ตอนที่ 5
ซุน ได้ทำการตวัดกิ่งไม้ในท่วงท่ากระบี่อีกเล็กน้อย ๆ แต่สุดท้ายกิ่งไม้ก็ไม่อาจทนต่อการใช้ฝึกฝนแตกหักคามือไปตามความเปาะบางของมัน... เด็กหนุ่ม ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยเพราะเพิ่งจะได้เคยฝึกท่วงท่าเพลงกระบี่เป็ครั้งแรก ย่อมมีความสนใจตามประสาผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน...
“หากอยากเรียนรู้ ทำไมไม่ไปให้ เหล่าซือ เ้าสอนเล่า?!เ้านั่นเก่งกาจกว่าผู้ที่มาเมื่อกลางวันอย่างไม่อาจเทียบได้ด้วยซ้ำ...”เฒ่าชีเปลือย กล่าวลอย ๆ ขึ้นด้วยท่าทีไม่แยแสนัก
“เหล่าซือ น่ะหรือ จะเก่งกาจกว่าสหายของท่านคนเมื่อกลางวัน?! ข้าไม่เห็นว่า เหล่าซือ จะมีรัศมีที่น่ากลัวใด ๆ ออกมาแม้สักนิด มิใช่ว่าเ้าคาดเดาไปเรื่อยงั้นหรือ?!” ซุน แสดงสีหน้าคล้ายดูแคลนสายตาของ เฒ่าชีเปลือยเป็นัย ๆ
“เ้าเด็กบ้า... ทักษะที่แข็งแกร่งที่สุดของข้าก็คือการประเมินผู้คนนี่แหละ!! ข้าไม่มีทางมองคลาดเคลื่อนไปฝีมือ เหล่าซือ ของเ้าในตอนนี้ เก่งกาจกว่าสหายคนเมื่อกลางวันสิบเท่าเป็อย่างน้อย...เพียงแต่ เหล่าซือ ของเ้า มันเก็บซ่อนความสามารถเอาไว้อย่างมิดชิด ซึ่งต่อให้ข้าอธิบายให้เ้าฟังทั้งคืนเ้าก็ไม่รู้เื่เพราะเ้าไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับพลังลมปราณ...”
ซุน ขมวดคิ้วขึ้นทันที...
“แปลว่าเ้าเอง ก็เข้าใจเกี่ยวกับพลังลมปราณงั้นหรือ...”
เฒ่าชีเปลือยได้ยินเช่นนั้น ก็หัวร่อออกมาในทันที...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าเคยบรรลุถึงขั้นที่อยู่เหนือความเข้าใจไปไกลโข แม้ดินแดนแห่งสุริยะที่ข้าจากมาอาจจะเรียกขานรูปแบบพลังที่แตกต่างออกไป แต่มันก็คือพลังลมปราณเหมือนกันนั่นแหละ...สิ่งมีชีวิตทุกสรรพสิ่งแบ่งแยกอำนาจพลังเป็ 3 องค์ประกอบภายในตัวเอง หนึ่งคือิญญาสองคือจิตใจ สามคือร่างกาย...
[พลังิญญา] จะเรียกขานกันในนามของตบะบำเพ็ญ โดยมากจะมีพลังตามอายุของจิติญญาดวงนั้น ๆ เป็เื่ยากที่จะฝึกฝนในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เว้นแต่จะใช้วิธีการเฉพาะผ่านการรู้แจ้งพิเศษ...
[พลังจิตใจ] เรียกขานกันในนามของอำนาจสมาธิ แม้จะไม่มีระดับขั้นชัดเจน แต่ก็สามารถเรียนรู้ฝึกฝนได้... ในส่วนนี้ข้ายอมรับว่าตัวเ้าเองมีพร์อยู่แล้วดังนั้นข้าคงไม่ต้องอธิบายเกี่ยวกับมันมากมายนัก
[พลังร่างกาย] ส่วนหนึ่งเกิดจากพลังของสายเืและเผ่าพันธุ์ั้แ่ถือกำเนิดหากแต่ยังสามารถฝึกฝนในภายหลังได้ด้วย และในสุริยะแห่งนี้ก็ได้เรียกขานรูปแบบการฝึกฝนนั้นว่าพลังลมปราณ...”
ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไปไม่น้อย... ปกติแล้ว เฒ่าชีเปลือยมักจะทำแต่เื่ไร้สาระ ไม่ก็กลั่นเกรง ซุน ไปเรื่อยเปื่อย ตลอด 2 ปีมานี้แทบไม่อาจหาประโยชน์ทำให้ ซุน ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า เฒ่าชีเปลือย จะแตกฉานด้านความเข้าใจในสิ่งที่ซุน ยังไม่เคยได้เรียนรู้...
“เ้าคงไม่ได้แต่งเื่มาหลอกข้า ใช่หรือไม่?”
“ระวังปากหน่อยเ้าเด็กบ้า!! ข้าต้องเสียสละพลังทั้งหมดของข้าไปเพื่อพาเ้ามายังสุริยะที่ห่างไกลแห่งนี้ และยังรักษาชีวิตเข้าไว้เมื่อ 2 ปีก่อนจนิญญาข้าอ่อนแอลงมาก หัดสำนึกบุญคุณของข้าเสียบ้าง!!” เฒ่าชีเปลือยกล่าวขึ้นพลางใช้ปลายนิ้วจิ้มย้ำบนหน้าผากของเด็กหนุ่ม
ซึ่ง ซุน ััได้ถึงการจิ้มนี้อย่างชัดเจน ราวกับเป็นิ้วของคนจริงๆ จะศีรษะของเด็กหนุ่มผงะหงายไปด้านหลัง... ทั้งที่ปกติแล้ว เวลา ซุน พยายามที่จะเล่นงานเฒ่าชีเปลือย กลับจับคว้าได้เพียงความว่างเปล่า แตกต่างไปจากิญญาดวงอื่น ๆ ทำให้ซุน เริ่มตระหนักว่า แท้จริงแล้ว การจะแตะััดวงิญญาของ เฒ่าชีเปลือย ได้นั้นอาจขึ้นอยู่กับความตั้งใจของ เฒ่าชีเปลือย เอง...
“เ้านี่ช่างเป็ิญญาที่ประหลาดเสียจริง แม้แต่อาคมสะกดต่าง ๆก็ไม่อาจทำอะไรกับเ้าได้...” ซุน บ่นอิดออดตามประสา เนื่องด้วย ซุน เคยพยายามทุกวิถีทางเพื่อขับไล่ิญญาของเฒ่าชีเปลือย ออกไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่เป็ผล เนื่องด้วย ตบะบำเพ็ญ ของเฒ่าชีเปลือยนั้นแก่กล้าเกินไป...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เ้าเด็กโง่เอ้ย คิดจะเล่นงานข้า ยังเร็วไปล้านปี!!”
ทั้งสองโต้เถียงดุด่ากันตามประสา ซึ่งเป็สิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด 2ปี นับั้แ่ที่ ซุน ถูกพามายังสุริยะที่แตกต่างแห่งนี้ โดยิญญาของเฒ่าชีเปลือย จะวนเวียนอยู่รอบ ๆ ตัว ซุน ตลอดเวลา และไม่มีผู้ใดสามารถพบเห็นิญญาดวงนี้ได้...
ดึกสงัดในคืนนั้น หลังจากที่ ซุน กลับเข้าเรือนนอนไปแล้ว...
ชายชรา เหยาิ ก็ก้าวออกมาจากเรือนเช่นกัน หันมองไปยังรอยเท้าที่ซุน เคยย่างก้าว และรอยบนเปลือกไม้ที่แสดง แม้แต่ซากกิ่งไม้ที่หักคามือของ ซุนก็ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา... เหยาิ กดหัวคิ้วต่ำลงในทันที...
“คิดไว้แล้วไม่ผิด... ซุน มันคงจงใจปกปิดความสามารถแท้จริงเอาไว้เพราะไม่อยากให้ เตียมู่หยง ชักชวนเข้าสำนัก เ้าเด็กคนนี้มีพร์จริง ๆ หรือที่ข้าปฏิเสธการสั่งสอนวรยุทธให้กับเ้านั้นจะเป็การปิดกั้นพร์ของ ซุน กันแน่นะ...”
เหยาิ ถอนหายใจหนักหน่วง ก่อนจะเหลือบมองไปบนดวงจันทร์ที่สุกสกาวบนท้องฟ้าเงาร่างของสตรีผู้เป็ภรรยาในห้วงความทรงจำได้ปรากฏขึ้น ซึ่งมันได้ทำให้ชายชราดวงตาพร่ามัวจากหยดน้ำตา...
“เล้งซิ่วอิง... ข้าควรทำยังไงกับเด็กคนนี้ดี?!”
................................................
เช้าวันถัดมา...
ผู้เยาว์ในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดง ทั้ง 7 หมู่บ้าน หากคนในมีใจศึกษาความรู้ก็จะพามารวมตัวกันที่ สถานศึกษาศาสตร์อักษร แห่งนี้...
“แดนมนุษย์ แบ่งออกเป็ 5 ส่วนได้แก่ 4 ทวีป 1 มหาสมุทร... อำนาจปกครองในแต่ละส่วนล้วนแตกต่างกันแปรเปลี่ยนตามยุคสมัย...ปัจจุบันคือ ปีาที่ 20,345 มีอำนาจปกครองหลักในแต่ละส่วนแบ่งออกเป็3 ราชวงศ์ 2 สมาพันฯ ที่สามารถก่อตั้งหน่วยงานราชการแผ่นดิน...” เหล่าซือ ก้าวเดินในเรือนไม้พลางอ่านตำราในมือสอนสั่งเหล่าผู้เยาว์หลายสิบคนตรงหน้า
หลัก ๆ แล้ว สถานศึกษาขนาดเล็กแห่งนี้ จะมี เหล่าซือ เพียงผู้เดียวเป็ผู้สอนสั่งผู้เยาว์ให้อ่านออกเขียนได้หากใครมีพร์ก็จะส่งเสริมในด้านบทกวี ภูมิความรู้ที่ละเอียดแน่นขึ้นตามแต่ละบุคคลที่สนใจ...
โดยมากผู้เยาว์เหล่านี้จะเริ่มมาั้แ่วัย 6-7 ปี แต่่วัย 10-13ปี ก็ไม่จัดว่าน้อย... ตัวของ ซุน ในตอนนี้ที่วัยแตะย่าง 17 ปี แล้วจึงไม่ค่อยเข้ามาร่ำเรียนรวมกับกลุ่มผู้เยาว์ แต่จะแยกตัวออกไปอ่านตำราต่าง ๆเพียงลำพังเพื่อเรียนรู้ด้วยตนเองเสียมากกว่า...
่วัยนี้ของ ซุน หากเป็เด็กหนุ่มในชุมชนมักจะเริ่มประกอบอาชีพต่าง ๆ กันแล้ว บ้างก็ออกเรือนตกแต่งกับหญิงสาวตามประเพณีก็ไม่นับว่าเร็วเกินไป... ดังนั้น ซุน จึงไม่ค่อยจะมีสหายใน่วัยไล่เลี่ยกันเท่าที่ควรและอีกส่วนหนึ่งคงเป็เื่ของสถานะที่ต่ำต้อยกว่าชาวบ้านสามัญ...
การแบ่งชนชั้นในยุคสมัยนี้ ชี้วัดกันที่พื้นฐานของต้นตระกูลเป็หลัก...ป้ายสำมะโนครัว เปรียบเสมือนตราประจำตระกูลนั้น ๆ สมาชิกทุกคนในตระกูลจะใช้ป้ายสำมะโนครัว ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งป้ายสำมะโนครัวทั้งหมด จะต้องมีการรองรับจาก หน่วยงานราชการแผ่นดินเท่านั้น...
ป้ายสำมะโนครัว แบ่งออกเป็ 7 ชนชั้น ได้แก่ ป้ายไม้ ป้ายศิลาป้ายหยก ป้ายเหล็ก ป้ายทองแดง ป้ายเงิน และ ป้ายทองคำ จะต้องมีตราประจำตระกูล และตราประทับของหน่วยงานราชการแผ่นดินที่ชัดเจนหากสูญหายจำเป็ต้องเข้าแจ้งความเท่านั้น เมื่อพบเจอว่าผู้ใดถือป้ายที่มิใช่ของตนหรือมีการปลอมแปลง ป้ายสำมะโนครัว จะได้รับโทษสถานหนักอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง...
ซุน ที่ไม่มี ป้ายสำมะโนครัว... แน่นอนว่าถึงจะเป็ดินแดนรกร้างแห่งนี้แต่ก็ยังมีเื่ของการแบ่งชนชั้นขั้นพื้นฐาน ป้ายสำมะโนครัว คือป้ายที่จะใช้แสดงสถานะของตระกูลบุคคลนั้นว่าถูกจัดอยู่ในชนชั้นใด... ซุน เป็คนไร้ที่มา มีเพียงนามไม่มีแซ่ ดังนั้นไม่ต้องกล่าวถึงป้ายสำมะโนครัว ประจำตระกูล...
ทุกคนที่ไม่มี ป้ายสำมะโนครัว จะถูกจัดเป็ คนเถื่อน สถานะทางสังคมจึงต้อยต่ำมากต่อให้มีภูมิความรู้มากมายเพียงใด ก็ไม่ไช่เื่ง่ายที่จะก้าวข้ามชนชั้น หากคนเถื่อนก่อเื่ขึ้นจะได้รับโทษสถานหนักในทันที...นั่นจึงเป็สาเหตุที่ ซุน มักจะเก็บตัวอยู่แต่ภายใน สถานศึกษาศาสตร์อักษร ไม่ค่อยเข้าไปในเขตชุมชนเท่าใดนัก…
ในตอนที่ ซุน กำลังนั่งอ่านตำราอยู่นั้นเอง... จู่ ๆก็มีเงาร่างของเด็กหนุ่มอีกคน กระโจนลงมาจากยอดไม้ โผล่ข้างตัวของ ซุนใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้นี้หล่อเหลาเอาการ ทั้งยังมีรอยยิ้มประดับที่น่ามอง แต่งกายด้วยผ้ามีราคารูปร่างสูงใหญ่องอาจ พื้นฐานยุทธคงมิใช่สามัญ...
“เฮ้ย!! ซุน มานั่งอ่านตำราน่าเบื่อพรรค์นี้อีกแล้วหรือ?! ข้าเจอหญิงสาวน่าสนใจภายในหมู่บ้านลำดับที่ 1 เ้าออกไปเกี้ยวสาวเป็เพื่อนข้าดีกว่า...”เด็กหนุ่มคนดังกล่าว ชักชวนด้วยความสนิท
ซุน ถอยหายใจหนักหน่วง...
“กังเฉิง... คราวก่อนที่เ้าไปก่อเื่ที่หมู่บ้านลำดับที่ 3จนข้าเกือบถูกทหารทางการจับตัว ยังนึกหวั่นใจไม่หาย... นี่เ้ายังที่คิดจะไปก่อเื่ในหมู่บ้านลำดับที่1 อีกงั้นหรือ?! ลืมไปแล้วหรือว่าข้าเป็ คนเถื่อน ไม่ได้มีตระกูลหนุนหลังอย่างเ้านะ!!”
กังเฉิง หัวเราะออกมาทันที...
“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! คราวนี้ข้าไม่พลาดแน่ รับรองว่าเ้าไม่มีทางเดือดร้อน...หรือหากพลาดพลั้งไป ข้าจะใช้ป้ายหยกของข้า ค้ำประกันเ้าให้เอง!!”
กังเฉิง เป็สหายในวัยเดียวกันเพียงไม่กี่คนของ ซุน... พื้นเพ กังเฉิงเป็บุตรชายคนเล็กของหัวหน้ามือปราบตระกูลดังของ มณฑลเฮย แห่งนี้ แต่เพราะนิสัยชอบก่อเื่จึงถูกบิดาส่งตัวมาอยู่กับ ญาติในชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงั้แ่เมื่อปีก่อน
ครั้งหนึ่ง ซุน เคยช่วยเหลือ กังเฉิงจากการถูกคนเถื่อนหลายสิบคนรุมทำร้าย ั้แ่นั้นมา กังเฉิง จึงเห็น ซุนเป็สหายรัก โดยไม่สนใจเื่สถานะทางสังคม...
เมื่อถูกรบเร้าหนักข้อเข้า อีกทั้งยังเป็เื่ของ หญิงสาว ที่ซุน เองก็ดูจะสนใจอิสตรีในดินแดนแห่งนี้ไม่น้อย เพราะความงามของพวกนางนั้น แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันแตกต่างไปจากดินแดนที่ตนเองเคยอยู่สุดท้ายสองชายหนุ่ม จึงตัดสินใจเข้าเขตชุมชนในหมู่บ้าน...
เหยาิ เหลือบมาเห็นสองเด็กหนุ่ม แอบหลบหนีการท่องตำรา ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ แต่ก็มิได้ออกตัวห้ามปราม ยังคงสอนตำราเหล่าผู้เยาว์ในสถานศึกษานี้ต่อไป...
ซุน และ กังเฉิง วิ่งตรงไปในเส้นทางเข้าเขตชุมชน... หลังจากมาได้สักระยะซุน ก็มองเห็นกลุ่มคนราว ๆ 8-9 คน แต่งกายแตกต่างไปจากคนในละแวกนี้สำคัญคือทุกคนมีรัศมีที่น่ากลัวแผ่ล้นออกมา ทั้งยังมีกระบี่ชั้นเลิศเหน็บข้างเอวมุ่งหน้าตรงไปยัง สถานศึกษาศาสตร์อักษร...
ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย...
“คนพวกนี้เป็ใครกัน?!”
หากแต่เพราะ กังเฉิง ดึงฉุดยื้อเร่งร้อน ทำให้ ซุน ไม่อาจอยู่พิจารณาได้นานนัก...
“รีบไปเถอะ!! หญิงสาวที่ข้าเห็นเป็คนแปลกหน้า เผื่อนางจะอยู่ที่นั่นได้ไม่นาน”
แม้ลึก ๆ ซุน ยังมีความกังวล แต่ก็ไม่อาจขัดใจสหายได้...
สายตาของกลุ่มคนเหล่านี้ เคร่งขรึมจริงจัง...
การวางเท้าทุกย่างก้าว ยังแ่เบาไม่สุ้มเสียง...
“ท่านหัวหน้าเกา... ตามการแกะรอยเท้าม้าของ เตียมู่หยง และหลานสาวที่หลุดออกจากเส้นทางเมื่อวันก่อน ดูเหมือนว่าจะตรงมายังสถานที่แห่งนี้...” หนึ่งในลูกสมุนกล่าวกับชายวัยกลางคนที่แววตาคมกริบดุจนกอินทรี
“อืม... เตียมู่หยง เป็หนึ่งในสหายเพียงไม่กี่คนของ เหยาิ แม้จะมีโอกาสเพียงน้อยนิดแต่พวกเราก็จำต้องตามมาสืบค้นดู... จากตำแหน่งนี้ขอให้พวกเ้าทุกคนปกปิดตัวตนพร้อมทั้งเก็บซ่อนลมปราณให้มิดชิด หน้าที่ของพวกเราจะมาเพียงแค่ตรวจสอบพื้นที่เท่านั้นหาก เหยาิ อยู่ที่นี่จริง คงต้องกลับไปรายงานเบื้องบน...” หัวหน้ากลุ่มคน เค้นเสียงกำชับออกคำสั่ง
“ท่านหัวหน้าเกา... ใยพวกเราต้องลำบากกลับไปรายงานด้วยเล่า?! หากพบเจอจริง ๆ ก็เพียงแค่จับกุม เหยาิ กลับไปไม่ง่ายกว่าหรือ?!” สมุนอีกคน เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เ้าโง่!! ในตอนที่ เหยาิ โด่งดังในยุทธภพเ้ายังปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมด้วยซ้ำ... ชายผู้นั้นแม้จะถอนตัวจากยุทธภพมาร่วม 30ปี แต่ในอดีตมันเคยเป็ถึง 1 ใน 3 เทพปรมาจารย์ แห่งทวีปเต่าทมิฬ อาศัยจำนวนคนหยิบมือเพียงเท่านี้ไม่พ้นสามกระบวนท่าพวกเราก็ตกตายหมดแล้ว!!” หัวหน้าเกาตวาดเสียงใส่หนึ่งในลูกสมุน
ส่งผลให้ทุกคนในที่นี้ สั่นสะท้านไปตาม ๆ กัน...
...................................................