จางจื่อฟ่านมองหมอเฉิงด้วยความชื่นชมเป็ครั้งแรก
“ฉันกำลังรอคำตอบจาก ชาร์ล ค่ะ ฉันขอร้องให้เขาช่วยหาหมอเก่งให้” จางจื่อหน้าก้มหน้าตอบ เพราะไม่กล้าสบสายตากับหมอหนุ่ม
ตืดดด ตืดดดด เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น หญิงสาวรีบยกขึ้นแล้วกดรับในทันที
“ฮัลโหล จื่อฟ่านฟ่าน ผมหาหมอเก่งๆให้คุณได้แล้วนะ” เสียง โรเจอร์ ชาร์ล พูดผ่านสายมาอย่างดีใจ
“จริงเหรอชาร์ล หมอคนนั้นเขาอยู่ที่ไหน” หญิงสาวถามด้วยความดีใจสุดขีด
“เป็ความโชคดีที่สุดของคุณพ่อของคุณจื่อฟ่าน เพราะหมอคนนี้เขาน่าจะอยู่แถวๆที่คุณอยู่พอดีเลยล่ะ” เสียงโรเจอร์ ชาร์ล พูดอย่างยินดี
“เขาอยู่ที่ไหน ชาร์ล” จางจื่อฟ่านถามอย่างร้อนรน
“เขาชื่อ เฉิงซีกวน เป็วิสัญญีแพทย์ที่เก่งที่สุด จบจาก ฮาเวิร์ด เชียวล่ะ” โรเจอร์ชาร์ลตอบพร้อมกับบอกดีกรี แพทย์หนุ่มมาด้วย หญิงสาวผงะด้วยความใ หล่อนอึ้งไปชั่วครู่
“ฮัลโหล จื่อฟ่าน คุณมีกระดาษกับปากกาหรือเปล่าตอนนี้ ผมจะบอกเบอร์โทรเขาให้ จื่อฟ่าน ฮัลโหล ได้ดยินหรือเปล่า” โรเจอร์ ชาร์ล เรียกชื่อจื่ฟ่านหลายครั้ง ทว่าตอนนี้หญิงสาวตกตะลึงไปชั่วขณะ
“ฮะ..ฮะ..ฮัลโหล ขอบคุณมากนะชาร์ล แต่เบอร์ของเขาฉันมีแล้วล่ะ” หญิงสาวตอบแล้วตัดสายทันที พลางทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอามือขึ้นปิดหน้าแล้วร้องไห้
“จื่อฟ่าน” น้องสาวรีบถลามาประคองพี่สาวไว้ทันที
จางจื่อฟ่านค่อยๆเงยหน้ามองไปยังหมอเฉิง หรือ เฉิงซีกวน แพทย์ประจำตัวของพ่อ และวิสัญญีแพทย์ที่เก่งที่สุด น้ำตาของเธอไหลลงอาบแก้ม หญิงสาวกัดริมฝีปากแน่น
“ฉันต้องขอโทษที่พูดจาิ่ประมาทหมอไปเมื่อครู่นี้” หญิงสาวพูดทั้งน้ำตา
หมอหนุ่มยิ้มให้อย่างปราณี ก่อนที่จะกล่าวว่า
“ไม่เป็ไรครับ ผมบอกแล้วไงว่าถ้าผมเป็คุณผมก็จะทำแบบนี้ ส่วนเื่ใบประกาศนียบัตรของผม ผมจะส่งให้คุณดูหลังจากออกมาจากห้องผ่าตัดนะครับ ตอนนี้ผมขอตัวก่อน” หมอเฉิงส่งยิ้มให้จื่อฟ่าน ก่อนที่จะเดินหายไปยังห้องฉุกเฉิน
จางจื่อฟ่านยกมือขึ้นทาบอก ถ้าพ่อเป็อะไรขึ้นมาจะทำเช่นไร
“พ่อต้องเข้มแข็งไว้นะ ขอให้พ่อไม่เป็อะไร” จื่อฟ่านพึมพำกับตัวเอง สองพี่น้องนั่งกอกันแน่นอยู่หน้าห้องฉุกเฉินเพื่อรอคอยการผ่าตัด
เวลาผ่านไปทีล่ะชั่วโมงอย่างยาวนาน จื่อฟ่านยังคงนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินไม่ไปไหน ขณะที่จื่อลู่น้องสาวขอตัวไปปฏิบัติหน้าที่ของตนจื่อฟ่านหน้าขาวซีดเพราะความกังวลอย่างหนักในอาการของผู้เป็พ่อ เธอนั่งรอคอยด้วยความหวังอยู่หน้าห้องฉุกเฉิน
6 ชั่วโมงผ่านไป
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดหมอเฉิงก็เดินออกมาจากห้องผ่าตัด ซึ่งก็เป็เวลาใกล้ค่ำแล้ว จางจื่อฟ่านถลาเข้าไปหาหมเฉิงทันทีด้วยอาการร้อนรนใจเป็ที่สุด
“พ่อเป็ไงบ้างคะหมอ” หญิงสาวถามหน้าตาตื่น ใบหน้าของเธอตอนนี้ขาวซีดราวกับกระดาษ
“ผู้เฒ่าจางปลอดภัยแล้วครับ” หมอเฉิงพูด สีหน้าดูอิดโรย เนื่องจากการผ่าตัดใช้เวลานานและต้องใช้สมาธิหนัก
“โอ ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์” จางจื่อฟ่านพูดเบาๆ หญิงสาวยกมือไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ น้ำตาไหลอาบแก้มอย่างควบคุมไม่อยู่ โดยที่มีหมอเฉิงยืนดูอยู่ตรงหน้าอย่างไม่อาย
หมอหนุ่มมองหน้าใบหน้างามนั้นอย่างห่วงใย แต่พยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกลึกๆเอาไว้
“ผมว่าคุณน่าจะกลับไปพักผ่อนบ้างนะครับ” หมอเฉิงแนะนำ
“อ๋อ ยังหรอกค่ะ ฉันจะอยู่รอดูอาการของพ่ออีกสักนิด” หญิงสาวปฏิเสธ
“ครับ งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ” หมอหนุ่มกล่าวก่อนจะเดินจากไป
จางจื่อฟ่านยังยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน ท่าทางเธอดูเหนื่อล้า ใบหน้าซีดขาวจนแทบจะไม่มีสี หญิงสาวยืนโงนเงนไปมาเหมือนกับว่าจะล้มลงในนาทีใดนาที่หนึ่ง
“คุณโอเคหรือเปล่า ยังไงไปนั่งพักที่ห้องทำงานผมก่อนก็ได้นะ” หมอหนุ่มหันกลับมาพูดกับหญิงสาวอีกครั้งอย่างพะว้าพะวง
จางจื่อฟ่าน หันใบหน้าซีดขาวของเธอมาช้าๆส่งยิ้มให้หมอหนุ่มเล็กน้อย ในนาทีนั่นเองจางจื่อฟ่านก็ล้มลงทันที และหมดสติไป
หมอเฉิงถลาเข้าประคองเธอไว้แทบจะในทันทีก่อนที่เธอจะล้มลงถึงพื้น
“คุณจาง…คุณจางครับ… จื่อฟ่าน จางจื่อฟ่าน” หมอเฉิงละล่ำละลักเรียกชื่อของจางจื่อฟ่านด้วยความตะหนกสุดขีด
แล้วเขาก็ตัดสินใจยกร่างบางที่หมดสติของหล่อนขึ้น รีบวิ่งไปที่ห้องพยาบาล ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มุงดู
หมอเฉิงอุ้มร่างหมดสติของจางจื่อฟ่านมาถึงห้อง เขาทำการปฐมพยาบาลหญิงสาวอยู่ชั่วอึดใจ จางจื่อฟ่านก็รู้สึกตัวลืมตาขึ้น หมอเฉิงถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
“ทำไมฉันนอนอยู่บนเตียง” จางจื่อฟ่านถาขึ้นทันทีที่รู้สึกตัว
“คุณเป็ลมน่ะครับ นี่คุณกินอะไรบ้างหรือยังวันนี้” หมอเฉิงถาม จ้องหน้าหญิงสาวเขม็ง
“เอ่อ …” หญิงสาวไม่ตอบ เธอก้มหน้านิ่ง
ั้แ่เช้าหลังจากที่วางสายจากจื่อลู่ จื่อฟ่านก็ตรงดิ่งมาที่โรงพยาบาลทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้ทานอะไรทั้งนั้น
“น่าจะยังไม่ได้กิน เพราะท้องว่างแล้วเจอเหตุการณ์ที่กันะเืใจทำให้คุณเป็ลมหมดสติไปน่ะครับ” หมอเฉิงกล่าวเรียบๆ ใบหน้าเคร่งขรึม หญิงสาวยังคงนั่งอยู่บนเตียงก้มหน้านิ่งเหมือนเดิม เธอไม่รู้ว่าจะพูดอะไรเหมือนกัน
“รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังครับ” หมอหนุ่มถามขึ้น เมื่อเห็นว่าหญิงสาวนิ่งเงียบผิดปกติ
“ค่ะ” จางจื่อฟ่านตอบสั้นๆ หน้ายังขาวซีดอยู่เช่นเดิม
หมอหนุ่มมองหญิงงามตรงหน้าด้วยความสงสารเป็อย่างยิ่ง
“ผมออกไปซื้อมาตอนที่คุณหมดสติไป เพราะคาดการณ์เอาไว้แล้วว่าคุณน่าจะยังไม่ทันได้กินอะไรั้แ่เช้า” หมอเฉิงพูด พลางจับห่ออะไรบางอย่างออกมาจากถุงผ้า
จางจื่อฟ่านมองตามถุงนั้นอย่างสงสัย
“นั่นอะไรเหรอคะ” เธอเอ่ยถามด้วยความฉงนสายตาจับจ้องไปยังห่อ 2 ห่อที่วางอยู่ข้างกัน หมอหนุ่มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“กินอะไรซักหน่อยเถอะครับ ผมซื้อแฮมเบอร์เกอร์มาให้” เฉิงซีกวน หมอหนุ่มกล่าวพลางถือแฮมเบอร์เกอร์เดินตรงเข้ามาหา แต่หญิงสาวส่ายหน้าเบาๆ เป็คำตอบ
“คุณกินเถอะค่ะ ฉันไม่หิว” จางจื่อฟ่านตอบ
“ทรมานตัวเองก็ไม่มีประโยชน์อะไรหรอกนะครับ สู้ดูและตัวเองเอาดีกว่า ผู้เฒ่าจางฟื้นขึ้นมาจะได้เจอคุณในสภาพที่แข็งแรง ไม่ใช่ฟื้นขึ้นมาแล้วเจอคุณนอนอยู่เตียงข้างๆ” หมอเฉิงพูดพลางยิ้มที่มุมปาก จางจื่อฟ่านนิ่งไปหญิงสาวใช้ความคิด เธอมองแฮมเบอร์เกอร์ด้วยความสนใจ ที่จริงมันไม่มีเหตุผลอะไรที่เธอต้องอดสักนิด อย่างที่หมอว่าถ้าพ่อของเธอตื่นขึ้นมาเธอจะได้มีแรงที่จะคอยดูแลปรนนิบัติท่านได และอีกอย่างตอนนี้เธอเองก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะั้แ่เช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยสักนิด
“ว่าไงครับ ถ้าไม่กินผมเก็บแล้วนะ” หมอเฉิงขยับจะเก็บถุงผ้า จู่ๆ มือของจางจื่อฟ่านก็คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของเขา
“เอ่อ คุณซื้ออะไรมาบ้างล่ะ” หญิงสาวถามอ้อมแอ้ม หมอหนุ่มยิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“มีเนื้อกับไก่น่ะครับ คุณจะรับแบบไหน หรือจะเอาทั้งสองเลยก็ได้” หมอหนุ่มพูดยิ้มๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายจ้องมองอยู่
“เนื้อก็ได้ค่ะ ฉันชอบเนื้อ” หญิงสาวตอบทันทีอย่างไม่ลังเล ซึ่งเป็ลักษณะนิสัยของนักธุรกิจอยู่แล้ว เมื่อมีสิ่งที่ต้องตัดสินใจเลือก ย่อมตัดสินใจได้รวดเร็ว และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองเสมอ
หมอหนุ่มยิ้มแกะห่อแฮมเบอร์เกอร์ออกให้หหญิงสาว จางจื่อฟ่านถลกแขนเสื้อขึ้นอย่างทะมัดทะแมง เธอจัดการอารหารของเธอทันที ในขณะเดียวกันหมอเฉิงก็ร่วมวงกินแฮมเบอร์เกอร์ที่เหลือไปพร้อมเธอด้วย
“ทำไมหมอถึงเลือกมาเป็หมอล่ะคะ” จางจื่อฟ่านเริ่มชวนคุย
“ อืม จะว่าไงดีล่ะ ผมชอบที่ได้เห็นคนป่วยหายดีกลับบ้านล่ะมั้ง” หมอเฉิงตอบง่ายๆ
“แล้วคุณทำไมถึงชอบทำธุรกิจ” หมอเฉิงถามหันหน้าไปรอฟังคำตอบจากคนบนเตียง
จางจื่อฟ่านยิ้มสดใสเป็ครั้งแรก แม้ใบหน้าเธอจะยังคงซีดเซียวแต่ก็ยังมีเืฟาดขึ้นมานิดๆแล้ว
“ก็คงต้องตอบว่าฉันชอบธุรกิจ ฉันชอบการแข่งขันที่ถ้าทาย ฉันชอบทุกอย่างใน
สายงานนี้ ธุรกิจคือชีวิตของฉัน” จางจื่อฟ่านพูดอย่างมั่นใจ สายตาเธอเป็ประกายแวววาวเมื่อพูดถึงงานที่เธอรัก…..