยว่ซินนั่งอยู่บนเตียงของประมุขน้อยเฟยฉีตาโตด้วยคาดไม่ถึง แล้วไหนจะเื่ที่นางปรนนิบัติอี้ฉางเฟิงทุกวันกระทั่งเวลาอาบน้ำซ้ำวันก่อนยังเห็นนางวิ่งออกมาด้วยเสื้อผ้าที่เปียกซ่กนั่นไม่ใช่ว่าทั้งคู่ลงไปแช่น้ำด้วยกันในบ่อหรอกหรือ?
“นี่เ้าจะบอกว่านางยั่วยวนประมุขน้อยรึ?”เฟยฉีตีความเช่นนั้น แต่ลู่เสียนรีบขัด
“คงไม่ใช่หรอกกระมัง เท่าที่ข้าเห็นนางก็ดูไม่ใช่สตรีเช่นนั้น...ไยเ้าไม่คิดบ้างเล่าว่าบางทีอาจเป็ประมุขน้อยของเ้าที่ไปถูกใจนาง”
“ไม่มีทาง ท่านประมุขจะชอบสตรีเช่นนั้นได้อย่างไรก่อนหน้ายังบอกกับข้าอยู่ว่านางชอบสร้างเื่ให้ปวดหัว...แต่จะว่าไป เหตุใดก็ยังไม่ไล่นางไปจากหุบเขาซ้ำยังให้ข้าตามสืบเื่นางอีก”
“ใช่หรือไม่เล่าเ้าก็เริ่มคิดเหมือนกันกับข้าแล้วใช่หรือไม่...เอาอย่างนี้ เื่ที่ประมุขน้อยให้เ้าสืบชาติกำเนิดของนางข้าจะช่วยเ้าเองข้ามีวิธี” พูดจบก็กวักมือเรียกให้คนที่ยืนข้างๆ ขยับมาใกล้ต้นไม้ อาศัยร่มเงาบดบังแล้วแอบวางแผนกันสองตน
ที่สวนเล็กๆ ด้านข้างเรือนเฟิ่งหย่า...
เยว่ซินได้รับข้อความนัดหมายจากลู่เสียนเพื่อชวนไปดื่มสุราในวันพรุ่งยามซวี[4]ที่ศาลาหงซิ่งนางจึงตอบตกลงด้วยการวาดมือเป็ข้อความกลางอากาศ ทันทีที่ตัวอักษรสีทองสลายหายไปเยว่ซินก็รู้สึกภาคภูมิใจที่นางสามารถใช้อาคมส่งสารของเผ่าปีศาจได้เสียทีแม้อาคมนี้จะใช้ได้แค่ในป่าเทียนสุ่ยและวังเฟิ่งหวงก็ตาม
ก่อนหน้าที่ลู่เสียนรับปากว่าจะสอนอาคมนางเยว่ซินก็ตั้งใจฝึกฝนจนสำเร็จได้ภายในไม่ถึงสี่ชั่วยาม ซึ่งนั่นเป็เื่ที่น่าแปลกมากเพราะเดิมทีพลังในการฝึกฝนของนางก้าวหน้าช้ายิ่งนัก ถึงขั้นที่เกือบจะสำเร็จแล้วแต่ก็พลาดหลายครั้งดั่งเช่นอาคมเหินเวหาที่ครั้งหนึ่งนางเคยเกือบฝึกสำเร็จ แต่ก็พลาดกลางอากาศจนเหยียนโม่โฉวต้องเหาะขึ้นไปรับตัวนางไว้
แต่หลังจากที่เยว่ซินถูกอี้ฉางเฟิงซัดเพลิงเทวะใส่และหลังจากที่เขาใช้พลังรักษาอาการาเ็ให้นาง เยว่ซินก็รู้สึกว่าพลังนางเพิ่มมากขึ้นและการฝึกอาคมก็รุดหน้าขึ้นกว่าเดิมมากเหมือนกับว่าสิ่งที่ปิดกั้นขีดจำกัดพลังของนางมันได้สลายหายไปซึ่งนั่นย่อมเป็เื่ที่ดี
หลังจากนี้นางตั้งใจจะฝึกให้มากและใช้เวลา่กลางคืนทำสมาธิเพื่อรวบรวมพลังให้แก่กล้าขึ้น เพื่อที่พลังของนางจะได้เพิ่มขึ้นไปอีกขั้นพลังจิติญญาของกระบี่จันทราไร้อาวรณ์เล่มนี้ก็จะแข็งแกร่งขึ้นด้วย ถึงตอนนั้นต่อให้เป็อี้ฉางเฟิงนางก็ไม่ต้องยำเกรงอีกต่อไป
ท่ามกลางแสงจันทราส่องกระจ่างเหนือเรือนเฟิ่งหย่าท่วงท่าร่ายรำเพลงกระบี่ของเยว่ซินนั้นพลิ้วไหวเหมือนสายลม
ยามค่ำคืนที่เงียบสงัด ภูตต้นไม้น้อยกลับรู้สึกเหมือนมีเสียงหนึ่งกำลังเอ่ยเรียกชื่อนางเบาๆ
เยว่ซิน...เยว่ซิน...
ท่วงท่าเยื้องกายดุจหงส์ร่ายรำนั้นหยุดชะงักมือที่ยกปลายกระบี่ชี้ไปข้างหน้าลดลงข้างลำตัว มองเลยลานหินกว้างไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ใกล้ทางแยกไปน้ำตกเยว่ซินเห็นเงาลางๆ ของบุรุษผู้หนึ่งในชุดสีฟ้าอ่อน
“ศิษย์พี่โม่โฉว”
นั่นต้องใช่เขาแน่ นางคิด รูปร่างและลักษณะการแต่งกายเช่นนี้คงเป็ใครไปไม่ได้แต่ก่อนที่เยว่ซินจะพุ่งตัวไปถึงจุดนั้น เงาดังกล่าวก็เลือนรางหายลับไปเสียแล้ว
“หรือนั่นจะเป็อี้ฉางเฟิง?” นางหยุดวิเคราะห์แต่ด้วยท่วงท่าและการแต่งกายนั้นไม่เหมือน อีกทั้งถ้าเป็อี้ฉางเฟิงจริง รายนั้นคงไม่มาแอบดูนางฝึกวิชากระบี่กลางค่ำกลางคืนเช่นนี้แน่
“เช่นนั้นก็เป็ท่านจริงๆ หรือว่าศิษย์พี่...” นางรำพันสิ่งที่เห็นนั้นจะใช่ดวงจิตของเหยียนโม่โฉวหรือไม่เพราะถ้าเป็เช่นนั้นก็หมายความว่าร่างเซียนของเขาได้รับอันตราย และถ้าเขาถูกกักขังอยู่ในหุบเขาแห่งนี้จริงนางก็ต้องรีบตามหาตัวเขาให้พบ‘รอข้านะศิษย์พี่ข้าจะตามไปช่วยท่าน’
[1] ยามซื่อ คือ ่เวลา 09.00 – 10.59 น.
[2] ซ่างเซียน คือ ลำดับขั้นของเซียนชั้นสูง
[3] หงซิ่ง (红杏) หรือดอกซิ่งแดงเป็ดอกของไม้ผลที่เรียกว่าต้นแอพริคอต
[4] ยามซวี คือ ่เวลา 19.00 – 20.59 น.