ท่ามกลางเสียงโต้แย้งของทั้งสี่คนที่ยังหาข้อยุติไม่ได้คาร์ลซึ่งยืนฟังอยู่เงียบๆเห็นดวงตะวันคล้อยต่ำลงใกล้จะค่ำแล้วก็เป็ห่วงความปลอดภัยของแคเรนเขาจึงตัดสินใจกล่าวแทรกขึ้นเสียงดัง
“ถ้ามีคำสั่งจากองค์ราชินี ข้าก็ยินดีจะปลิดชีวิตตัวเอง”
คำพูดหนักแน่นของคาร์ลทำให้ทั้งสี่คนหยุดชะงักเลิกเถียงกันก่อนหันไปมองคาร์ลที่กำลังยืนชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าเป็ตาเดียวคาร์ลไม่ได้สะทกสะท้านแค่กล่าวสีหน้าเรียบ
“นี่จะค่ำแล้วเราควรจะรีบออกจากฐานของศัตรูก่อนดีมั้ย”
ไกอัสกับเกร็นมองดูท้องฟ้าก็ยอมยุติเื่เอาไว้ก่อนคาร์ลเดินถือผ้าคลุมมาคืนให้เกร็น เขารับมาแต่สายตายังลอบสังเกตคาร์ลอยู่ตลอดเกร็นใช้พลังควบคุมโลหะวิสทานัมให้กลับมาเคลือบผ้าคลุมเอาไว้แบบเดิมก่อนสวมมันแล้วเดินนำหน้าคาร์ลไป
ทั้งหมดเดินทางออกจากประตูสุสานซึ่งเป็ฐานของกองทัพะแคเรนมองสำรวจซ้ายขวาเห็นม้าเพียงสองตัวที่ยืนอยู่นอกฐานก็ถามขึ้นอย่างแปลกใจ
“พวกท่านพาม้ามาสองตัวเองหรือ”
“ใช่ครับไม่รู้ว่าจะมีคนมาเพิ่ม” ไกอัสตอบเธอ
“แล้วผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองของอาณาจักรครอสวูดมาได้ยังไง”
“ที่จริงสองคนนั้นมาทางเรือข้าให้คนของตระกูลเซาธ์เทินเบิร์กที่แฝงตัวอยู่ในอาณาจักรครอสวูดช่วยหามาให้น่ะ”
เกร็นตอบก่อนจะควบคุมให้ผ้าคลุมเปลี่ยนเป็โล่ล่องหนวางนอนลงกับพื้นแล้วพูดอย่างภูมิใจ
“ข้าควบคุมผ้าคลุมให้ลอยพาขึ้นเขาข้ามชายแดนจากตรงนี้ไปเลยก็ได้แต่ข้าต้องนำทางพวกเ้า เพราะงั้นพวกเ้าติดหนี้ข้า”
“ถ้าทำได้ขนาดนั้นทำไมตอนท่านหญิงเกือบโดนผ้าคลุมโยนใส่ ไม่ใช้พลังควบคุมผ้าคลุมเอาไว้ล่ะ”ทากัสถามขึ้นทำให้เกร็นหุบยิ้ม เขาอ้ำอึ้งตอบไม่ได้
“ควบคุมได้แค่ในระยะใกล้หรือ”ไกอัสถามย้ำขึ้นเมื่อเห็นเกร็นเงียบไป
“ส่วนใหญ่ถ้าไม่ใช่ตระกูลที่ใช้อาวุธลับระยะไกลก็มักจะควบคุมได้อย่างน้อยในระยะร้อยเมตรไม่ใช่หรือ” ทากัสถามพลางหรี่ตามองอีกฝ่ายทำให้เกร็นเริ่มรู้สึกกดดันมากขึ้น
ไกอัสกับทากัสพอจะคาดเดาได้ว่าเกร็นทำแบบนี้เพื่อทดสอบคาร์ลเขาคงจะไปสะกิดใจอะไรเข้าเมื่อเห็นใบหน้าของคาร์ลที่ละม้ายคล้ายกับดอว์นมากเพียงแต่ผอมแห้งกว่าเท่านั้นแต่การทดสอบนี้ก็ทำให้รู้ได้ด้วยว่าคาร์ลจงรักภักดีต่อแคเรนและราชวงศ์แอนเชสก้าขนาดไหน
หลังจากเงียบอยู่นานเกร็นก็เปลี่ยนเื่คุย“เอาเป็ว่าข้าให้คนเตรียมเรือรอเอาไว้แล้วพวกเ้าแค่ต้องควบม้าไปที่ท่าเรือให้ได้ จะแบ่งนั่งหลังม้ากันยังไงก็ตามใจ ข้าล่วงหน้าไปก่อนล่ะ”
กล่าวจบเกร็นก็ะโขึ้นไปบนโล่ล่องหนแล้วบินหายวับไปบนถนนลูกรังท่ามกลางความมืดสลัวยามราตรีที่กำลังเข้าปกคลุมดินแดนครอสวูดอย่างเงียบเชียบ
ไกอัสส่ายหัวก่อนยื่นมือมาทางแคเรนท่าทางเขินๆ เขากล่าวกับเธอเสียงเบาเหมือนไม่มีความมั่นใจนัก
“เชิญท่านหญิงไปกับข้าได้หรือไม่”
ทากัสเบิกตากว้างอย่างใกับพัฒนาการในการชักชวนผู้หญิงของเพื่อนในขณะที่คาร์ลยืนนิ่งเงียบรอดูปฏิกริยาตอบรับของแคเรน แคเรนหันไปมองหน้าคาร์ลท่าทางเป็กังวล
คาร์ลเพียงแต่พยักหน้าให้ก็ช่วยสร้างความอุ่นใจให้แคเรนได้มากเธอตัดสินใจยื่นมือให้ไกอัส เขาจูงมือเธอเดินมาหยุดข้างๆ ม้าแล้วะโขึ้นหลังม้าก่อนดึงมือเธอให้ขึ้นนั่งห้อยขาข้างหน้าเขาอย่างนุ่มนวลจากนั้นจึงควบม้าวิ่งตามหลังเกร็นไป
ตอนนี้เหลือเพียงทากัสที่ยืนอยู่กับคาร์ลสองคนทากัสมองหน้าคาร์ลเป็เชิงถาม คาร์ลจึงเดินไปะโขึ้นหลังม้าก่อนทากัสเห็นท่าทางคล่องแคล่วของคาร์ลก็พูดทีเล่นทีจริง
“คิดว่าจะให้ข้าช่วยดึงมือขึ้นไปนั่งเหมือนท่านหญิงเสียอีก”
“ข้าไม่ใช่สตรีไม่ต้องนอบน้อมขนาดนั้นหรอก”
“รู้แล้วน่า”ทากัสใช้คำพูดราวกับรู้จักกับคาร์ลมานาน“อย่าคิดว่าข้าจำตอนที่เราถูกลักพาตัวไม่ได้นะ ให้ตายสิ”
“ตอนถูกลักพาตัวงั้นหรือเ้าจำเื่ที่ท่าเรือตะวันตกได้ด้วยหรือ”
“ว่าแล้วเชียวว่าคนในตอนนั้นคือท่านไม่ใช่ดอว์น แม้แต่คนร้ายยังเข้าใจผิดเพราะหน้าพวกเ้าสองคนคล้ายกัน”
“ตอนนั้นดอว์นตามท่านชาร์ลส์ไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลวอเตอร์พรูฟเป็ครั้งแรกข้าอยู่ในปราสาทกับท่านหญิงก็เลยถูกเข้าใจผิด”
“ตอนนั้นพวกท่านพ่อไปคุ้มกันองค์ราชินีที่ไปเยือนคฤหาสน์ตระกูลวอเตอร์พรูฟต่างหากพวกกองทัพะเลยฉวยโอกาสลอบเข้ามาลักพาตัวบุตรชายของตระกูลอัศวินสามคนและท่านไปจากปราสาทดีนะที่พวกเรากลับมาทันก่อนที่จะกลายเป็เื่ใหญ่โต”
“เป้าหมายของพวกมันตอนนั้นคือท่านหญิงแคเรนไม่ใช่พวกเ้า”
“โชคดีที่ท่านช่วยนางไว้ไม่ใช่หรือท่านใช้พลังควบคุมโลหะวิสทานัมได้ั้แ่ตอนนั้นแล้ว ถึงช่วยให้พวกเรารอดมาได้โดยที่เื่ไม่ไปถึงหูพวกท่านพ่อน่ะ”ทากัสแย้งขึ้นก่อนจะถอนหายใจออกมา “น่าเสียดายที่ไกอัสจำท่านไม่ได้”
“ไม่ใช่แค่ไกอัสหรอกแม้แต่อีริคก็จำข้าไม่ได้”
“ข้าเห็นพลังของท่านก็จำได้ทันทีแต่ตอนได้เจอดอว์นข้ากลับไม่รู้สึกสนิทใจด้วย”
“ไม่เจอกันตั้งห้าปีไม่คิดเลยว่าเ้าจะยังจำข้าได้”
“เพราะตอนเจอดอว์นเขายังใช้พลังไม่ได้เลยข้าก็เลยเดาว่าท่านอาจเป็เด็กต้องห้ามของตระกูลเวนดีสท่านไม่ลำบากใจหรือที่ต้องทำงานอยู่ในปราสาท ท่านอาจถูกจับได้ทุกเมื่อเลยนะ”
“ข้าต้องปกป้องท่านหญิง”
“พวกท่านดูผูกพันกันมากท่านหญิงเชื่อใจท่านมากกว่าไกอัสเสียอีก”
“ไม่แปลกหรอกเพราะข้าอยู่กับนางมาสิบปีแล้ว ก็เหมือนกับเป็พี่ชายของนางล่ะมั้ง”
“ถึงอย่างนั้นก็เถอะถ้าองค์ราชินีจะเอาชีวิตท่าน ท่านหญิงก็ปกป้องท่านไม่ได้หรอก ท่านมาทำงานที่คฤหาสน์สตรองวอลล์ดีกว่าเราเป็ตระกูลทหารอยู่เขตชายแดน องค์ราชินีไม่ค่อยเสด็จมาเยือนเท่าไร”
“ไม่ทันแล้วล่ะเื่ถึงตระกูลเซาธ์เทินเบิร์กแล้ว”
“เกร็นไม่ได้คิดร้ายอะไรหรอกเมื่อครู่ข้าดูออกว่าเขาแค่ทดสอบความภักดีของท่าน”
“ก่อนที่ท่านหญิงจะถูกลักพาตัวข้าใช้พลังไปครั้งหนึ่งแล้ว บางทีอาจมีหน่วยข่าวกรองของตระกูลดาทนอร์ธเห็นเข้าแล้วก็ได้เมื่อไรที่องค์ราชินีรู้เื่เข้า ข้าคงต้องทำตามคำพูดที่ให้ไว้”
“ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพวกเขาต้องเห็นท่านเป็ภัยคุกคามขนาดนั้นด้วย”
“ถ้าข้าตกอยู่ในมือของราชวงศ์มอนเฟอร์เลสข้าจะมีความสามารถควบคุมโลหะวิสทานัมและเป็ะแต่อยู่ภายใต้การควบคุมของราชินีลอเรไลน์แห่งครอสวูดซึ่งครอสวูดอาจใช้ข้ารุกรานอาณาจักรลอฟท์เรีย เหตุผลแค่นี้พอหรือไม่”
“ท่านนั่นแหละพอเถอะพูดซะข้าเครียดไปหมดแล้วเนี่ย” ทากัสกล่าวพลางะโขึ้นม้าซ้อนหลังคาร์ลก่อนจะควบม้าให้วิ่งฝ่าความมืดตามหลังพวกไกอัสไป
เกร็นไปถึงท่าเรือก่อนเป็คนแรกดวงจันทร์เริ่มเด่นชัดบนท้องฟ้าบ่งบอกว่ายามราตรีมาถึงแล้วโชคดีที่ท้องฟ้าสดใสไม่มีเมฆฝน เกร็นะโลงจากโล่ล่องหนแล้วจึงควบคุมโล่ให้ม้วนกลับมาเป็ผ้าคลุมเขาหยิบผ้าคลุมสีน้ำตาลเข้มมาสวมเอาไว้ช่วยพรางตัวในความมืดได้ดี
ถึงจะบอกว่าเป็ท่าเรือแต่ไม่ใช่ท่าเรืออย่างเป็ทางการ มันเป็แค่สะพานไม้เล็กๆที่ยื่นจากพื้นดินออกไปริมน้ำพอให้เดินไปลงเรือที่จอดเทียบอยู่ได้เท่านั้นท่าเรือนี้เกร็นให้คนของตระกูลเซาธ์เทินเบิร์กที่แฝงตัวอยู่ในอาณาจักรครอสวูดสร้างเอาไว้เพราะทำเลสะดวกที่จะเดินทางข้ามชายแดนระหว่างอาณาจักรครอสวูดและอาณาจักรลอฟท์เรียโดยไม่เป็ที่สังเกตของศัตรูได้
เรือที่หามาได้เป็เรือไม้ที่สร้างขึ้นให้คล้ายกับเรือของหมู่บ้านชาวประมงซึ่งอยู่ในละแวกนี้ขนาดเรือไม่เล็กไม่ใหญ่มีพื้นที่พอให้โดยสารได้ราวเจ็ดคน และมีห้องสี่เหลี่ยมมุงหลังคาที่กินพื้นที่ประมาณครึ่งลำเรือเกร็นเดินไปลงเรือก่อนเป็คนแรกพลางมองฝ่าความมืดเพื่อหาร่องรอยของพวกไกอัสที่กำลังตามหลังมา