ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    อันนี้แหละอาวุธของข้า 4

    “พวกเจ้ากลับห้องไปพักผ่อนเถอะ ที่นี่ให้จือเหลียงอยู่คนเดียวก็พอ” ซูเจินบอกสองสาวใช้ให้กลับห้องไป พวกนางย่อตัวลงแล้วถอยออกจากห้องไป

    “อ่า...ใจเย็นๆสิ” ซูเจินดุเจ้าปลาทองน้อยเบาๆ แล้วปล่อยมันออกมาจากห้วงจิตวิญญาณของนาง มันเอาแต่ดิ้นไปดิ้นมาอยากจะออกมาอยู่ตลอด หลังจากออกมาแล้วมันก็แหวกว่ายไปมากลางอากาศ ดูเหมือนมันจะไม่ค่อยชอบอยู่ภายในห้วงจิตวิญญาณเท่าไหร่

    “เอากล่องที่ข้าฝากไว้ออกมาหน่อย”

    “ขอรับ” จือเหลียงเอากล่องไม้มาวางไว้ตรงหน้านายหญิง “นี่คือ?...”

    “หญ้าซ่อนเร้นกับใบน้ำค้างเขียว ใช้ในการปรุงยาบางชนิดแต่คนไม่ค่อยใช้กันนักเพราะมันยากที่จะกะปริมาณที่ถูกต้อง จึงหันไปใช้สมุนไพรบางอย่างแทน แต่พวกมันจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าและไม่มีผลข้างเคียง” ซูเจินบอก แล้วหยิบหญ้าซ่อนเร้นออกมาเล็กน้อย

    “พวกมันหาได้ไม่ยากนัก มักจะอยู่ในบริเวณที่มีหมอกหนาทึบตลอดปี ความยากของมันคือการเก็บต่างหาก ราคาจึงสูงอยู่สักหน่อย” ซูเจินหมุนมันไปมา แต่ร้านเช่นนั้นกลับมีพวกมัน ชายชราผู้นั้นเป็นใครกันแน่นะ

    “นายหญิงจะเอาพวกมันมาทำอะไรหรือขอรับ?”

    “ข้าจะเอาพวกมันมาปรุงยากดพลัง เจ้าเองก็คงจะพอดูออกว่าข้ามีพลังค่อนข้างสูง แม้ข้าจะรู้วิธีลดทอนพลัง แต่ก็ใช้ได้เพียงระยะเวลาสั้นๆ หากเจอผู้ที่มีพลังเหนือกว่าไม่นานความก็ต้องแตกแน่”

    “ด้วยอายุของข้าตอนนี้ มันแปลกเกินไปที่จะมีระดับพลังอยู่ในขั้นนี้” ซูเจินกล่าวต่อ

    “ยังต้องใช้สมุนไพรตัวอื่นอีกใช่หรือไม่ขอรับ?”

    “ถูกต้อง” คุยกับคนฉลาดมันก็ดีแบบนี้ไม่ต้องพูดอะไรมากก็เข้าใจได้ “ข้าอยากจะให้คนของเราหาสมุนไพรมาให้ข้าอีกสามตัวคือ เปลือกต้นหนาม รากนางหอม และต้นถ่าน สองอย่างแรกน่าจะหาไม่ยากเท่าไหร่ ให้ลองหาดูตามหอประมูล ส่วนต้นถ่านก็ลองหาดูหน่อย มันเป็นพืชที่ค่อนข้างหายากและไม่ค่อยนำมาขาย ไม่เจอก็ไม่เป็นไร”

    “ขอรับ แล้วท่านต้องการมากน้อยแค่ไหน?”

    “ไม่ต้องมากนักอย่างละสิบเหลี่ยง[1]ก็พอ ได้เร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี หลังสอบเสร็จผู้ที่สอบผ่านจะต้องเดินทางไปสำนักสวรรค์ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศเหนือ หากได้ก่อนจะเข้าเขตสำนักจะดีมาก กำชับพวกเขาหน่อยก็แล้วกัน” เขตสำนักศึกษาคงมีผู้มีพรสวรรค์อยู่เยอะแยะเต็มไปหมด ไหนจะเหล่าอาจารย์อีก เข้าไปได้ไม่นานต้องความแตกแน่

    “เข้าใจแล้วขอรับ”

    “จือเหลียงได้อะไรมาจากร้านเมื่อกี้บ้าง ไหนเอามาให้ข้าดูหน่อย”

    “ขอรับ” จือเหลียงเอาของที่เขาซื้อมาให้นายหญิงดู เป็นอาวุธเวทรูปร่างคล้ายแส้หนึ่งเส้น และพวกมีดสั้นอีกสามเล่ม

    “เจ้าเป็นผู้ใช้เวทธาตุน้ำ แต่เลือกแส้เป็นอาวุธมันออกจะไม่เหมาะเท่าไหร่นะ เจ้าควรจะเน้นต่อสู้ระยะกลางกับระยะไกลมากกว่า” ซูเจินแนะนำ

    “ข้าน้อยชื่นชอบแส้ขอรับ ชอบเวลาตวัดมันลงไป” จือเหลียงยิ้มแฉ่ง รอยยิ้มสดใสแต่แอบน่ากลัวอยู่นะจือเหลียง นิสัยคงขัดกับรูปลักษณ์ภายนอกล่ะสิ

    “เอาเถอะ อาวุธพวกนี้ก็นับว่าเจ้าเลือกได้ดีอยู่...ส่วนนี่ข้าให้” ซูเจินวางขวดยาเล็กๆพร้อมกับกล่องไม้

    “อะไรหรือขอรับ?”

    “เปิดดูสิ” จือเหลียงเปิดขวดเล็กๆออก ภายในเป็นเม็ดยาราวห้าหกเม็ด ส่วนกล่องไม้เป็นพู่กัน หรือว่านี่คือ...อาวุธ?

    “ขวดนั้นเป็นยาฟื้นฟูระดับสูง ข้าหยิบพวกมันมาจากสมบัติที่เอาออกมาจากสุสาน ขอเพียงยังมีลมหายใจอยู่มันก็จะรักษาชีวิตของเจ้าไว้ได้ อย่าเอาออกมาใช้หากไม่จวนตัวจริงๆและอย่าให้ผู้ใดรู้ว่าเจ้ามีมันอยู่กับตัว แต่แขนขาขาดก็ต่อกลับไม่ได้หรอกนะ หากมีวันนั้นจริงๆก็เก็บกลับมาให้ข้าต่อทีหลังก็แล้วกัน” ซูเจินกล่าว

    “ส่วนพู่กันเป็นอาวุธระดับสามขั้นกลางเหมาะสำหรับผู้ใช้เวทน้ำเป็นที่สุด เอาไว้ใช้เป็นไพ่ตายก็แล้วกัน” ซูเจินพูดอย่างจริงจัง “ในวันสอบสายเวทและสายยุทธ์จะสอบแยกกันในรอบแรกและรอบสองทุกปีไม่เคยเปลี่ยน มีเพียงรอบสุดท้ายที่คาดเดาไม่ได้ จำไว้หากไม่ไหวจริงๆก็ไม่ต้องดึงดันให้ถอนตัวออกมาเสีย ข้ายังต้องการเจ้า”

    จือเหลียงมองนายหญิงนิ่ง เม้นปากแล้วพยักหน้าน้อยๆ เก็บของทั้งสองอย่างเอาไว้อย่างดี นายหญิงเอาใจใส่เขาจริงๆ มอบของล้ำค่าให้เขามากมาย แต่กลับพูดอยู่ความหมายเดียวคือ ให้รักษาชีวิตของตนเองเอาไว้

    “ตาเฒ่าเจ้าของร้านดูลึกลับดีนะข้าว่า” จู่ๆนายหญิงก็เปลี่ยนเรื่องคุย จือเหลียงก็ตามไม่ค่อยทัน

    “อย่างไรหรือขอรับ?”

    “เจ้าก็ดูของพวกนี้สิ มีแต่ของชั้นดีราคาแพงๆทั้งนั้น เมืองซืออยู่ใกล้เมืองหลวงและเจริญมากๆก็จริงอยู่ แต่ร้านนั้นมันมีมากเกินไป ดูอย่างไรก็ผิดปกติ”

    “...”

    “และในร้านก็มีฝุ่นมากเกินไป ไม่เหมือนสถานที่ที่คนอยู่ตลอด เหมือนสถานที่ที่นานๆมาทีมากกว่า เขาคงมาถึงได้ไม่นาน หลักฐานก็สมุนไพรกล่องนี้อย่างไรเล่า แม้จะเก็บในกล่องรักษาโดยเฉพาะก็ไม่มีทางดูสดใหม่ขนาดนี้ได้ สมุนไพรพวกนี้ต้องเพิ่งเก็บมาไม่เกินสิบกว่าวันหรอก” และร้านที่ดูอย่างไรก็ไม่น่ามีคนเข้าบ่อยๆ จำเป็นต้องมีสมุนไพรพวกนั้นด้วยหรืออย่างไร?

    ซูเจินยิ่งพูดก็ยิ่งใส่อารมณ์ ตาเฒ่านั่นมองนางออกทะลุปรุโปร่งเช่นนั้น พลังคงไม่ด้อยเขาไม่มีความจำเป็นต้องมาหมกตัวในร้านเล็กๆแบบนั้น

    “หากนายหญิงข้องใจมากนัก จะให้คนของเราไปสืบดูดีหรือไม่ขอรับ?” จือเหลียงเสนอ

    ซูเจินถอนหายใจ “ข้าก็อยากจะทำแบบนั้นอยู่หรอก แต่อย่าเลย เรื่องบางเรื่องคนบางคนเราก็ไม่ควรจะไปตอแย”

    หากเจอตอเข้าจะแย่เอา...

    “เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องไปใส่ใจมากหรอก ตาเฒ่านั่นดูเจ้าเล่ห์เกินไปเราอย่าไปยุ่งด้วยจะดีกว่า” ซูเจินตัดบท “เจ้าก็ไปพักเถอะ วันนี้เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว พรุ่งนี้เจ้ากับสองคนนั้นก็ไม่ต้องมาดูแลข้าหรอก ข้าคงไม่ออกไปไหน พวกเจ้าก็ออกไปเที่ยวเล่นเสียบ้างก็ดี”

    “จือเหลียงเจ้าจับตาดูสองพี่น้องนั่นให้ข้าหน่อยนะ คนน้องดูมีแววดี หากพวกเขานิสัยใช้ได้ก็รับมาทำงานส่วนนอกหมู่บ้านในภายหน้าได้ ข้ารู้สึกถูกชะตากับพวกเขาอยู่เหมือนกัน” ซูเจินฝากฝัง

    “ขอรับ” จือเหลียงรับคำเก็บของแล้วเดินออกจากห้องไป เขาปิดประตูให้อย่างเรียบร้อย

    ซูเจินไล่จือเหลียงออกไปแล้วเอาพัดเหล็กวายุที่ได้มาใหม่ออกมาคลี่ดู ลวดลายสวยจริงๆ ช่างทำอาวุธช่างใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ผู้ใช้พัดส่วนใหญ่มักเป็นสตรีที่ใช้เวทธาตุลม นั้นดังภาพลักษณ์ของอาวุธก็นับว่าสำคัญไม่แพ้การใช้งาน

    ในบรรดาพลังสายเวทนางเชี่ยวชาญเวทลมมากที่สุด ดังนั้นอาวุธที่นางนึกถึงแรกๆก็ต้องเป็นอาวุธธาตุลม และไม่มีอาวุธชนิดใดที่เหมาะกับนางมากไปกว่าอาวุธรูปร่างพัดอีกแล้ว

    อ่า...อย่างไรอาวุธของข้าก็ต้องเป็นพัดนี่แหละน้า


    ...........................................................................

    [1] สิบเหลี่ยง ประมาณ 320 กรัม (1 เหลี่ยง ประมาณ 32 กรัม)

    มาตราชั่งและตวง

    1 เหลี่ยง ประมาณ 32 กรัม

    16 เหลี่ยง เท่ากับ 1 จิน

    1 จิน เท่ากับ 500 กรัม

    1 ชั่ง เท่ากับ 600 กรัม

    คล้ายกับเรื่องตำนานยอดหญิงซูเจิน ที่คุณอ่าน