ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 4
“ท่านอา ท่านอา มาเล่นกับข้าหน่อย”
กำลังจะขยับมานั่งตัวให้ตรงก็พอดีมีเด็กน้อยสองคนน่าจะอายุแค่สองสามขวบจ้ำม่ำน่าฟัดมากวิ่งเข้ามาหาเฟยลี่ เขาเห็นดังนั้นก็หัวเราะร่าคว้าตัวเด็กน้อยทั้งสองหิ้วเข้าเอวคนละข้างแล้ววิ่งปรู๊ดไปอย่างรวดเร็วทำให้เด็กน้อยหัวเราะเอิ๊กอ๊ากเสียงดัง
ไม่นานนักก็มีคนเข้ามาเพิ่มจนในที่สุดใต้เท้าเฉิงก็บอกให้ทุกคนมานั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งนำมาเรียงล้อมกันเป็รูปตัวยู
อาหลิวรู้สึกเก้อเขินที่ตัวเองต้องนั่งตรงที่เด่นที่สุดโดยคนที่นั่งอยู่ข้างๆกันคือคุณหนูเล็กเฉิงลี่หลินนั่นเอง พอหันไปนางก็ยิ้มแฉ่งให้อาหลิวก่อนที่จะกลับไปทำหน้าตาเศร้าสร้อยเช่นเดิมอาหลิวสังเกตเห็นว่าใต้ตาของนางออกจะช้ำไม่น้อย อย่างกับคนร้องไห้มาทั้งคืน
ถัดจากโต๊ะของใต้เท้าและฮูหยินเฉิงก็เป็ลุงหวังกับป้าฮุ่ยส่วนฝั่งที่อยู่ตรงข้าม เป็คู่หญิงชายสองคู่ ปลายแถวก็เป็เฟยลี่
“พระสนม...”
ผู้ชายคนที่นั่งใกล้ที่สุดเอ่ยขึ้นคุณหนูเล็กกำลังเหม่ออยู่จึงไม่ตอบ ชายคนนั้นจึงเรียกขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องเล็ก”
คราวนี้คุณหนูเล็กลี่หลินหันไปตามเสียงเรียก“พี่ใหญ่ เรียกลี่หลินหรือ”
“เ้าเอาแต่เหม่อที่นี่มีแต่ของชอบของเ้าทั้งนั้น ไม่รีบกินหรือ ผิดวิสัยของเ้านัก”
คุณชายใหญ่ผู้มีร่างกายกำยำเช่นเดียวกับใต้เท้าเฉิงพูดออกไปด้วยความเอ็นดู จากนั้นผู้หญิงที่นั่งข้างๆจึงส่งขนมน่าอร่อยให้เด็กน้อยจ้ำม่ำคนละชิ้นเด็กทั้งสองเดินเตาะแตะมาที่คุณหนูเล็กแล้วยื่นให้นาง
“ขนมไส้พุทรา ของชอบของเ้ามิใช่หรือข้าลงมือทำเองเชียวนะ”
ผู้หญิงหน้าสวยคนนั้นเอ่ยขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มละมุนขับให้นางสวยมากขึ้นไปอีก คุณหนูเล็กรับขนมมาจากเด็กน้อยแล้วก็หยิกแก้มพวกเขาเบาๆอย่างเอ็นดู
“ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่เ้าค่ะ”
“เ้าก็ชิมสักชิ้นสิอาหลิว”นางยื่นขนมมาให้อาหลิวบ้าง อาหลิวไม่รู้จะเรียกนางว่าอะไรดีก็เลยทำได้แต่ขอบคุณเท่านั้น
“น้องเล็ก เ้าลองชิมขาหมูตุ๋นของข้าบ้างรึยัง”
“ลองสักหน่อยสิลี่หลินถ้ามียาพิษก็บอกด้วย พี่รองจะได้ระวังไว้”
คราวนี้เป็ชายหญิงอีกคู่พูดขึ้นมาบ้างอย่างอารมณ์ดีคุณชายรองผิวขาวหมดจดหน้าตาออกไปทางฮูหยินเฉิงเสียมากกว่าร่างสูงโปร่งแม้จะกำยำไม่เท่ากับคุณชายใหญ่แต่ก็ภูมิฐานไม่น้อยส่วนสะใภ้รองผิวพรรณสดใสรูปร่างอรชรอ้อนแอ้นดูแล้วมีเสน่ห์มากทีเดียว
การหยอกล้อกันเมื่อครู่เรียกร้อยยิ้มจากคุณหนูเล็กและเสียงหัวเราะจากคนรอบข้างได้ไม่น้อยถึงสะใภ้รองจะส่งตาขวางมาที่สามีของนางแต่ก็อดที่จะหัวเราะตามไม่ได้
คุณหนูเล็กคลายความเศร้าหมองลงบรรยากาศจึงเริ่มครึกครื้นขึ้นได้บ้าง อาหลิวรู้สึกได้ว่าครอบครัวนี้อบอุ่นทีเดียวทุกคนรู้ว่าคุณหนูเล็กจะต้องจากบ้านเข้าวังสายตาของพี่น้องหรือแม้กระทั่งสะใภ้ทั้งสองต่างก็สงสารอาดูร
แต่เพราะว่าน้องเล็กนั้นเศร้ามากอยู่แล้วมิอยากไปเพิ่มความเศร้าให้นางมากขึ้นไปอีก อย่างไรเสียเื่นี้ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยพากันชวนนางคุย หยอกล้อเล่นกันเสียงดังสนุกสนาน
“อาหลิวเ้าไม่ค่อยได้มาตึกใหญ่ ทำงานอยู่แต่ที่หน่วยลับอาจจะไม่คุ้นเคยกับลี่หลินเท่าใดนัก แต่อีกหน่อยก็ต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันถ้าอย่างไรข้าขอฝากนางด้วยก็แล้วกัน”
ใต้เท้าเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงกังวาลพร้อมกับยกเหล้าขึ้นมาจอกหนึ่งดื่มให้กับอาหลิวอาหลิวซึ่งยังไม่คุ้นกับธรรมเนียมสักเท่าใด ยกจอกชาขึ้นมาดื่มบ้างด้วยความเลิ่กลั่กคิดว่านี่คงจะคล้ายๆกับการขอชนแก้วล่ะมั้ง
“ข้า! เฉิงเฟยหย่าเป็พี่ชายคนโต ขอฝากน้องสาวให้เ้าดูแลด้วย!”
คราวนี้เป็คุณชายใหญ่ที่ยกจอกให้อาหลิวเสียงที่เปล่งออกมานั้นหนักแน่นดุจทหารกำลังสั่งการ
“ข้าทำงานที่สำนักอักษรและศิลปะอยู่ไม่ห่างจากวังหลวงนัก หากมีเื่อันใด เ้าสามารถไปขอความช่วยเหลือได้ทุกเมื่อแจ้งเด็กรับใช้ว่ามาหาเฉิงเฟยิ เดี๋ยวเขาจะมาตามข้าเอง ถ้ายังไงข้าขอฝากน้องเล็กด้วย”
คุณชายรองพูดจาเนิบนาบแต่เมื่อยกจอกขึ้นมาแล้วก็กระดกอย่างรวดเร็ว คราวนี้ก็มาถึงเฟยลี่แล้ว ดูเหมือนเขาไม่ได้เตรียมมาว่าจะพูดอะไรได้แต่เลิกคิ้วนิดหน่อย เนิ่นนานกว่าจะคิดออก ยกจอกเหล้าขึ้นมาแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“น้องเล็กไม่เคยกลัวสิ่งใดนอกจากเสียงฟ้าร้องกับคนใจร้ายโปรดปรานขนมหวานและการเที่ยวเล่นเป็ที่สุด เมื่อไม่มีพี่ชายอย่างข้าคอยพาไปไหนต่อไหนอีกแล้วก็ต้องขอให้เ้าเป็เพื่อนเล่นกับนางแทนข้าด้วย”
พูดจบเฟยลี่ก็ยกจอกเหล้าเข้าปากเนื้อความเหมือนพูดแบบขำๆ แต่อาหลิวฟังแล้วรู้สึกซึ้งใจนักแอบเหลือบมองไปที่คุณหนูเล็ก นางได้ยินแล้วก็น้ำตารื้นขึ้นมา น่าสงสารจับใจ
งานเลี้ยงดำเนินไปอีกสักพักก็ต้องแยกย้ายพรุ่งนี้คุณหนูเล็กจะต้องเข้าวัง มีอีกหลายสิ่งที่ยังต้องจัดเตรียมอาหลิวเองก็เช่นกัน ยังอ่านตำราไม่จบเลยเหลืออีกตั้งเยอะ
อาหลิวกลับเรือนนอนมาอ่านตำราต่อคิดว่าอย่างไรก็คงจะจำไม่หมด แต่ก็ต้องเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด
จากตำราคู่มือของขันทีทำให้รู้ว่าแท้จริงแล้วชีวิตของพวกเขาไม่ง่ายเลยโดยหลักแล้วจะต้องทำงานคล้ายนางกำนัลรับใช้คนในวังเพียงแต่มักจะเป็สิ่งที่ผู้ชายทำ เช่น งานใช้แรง งานเฝ้ายาม งานก่อสร้าง เป็ต้น
อาหลิวอ่านตำราเรื่อยไปจนฟ้ามืดสายตาล้าเลยเผลอหลับไป นานเท่าใดก็ไม่รู้ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่มีบางอย่างมากระทบหัวเบาๆ
“อาหลิว! อาหลิว!”
อาหลิวลืมตาตื่นขึ้นมองซ้ายมองขวาก็ไม่เห็นใคร จนกระทั่งมีอะไรสักอย่างเล็กๆโยนใส่หัวอีกครั้งสิ่งนั้นถูกปามาจากนอกหน้าต่างที่เปิดอยู่ด้านขวามืออาหลิวเลยต้องลุกขึ้นแล้วชะโงกหน้าออกไปดู บัดนี้ข้างนอกเงียบสงัดแม้แต่เสียงแมลงก็ไม่มี อาหลิวชะเง้อมองไปด้านซ้าย ก็ไม่เห็นมีใครจึงหันหน้ากลับมาดูด้านขวา
“แฮร่!!”
“กรี๊ดดดดดด!!”
อะไรก็ไม่รู้ดำๆอยู่ก็โผล่พรวดขึ้นมา รูปร่างที่น่าจะเป็ส่วนหัวมันใหญ่โตผิดมนุษย์เครื่องหน้าก็ไม่มี เห็นแต่สีดำๆ โครตน่ากลัว!
อาหลิวใจนแทบสิ้นสติร้องกรี๊ดเสียงดังจนนกแถวนั้นใบินหนีกันจ้าล่ะหวั่น ใครจะรู้ว่าสิ่งที่ ิเหมือนจันทร์ กลัวที่สุดคือสิ่งเร้นลับที่เรียกว่าผี แม้จะไม่เคยเจอกับตัว แต่ความหลอนกับการมโนของเธอนั้นไม่เคยเป็ที่สองรองใคร
อาหลิวหลบเข้าไปในห้องหายใจหอบแฮ่กๆยกมือขึ้นมามาพนมแล้วบ่นพึมพำกับตัวเอง
‘พุทโธธัมโม สังโฆ สัพเพ สัตตา อยู่ที่นี่ไม่รู้จะทำบุญไปให้ยังไงขออย่าได้มาหลอกหลอนกันเลยนะ! สาธุๆ โอมเพี้ยง! งือออออออ’
“เ้าทำอะไรน่ะ”
“ว้ากกกกกก!!”
อีผีหน้าดำๆชะโงกหน้าเข้ามาทางหน้าต่างด้วย!กรี๊ดดดดดด!
อาหลิวถอยห่างจากหน้าต่างแล้วเอามือมาปิดหน้าทันทีร้องไห้แล้วน้าไอ้ผีบ้า....ฮือออออ
“ฮ่าๆๆๆ”
.............
.............
.............
หืม? เสียงหัวเราะหรือ?
เพราะยังไม่กล้าดูเต็มตาอาหลิวก็เลยค่อยๆ แยกนิ้วที่ปิดหน้าไว้ออกจากกันช่องว่างระหว่างนิ้วเผยให้เห็นผีหน้าดำที่อยู่ตรงหน้า มีส่วนหัวเป็ตระกร้าั้แ่คอลงมาคือร่างของคนที่กำลังเท้าเอวอยู่
“คุณชายสี่!!”
“ฮ่าๆ ข้าเอง”
อาหลิวเอามือลงก็เห็นคุณชายสี่ที่ใส่ชุดเมื่อกลางวันและมีตระกร้าสีดำครอบหัวยืนเท้าเอวกำลังหัวเราะลั่นอยู่นอกหน้าต่าง
อีตาเฉิงเฟยลี่!อีบ้า! อีคนผีทะเล! นิสัยไม่ดี! ขอให้ชาตินี้ได้เมียหน้าเหมือนตระกร้า! โมโหเว้ยยย!ฮึ่ยๆๆ
ในขณะที่อาหลิวทำท่าฟึดฟัดอัดอั้นกับตัวเองเฉิงเฟยลี่ก็เอาตระกร้าออกจากหัว แล้วอยู่ๆก็ปีนข้ามหน้าต่างเข้ามาเฉยเลย เดี๋ยว!นี่มันห้องของสาวโสดและซิงนะยะ! อยู่ๆจะเข้ามาได้ยังไงเนี่ย!
กระนั้นเฉิงเฟยลี่ก็หาได้สนใจอาหลิวไม่มองสำรวจห้องไปเรื่อย จากนั้นก็ไปสำรวจที่โต๊ะเขียนหนังสือ พลิกดูตำราที่อาหลิวกำลังอ่านไปมาจนในที่สุดเขาก็หันมาพูดธุระเสียที
“โห...ห้องของเ้าเป็ระเบียบขึ้นเยอะเลยนี่อาหลิว คืนนี้เดือนเพ็ญ เราออกไปเดินเล่นกันเถอะ”
“ไม่ไปข้าต้องอ่านตำราให้จบ”
“นี่...เ้าโกรธข้าหรือไงฮะ?”
เออ! โกรธเว้ย! โกรธมากด้วย!
เฉิงเฟยลี่เห็นอาหลิวไม่ตอบแต่ยังคงทำหน้ามุ่ย เขาทำท่ายักคิ้วยักไหล่ แล้วอยู่ๆก็เข้ามากอดคอแถมทิ้งน้ำหนักแขนลงมาอย่างไม่เกรงใจอีกด้วย มันหนักนะ!
แม้อาหลิวจะตัวสูงใหญ่กว่าผู้หญิงแถวนี้แต่ก็ยังคงตัวเล็กกว่าเฉิงเฟยลี่มากอยู่ดี ตอนนี้อาหลิวก็เลยเหมือนกับได้เข้าไปซบอยู่ในอกของเฉิงเฟยลี่อย่างไม่ตั้งใจ
“อ่ะๆ ข้าขอโทษก็ได้ไม่คิดว่าเ้าจะใถึงเพียงนั้นปกติไม่เห็นจะขวัญอ่อนเลยนี่หน่า...เอาหน่า...ข้าขอโทษแล้วไง ขี้ใจน้อยไปได้หายโกรธสักที แล้วไปเดินเล่นกับข้าซะ”
ด้วยน้ำหนักแขนที่ทิ้งลงมามากขึ้นเลยทำให้อาหลิวเริ่มคิดได้ว่านี่มันใกล้ชิดเกินไปแล้วรึเปล่านะ เฉิงเฟยลี่!นี่ข้าเป็ผู้หญิงนะยะ! ลืมไปแล้วหรือไง!
“ข้า...ข้าต้องอ่านตำราจริงๆ”
“.....”
อ้าว...เงียบไปซะงั้นอาหลิวเลยเงยหน้าขึ้นมาดู ก็บังเอิญที่เฉิงเฟยลี่มองลงมาพอดี และตอนนี้สีหน้าของเฉิงเฟยลี่ไม่ทะเล้นบ้าบอเหมือนเมื่อกี้แล้ว
‘อะไร?อยู่ๆก็ทำหน้าเข้มขึ้นมาเฉยเลยอ่า’
“พรุ่งนี้เ้าต้องเข้าไปอยู่ในวังหลวงแล้วอีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้กว่าข้าจะสอบเข้ากรมโยธาได้ ข้ามีของอยากจะให้เ้าั้แ่คืนก่อนแล้วรบกวนเวลาไม่นานหรอก ไปเดินเล่นกับข้าเถอะนะ”
ตอนนี้ที่อกข้างซ้ายของอาหลิวเหมือนจะมีเสียงตึกตักๆ เบาๆ แหม...ก็เวลาเฉิงเฟยลี่ทำหน้าจริงจังแบบนี้แล้วยิ่งได้เห็นใกล้ๆในระยะประชิดอีก เขาเองก็หล่อใช้ได้อยู่นะเนี่ย
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน