ทางสายรัก

    บทที่ 7

    ทุกคนต่างเงียบงันกันไปเป็นเวลานาน ในที่สุดเกลฟริดก็ลุกขึ้นยืน เท้าฝ่ามืออยู่กับโต๊ะ สายตาเครียดเขม็งเมื่อจ้องมองหน้าเอียนอยู่“ท่านเป็นเพียงที่ปรึกษาของที่ประชุมนี้เท่านั้น” เขาเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห้วนห้าว แต่เอียนกลับยักไหล่“แต่ข้าคือหัวหน้าเผ่าของท่าน” เขาแย้งออกไป “ด้วยการลงคะแนนเสียงของท่านด้วย” เขาเสริม “และตอนนี้ข้ากำลังขออนุญาตให้น้องชายของข้าได้รักษาสัจจะที่เขาได้ให้ไว้กับเมียของเขาอยู่ จะมีก็แต่ชาวอังกฤษเท่านั้นหรอกนะเกลฟริดที่สามารถเปลี่ยนคำมั่นได้ง่าย ๆ ไม่ใช่ชาวสก๊อตต์หรอก”กับคำพูดประโยคนั้นทำให้เกลฟริดต้องพยักหน้ารับ แม้จะไม่เต็มใจเลยก็ตาม“ที่ท่านพูดมาก็ถูก” เขาตอบอย่างยอมรับเอาละ...จัดการลงได้คนหนึ่งแล้ว ยังเหลืออีกตั้งสี่คน...เอียนคิดอยู่ในใจ โดยความเป็นจริงแล้ว เขาชิงชังการต่อสู้ด้วยคำพูดและวิเทโศบายทางการเมืองเช่นนี้เหลือเกิน เขาชอบการต่อสู้ด้วยกำลังมากกว่าจะใช้คำพูด และชิงชังยิ่งกว่านั้นก็คือ การที่จะต้องขออนุญาตจากใครคนใดคนหนึ่งเมื่อจะทำอะไรลงไปก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือน้องชายก็คงรจะทำในสิ่งที่เห็นว่าสมควรได้โดยอิสระเขาพยายามสงบระงับอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถเมื่อต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ให้เสร็จ ๆ ไปเสีย เขาจึงหันกลับไปทางเกรแฮมอีกครั้ง“ท่านแก่เกินกว่าจะรู้จักใช้ความคิดแล้วหรือยังไงเกรแฮม ท่านถึงได้มาวิตกกังวลกับเรื่องไร้สาระอย่างนี้ ท่านกลัวแม้กระทั่งผู้หญิงอังกฤษตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเชียวหรือ”“เรื่องอะไรข้าจะต้องกลัว” เกรแฮมตอบเสียงกร้าว เขาเองก็เช่นกันกัน แม้จะพยายามสงบอารมณ์แล้ว แต่ความรู้สึกก็ยังฉายชัดอยู่ในสีหน้า“ข้าดีใจที่ได้ยินท่านพูดออกมาอย่างนี้” เอียนยิ้มกว้าง “เพราะเมื่อครู่ ข้าก็ยังคิดสงสัยอยู่”เล่ห์เหลี่ยมในการใช้คำพูดของเขา มิได้รอดพ้นจากการสังเกตของเกรแฮมไปได้“ท่านเอาเหยื่อมาล่ออยู่ตรงหน้า แล้วข้าก็โง่จนไปงับเบ็ดของท่านเข้าจนได้” รอยยิ้มยังเกลื่อนอยู่บนใบหน้า เมื่อเกรแฮมหันไปทางฟรานเซส แคทเธอรีน “เราเองยังไม่ใคร่เข้าใจกับการขอร้องในครั้งนี้ของเธอ และจะดีใจมากถ้าเธอจะอธิบายให้เราเข้าใจว่าเพราะอะไรเธอถึงอยากให้เพื่อนคนนี้เดินทางมาที่นี่นัก”“ก่อนอื่นให้เขาบอกมาเสียก่อนเถอะว่า เพราะอะไรถึงมีสองชื่อด้วยกันทั้งสองคน” วินเซนท์ยังข้องใจในเรื่องนั้น“เธอพอจะเล่าเรื่องนั้นให้เราฟังก่อน ได้ไหมล่ะแม่หนู” เกรแฮมถาม“ได้เจ้าค่ะ ฟรานเซส เป็นชื่อแม่ของดิฉันเอง ส่วนยายชื่อแคทเธอรีน การที่ดิฉันมีสองชื่อก็เพราะว่า...” แต่เกรแฮมตัดบทด้วยการโบกมือเสียก่อน สีหน้ายังยิ้มแย้มอยู่เช่นเดิม“เอาละ พอแล้ว ที่จริงฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องชื่อเสียงเรียงนามของเธอเท่าไหร่นักหรอก ฉันเพียงแต่ยากจะรู้เหตุผลอันแท้จริงที่เธออยากจะให้ผู้หญิงชาวอังกฤษคนนั้นเดินทางมาที่นี่เหลือเกินมากกว่า”“เลดี้จูดิธ เอลิซาเบธ เป็นเพื่อนรักของดิฉันเจ้าค่ะ ดิฉันอยากจะให้เธอมาอยู่ด้วยกันตอนที่ดิฉันคลอดลูก และเธอก็ได้ให้สัญญากับดิฉันแล้วว่าเธอจะมาเจ้าค่ะ”“นี่เธอยอมเป็นเพื่อนกับคนอังกฤษยังงั้นเรอะ มันเป็นไปได้ยังไงกัน” เกลฟริดยกมือขึ้นลูบเคราด้วยท่าทางของคนที่เกิดความสับสนขึ้นในใจฟรานเซส แคทเธอรีน อ่านออกว่าท่านผู้อาวุโสมิได้มีเจตนาที่จะหลอกล่อเธอ เพราะสีหน้าของเขาบอกความพิศวงอย่างแท้จริง เธอรู้ดีว่า ไม่ว่าเธอจะพูดอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะทำให้คนเหล่านี้เข้าใจถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งที่เธอกับจูดิธมีต่อกันได้ แต่กระนั้นมันก็เป็นหน้าที่ที่เธอจะต้องใช้ความพยายาม

    “เราสองคนได้พบและรู้จักกันตอนที่มีงานเทศกาลตรงพรมแดน” เธอเริ่มเรื่อง “ตอนนั้นจูดิธเพิ่งอายุสี่ขวบ ส่วนดิฉันน่ะห้าขวบ เราไม่เคยเข้าใจว่าเรานั้น...เอ้อ...แตกต่างกัน”เกรแฮมระบายลมหายใจลุ่มลึก“แต่เมื่อเธอเข้าใจแล้วล่ะ”“มันไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับเราเลยเจ้าค่ะ” ฟรานเซส แคทเธอรีน ตอบเสียงใส แต่เกรแฮมก็ยังส่ายหน้าอยู่นั่นเอง“ถึงยังไงฉันก็ยังไม่เข้าใจในความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันของเธอสองคนเลย” เขาทำเสียงราวสารภาพ “แต่นั่นแหละ หัวหน้าเผ่าของเราพูดถูก ที่ว่าเราไม่สมควรจะเสียสัจจะ เอาเถอะ เรายินดีที่จะต้อนรับเพื่อนของเธอนะ ฟรานเซส แคทเธอรีน”ความตื่นเต้นยินดีที่เกิดขึ้นกับเธอในครั้งนี้ ทำให้ฟรานเซส แคทเธอรีน ถึงหับซวนเซ พิงร่างอยู่กับสามี เมื่อเธอเหลือบตามองหน้าสมาชิกสภาคนอื่นก็เห็นวินเซนท์ เกลฟริด และดันแคนกำลังยิ้มอยู่ แต่โอเวนกลับส่ายหน้าอย่างไม่พอใจกับคำตัดสินดังกล่าว เอียนเองก็เห็นปฏิกิริยานั้นอยู่“ท่านไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินนั่นหรอกหรือโอเวน”ผู้อาวุโสจับตาอยู่ที่ใบหน้าของฟรานเซส แคทเธอรีน ขณะตอบคำถามของหัวหน้าเผ่า“ข้าน่ะเห็นด้วยอยู่หรอกนะ แต่ข้าคิดว่าเราก็ควรจะเตือนให้แม่หนูได้ตระหนักถึงอะไรบางอย่างไว้บ้าง เธอไม่ควรหวังที่จะขอร้องในเรื่องสำคัญอย่างนี้ เพื่อความสนุกเลย ข้าน่ะอยู่ข้างท่านอยู่แล้วละเอียน เพราะข้ารู้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วว่า ชาวอังกฤษน่ะไม่เคยรักษาสัจจะกับใคร ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะพวกมันมีนิสัยเหมือนกษัตริย์ของมันนั่นแหละที่เปลี่ยนใจได้ทุกนาที ข้ามีความรู้สึกว่าผู้หญิงสองชื่อคนนั้นอาจจะให้คำมั่นสัญญากับเมียแพทริคจริง แต่เรื่องที่หวังให้มันรักษาสัญญาน่ะคงจะเป็นเรื่องยาก”เอียนพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ดังกล่าว สงสัยอยู่ในใจว่าเพราะเหตุใด คณะกรรมการสภาฯ จึงตกลงใจกันอย่างง่ายดายเช่นนี้ และสีหน้าของทุกคนก็ดูเปรมปลื้มยินดีเสียด้วย เมื่อเหลือบตามองหน้าน้องสะใภ้ก็เห็นเธอยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความปราโมทย์ ไม่ได้กังวลเลยว่าเพื่อนรักจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้หรือไม่เอียนสัมผัสความรู้สึกอยู่ว่ามันเป็นความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง ที่จะต้องปกป้องทุกคนในเผ่าให้มีความอยู่เย็นเป็นสุข แต่กระนั้น เขาก็คงไม่อาจปกป้องน้องสะใภ้ให้รอดพ้นจากความทุกข์ในการดำเนินชีวิตได้ เธอจะต้องเผชิญกับความผิดหวังในเรื่องนี้เพียงลำพัง แต่มันก็เป็นการดี เพราะถ้าเธอได้รับบทเรียนในครั้งนี้ แน่นอนที่ฟรานเซส แคทเธอรีน จะได้รู้เสียทีว่า ผู้ที่เธอจะมอบความไว้วางใจให้ได้ก็มีแต่คนในครอบครัวเดียวกันเท่านั้น“เอียน แล้วท่านจะส่งใครไปรับเขามาล่ะ” เกรแฮมเอ่ยถามขึ้น“ข้าจะเป็นคนไปเอง” แพทริคตอบออกไปทันที“ไม่ได้” เอียนส่ายหน้าอย่างไม่เห็น “หน้าที่ของแกจะต้องอยู่เคียงข้างเมีย เพราะขณะนี้เขาก็ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว ฉันจะเป็นคนไปเอง”“แต่ท่านเป็นหัวหน้าเผ่า” เกรแฮมคัดค้าน “เรื่องนี้ท่านมีหน้าที่ออกคำสั่ง...” แต่เอียนไม่ยอมปล่อยให้เขาพูดต่อจนจบ“จริง ๆ แล้วนี่มันเป็นเรื่องภายในครอบครัวของเรานะเกรแฮม ในเมื่อแพทริคทิ้งเมียไปไม่ได้ ข้าก็ต้องรับหน้าที่นั้น ซึ่งเรื่องนี้ข้าตัดสินใจแล้ว” เขาขมวดคิ้ว สีหน้าบอกให้รู้ว่าไม่ต้องการให้มีการทักท้วงเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก“โอ...จูดิธ เอลิซาเบธ คงจะดีใจมากทีเดียวที่เอียนเดินทางไปรับเขาด้วยตนเอง” ฟรานเซส แคทเธอรีนพลั้งออกมา แล้วก็หันไปยิ้มให้กับพี่สามีผู้เป็นหัวหน้าเผ่า “เขาจะไม่กลัวท่านหรอกเจ้าค่ะ และดิฉันก็ต้องขอขอบใจท่านอย่างมากที่รับภาระในการเดินทางครั้งนี้ จูดิธจะปลอดภัยแน่เมื่อเดินทางมาพร้อมกับท่าน”เอียนเลิกคิ้วสูงเมื่อได้ยินคำพูดประโยคสุดท้ายนั้น แต่แล้วก็ต้องถอนใจออกมา“ฟรานเซส แคทเธอรีน ฉันน่ะออกจะแน่ใจเลยนะ เขาไม่อยากมาหาเธอที่นี่หรอก ถ้าเขาไม่ยอมมาเธอจะให้ฉันบังคับเอาตัวมาเสียเลยไหมล่ะ”เนื่องจากเธอกำลังจับตามองหน้าเอียนอยู่ จึงมิได้เห็นสามีที่พยักพเยิดอยู่กับพี่ชาย“อย่านะเจ้าคะ ท่านอย่าไปบังคับเขาเด็ดขาด ถึงยังไงเขาก็ต้องการจะมาหาดิฉันอยู่แล้วละเจ้าค่ะ”ทั้งแพทริคและเอียนต่างเลิกล้มความพยายามที่จะเตือนเธอว่าไม่ควรจะตั้งความหวังให้สูงส่งจนเกินไปนักเกรแฮมขอร้องให้ฟรานเซส แคทเธอรีน ออกจากที่ประชุม แพทริคจึงจับข้อมือพาเธอเดินตรงไปยังประตูหญิงสาวรีบร้อนที่จะออกจากที่ประชุมแห่งนี้เสียโดยเร็ว เพื่อที่จะได้กอดสามีและขอบคุณที่เขายืนต่อสู้เคียงข้างเธอตลอดเวลา อยากจะบอกเขาด้วยว่าเธอดีใจเหลือเกินที่ได้แต่งงานกับผู้ชายที่แสนดีอย่างเขา แม้เธอจะแน่ใจว่าเขาต้องรู้ในเรื่องอย่างนี้แล้ว แต่เธอก็ยังอยากจะพูดอยู่ดี ก็มีคำกลัวกล่าวไม่ใช่หรือว่า สามีนั้นต้องการให้ภรรยาชมเชยในความสามารถของเขาบ้างในบางครั้ง...เธอขึ้นมาเกือบจะถึงบันใดขั้นสุดท้ายอยู่แล้ว ตอนที่ได้ยินเกรแฮมเอ่ยชื่อ “มาคลีน” ออกมา มันทำให้เธอหยุดชะงักและเงี่ยหูฟังอยู่ แพทริคพยายามจะดึงมือเธอออกจากห้องโถงนั้น แต่ฟรานเซส แคทเธอรีน แกล้งแตะรองเท้าให้หลุดกระเด็นออก และขอร้องให้สามีช่วยเก็บให้ เธอไม่สนใจเลยถ้าในตอนนี้เขาจะตำหนิเรื่องความซุ่มซ่าม เธอต้องการรู้ว่าขณะนี้ที่ประชุมกำลังปรึกษาหารือกันด้วยเรื่องอะไร เพราะน้ำเสียงของเกรแฮมบอกความเคืองขุ่นไม่น้อยบรรดาคณะกรรมการที่เข้าร่วมประชุม ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจกับเธอเลย ดันแคนกำลังพูดอยู่ว่า“ข้าขอต่อต้านการที่เราจะสร้างความสัมพันธ์กับดันบาร์ในทุกรูปแบบ เราไม่จำเป็นต้องรับความช่วยเหลือจากคนพวกนั้น” เขาตะโกนกราดเกรี้ยวในตอนท้าย“ก็แล้วถ้าดันบาร์เกิดไปเป็นสัมพันธมิตรกับมาคลีนเข้าล่ะ” เอียนย้อนถาม น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความโมโห “ข้าว่าท่านน่ะอย่าไปอาฆาตแค้นกับเรื่องในอดีตอีกต่อไปเลยดันแคน เรามาคิดถึงเรื่องวันข้างหน้ากันดีกว่า”“ก็ทำไมมันจะต้องเป็นดันบาร์ด้วยเล่า” วินเซนท์เอ่ยขึ้นบ้าง “เราก็รู้อยู่ว่าเผ่านั้นน่ะ มันลื่นอย่างปลาไหลแล้วก็มีเล่ห์เหลี่ยมเหมือนพวกอังกฤษไม่มีผิด ข้าไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้หรอก...ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน”เอียนพยายามใช้ความอดทน ควบคุมอารมณ์ร้ายของตนเองไว้อย่างสุดความสามารถ“ท่านจะต้องเข้าใจว่าเผ่าดันบาร์นั้นอยู่ระหว่างมาคลีนกับเรา ถ้าเราไม่ยอมเป็นพันธมิตรกับเขา แน่นอนที่พวกเขาจะต้องหันไปหาไอ้ระยำมาคลีนนั่นเพื่อป้องกันตัวเอง เราจะยอมให้มันเป็นยังงั้นไม่ได้ ตรงนี้มันเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่เราจะต้องเลือกว่า จะเอาอย่างดีหรือย่างเลว”ฟรานเซส แคทเธอรีน ไม่อาจยืนฟังต่อไปได้ เนื่องจากแพทริคได้ช่วยสวมรองเท้าให้เรียบร้อยแล้ว และกระตุ้นให้เธอออกเดินอีกครั้ง