บทที่ 31 สามีภรรยาคืนดี~
ลู่จิ่วอันกุมหน้าท้อง และค่อย ๆ นั่งยอง
ทำไมจู่ ๆ ก็ปวดท้องล่ะ?
เดี๋ยวก่อนนะ!
หรือนี่จะเป็นสัญญาณของภาวะแท้งคุกคาม?
ไม่จริงน่า!
ยังไม่ถึงเวลาเลยนี่นา!
ขณะที่ลู่จิ่วอันกำลังปวดท้องอยู่นั้น ความคิดสับสนวุ่นวายก็ผุดขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด
ชาติก่อนเธอไม่คิดว่าตัวเองจะตั้งครรภ์ ในแต่ละวันเธอจึงทำงานทั้งในบ้านและนอกบ้านโดยไม่ได้หยุดพัก
จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่เธอสะพายตะกร้าเดินผ่านหน้าบ้านของเพื่อนบ้านที่กำลังทำปลา เธอก็ได้กลิ่นคาวปลาจนอดอาเจียนออกมาไม่ได้
ในเวลานั้นจางกุ้ยอิงก็ตื่นเต้นดีใจยกใหญ่เมื่อรู้ว่าเธอตั้งท้อง
กระทั่งในเวลาต่อมา ลู่จิ่วอันถึงรู้ในภายหลังว่าสาเหตุที่จางกุ้ยอิงยินดีที่เธอท้องก็เพราะพวกเขาจะได้มีเหตุผลเพียงพอในการขอให้เซี่ยอวิ้นหนิงส่งเงินมาให้มากขึ้น
สองสามีภรรยาเพิ่งมาถึงศูนย์อนุรักษ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ต่อให้จะมั่นใจว่าท้องก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอเองก็ไม่ได้ทำงานหนักอะไร ดังนั้นหากว่ากันตามหลักแล้วจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดปัญหา
“จิ่วอัน เป็นอะไรไป? ไม่สบายหรือเปล่า?”
ขณะที่เซี่ยอวิ้นหนิงถาม ความเจ็บปวดตรงท้องน้อยของลู่จิ่วอันก็หายไป
เธอโบกมือและพูดเบา ๆ ว่า “ฉันไม่เป็นไร”
เซี่ยอวิ้นหนิงนั่งยองตรงหน้าภรรยา พร้อมกับถามด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ไม่เป็นไรแน่นะ?”
“จริง ๆ”
สีหน้าของหญิงสาวซีดเซียว จิตใจว้าวุ่นกระสับกระส่าย
เธอวางมือบนท้องน้อยอย่างแผ่วเบา พลางกระซิบบอกลูกชายอันเป็นที่รักให้เข้มแข็ง
ลูกต้องจับมือแม่ไว้ให้แน่น ๆ นะ ครั้งนี้ แม่จะรักและทะนุถนอมลูกเป็นอย่างดี
“แต่สีหน้าคุณดูไม่ค่อยดีเลยนะ? ผมพาคุณไปให้หมอเสิ่นตรวจดูดีไหม?”
ความเจ็บปวดของลู่จิ่วอันก็เพลาลงมาบ้างแล้ว อีกทั้งตอนนี้ก็ไม่ได้มีอะไรร้ายแรง เธอจึงเอื้อมมือไปจับแขนเซี่ยอวิ้นหนิงแล้วพยุงตัวเองลุกขึ้น
“ฉันไม่เป็นไรจริง ๆ”
ลู่จิ่วอันค่อย ๆ เดินกลับบ้านอย่างเชื่องช้า แม้ในใจของเธอรู้ดีว่าทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย แต่ความเจ็บปวดนี้ก็ทำให้เธอระมัดระวังและเป็นกังวลมากขึ้น
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เซี่ยอวิ้นหนิงก็ลงมือเข้าครัวเพื่อทำอาหารเย็น
“จิ่วอัน ถ้ารู้สึกไม่สบายก็ไปนอนพักสักหน่อยนะ”
ลู่จิ่วอันไม่ได้ยืนกรานหรืออวดดีแต่อย่างใด เธอหันไปพูดกับสามีตน “คืนนี้กินอะไรง่าย ๆ กันเถอะ ต้มบะหมี่มากินกับซอสเห็ดก็ได้”
“ถ้าอย่างนั้นคุณไปพักเถอะ เดี๋ยวผมต้มบะหมี่เอง”
ลู่จิ่วอันคว้าตำรา ‘เปิ๋นฉ่าวกังมู่’ แล้วเอนหลังบนเตียง เธอตระหนักได้ว่าช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์อยู่ในภาวะเสี่ยง
ถึงแม้ว่าชาติที่แล้วเธอจะเคยตั้งท้องมาก่อน แต่กลับไม่เคยเข้ารับการตรวจทั้งก่อนคลอดและหลังคลอดเลย ทว่าตอนนี้ต่างออกไป เธอต้องมั่นใจว่าลูกชายจะมาหาเธออย่างแข็งแรงปลอดภัย
ลู่จิ่วอันตัดสินใจว่าในช่วงสามเดือนแรก เธอจะไม่ทำงานหนักและไม่ใช้อารมณ์
เธอไม่กลัวว่าความโกรธจะส่งผลต่อร่างกายของตัวเอง กลัวก็แต่ว่ามันจะทำอันตรายลูกในท้อง
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อ่านตำราแพทย์โดยทำใจให้สบาย หลังจากนั้นไม่นาน เซี่ยอวิ้นหนิงก็ยกชามบะหมี่มาไว้ตรงหน้าเธอ
“จิ่วอัน”
ลู่จิ่วอันถือชามบะหมี่พลางมองไข่ที่แตกเละในชาม และถามด้วยความประหลาดใจ “คุณตีไข่เหรอ?”
เซี่ยอวิ้นหนิงยิ้มพร้อมกับอธิบายอย่างเขิน ๆ ว่า “ผมตั้งใจจะทำไข่ลวกบำรุงร่างกายให้คุณ ตอนที่ตอกไข่ใส่หม้อก็ยังดี ๆ อยู่ แต่พอสุกแล้วก็เป็นอย่างที่เห็น”
ลู่จิ่วอันมองรูปร่างของไข่ก็รู้ได้ในทันทีว่าเซี่ยอวิ้นหนิงจะต้องต้มบะหมี่โดยไม่รอให้ไข่เป็นรูปเป็นร่าง
“ไข่ลวกต้องต้มตอนที่น้ำยังไม่เดือดดี ให้ตอกไข่ไว้ที่ขอบหม้อแล้วทิ้งเอาไว้ พอไข่เริ่มแข็งตัวก็ค่อยๆ ใช้ตะหลิวตักขึ้นมา ทำแบบนี้ไข่ลวกจะได้ไม่แตก”
เซี่ยอวิ้นหนิงตั้งใจฟังที่ภรรยาตนสอน และถามอย่างอดไม่ได้ “ต้มไข่ต้องรู้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ถ้าคุณต้มไข่ลวกไม่เป็น คราวหน้าทำไข่ดาวก็ได้ ให้สารอาหารไม่ต่างกัน”
ลู่จิ่วอันไม่ดูแคลนเซี่ยอวิ้นหนิง เธอรู้ว่าทุกคนต่างก็มีความถนัดแตกต่างกันออกไป
ชาติก่อนที่ชายหนุ่มได้เข้าร่วม ‘โครงการหลงอิ่น’ นั่นต้องเป็นเพราะเขามีความสามารถที่คู่ควร
เซี่ยอวิ้นหนิงเชี่ยวชาญงานด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จึงไม่แปลกที่จะไม่เก่งเรื่องทำอาหาร
“จิ่วอัน คุณช่วยสอนผมหน่อยสิ ถึงผมจะเรียนรู้ช้า แต่ผมจะตั้งใจ อนาคตถ้าคุณคลอดลูก ผมจะได้ดูแลตอนที่คุณอยู่ไฟ!”
ลู่จิ่วอันที่กำลังกินบะหมี่อยู่ได้ยินคำพูดของเซี่ยอวิ้นหนิงก็สำลักด้วยความตกใจ
เธอมองหน้าอีกฝ่ายด้วยสีหน้างุนงงพูดไม่ออก
ก่อนจะถามว่า “คุณไปได้ยินคำนี้มาจากไหน?”
“จากฉือเป็นคนบอก” เซี่ยอวิ้นหนิงขอโทษเพื่อแสดงความจริงใจอีกครั้ง “จิ่วอัน ตั้งแต่ที่ผมตัดสินใจแต่งคุณเป็นภรรยา ผมก็ยึดมั่นว่าจะรับผิดชอบชีวิตของคุณ ผมจะพยายามเป็นสามีและพ่อที่ดี จะไม่ทำให้คคุณรู้สึกไม่เท่าเทียมในชีวิตคู่ของเรา ต่อไปนี้ถ้าผมทำอะไรผิด คุณจะตบตีหรือดุด่าผมยังไงก็ได้ ผมจะไม่ตอบโต้”
เมื่อได้เห็นสีหน้าและแววตาที่จริงจังของเซี่ยอวิ้นหนิงขณะกล่าวคำหวานปานน้ำผึ้ง หัวใจของเธอก็อ่อนลงอย่างไม่มีเหตุผล
“เซี่ยอวิ้นหนิง ฉันดูเหมือนผู้หญิงชอบใช้กำลังงั้นเหรอ?”
เซี่ยอวิ้นหนิงส่ายหัวทันควันและอธิบาย “จางฉือเล่าว่าพี่ชายกับพี่สะใภ้ของเขาชอบทะเลาะกันเพราะเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะงั้นผมเลยคิดว่านี่อาจจะเรื่องปกติของการใช้ชีวิตคู่ก็ได้”
“เซี่ยอวิ้นหนิง คู่แต่งงานทุกคู่ต่างก็มีแนวทางของตัวเอง ใช่ว่าวิธีของคนอื่นจะเหมาะกับเรา”
ลู่จิ่วอันไม่ใช่คนหยิ่งยโสที่จะไม่ยอมก้มหัวให้ใคร ไม่ว่าชาติที่แล้วผลลัพธ์ของเธอและเซี่ยอวิ้นหนิงจะแย่แค่ไหน แต่อย่างน้อยผู้ชายคนนี้ก็ไม่ใช่คนเลว และเขาก็ยังมีพันธุกรรมที่ดีอีกด้วย
เพื่อเห็นแก่ลูกชาย หญิงสาวจึงตัดสินใจยกโทษให้สามีสำหรับความผิดพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจในครั้งนี้ และสังเกตต่อไปอีกสักหน่อยเผื่อว่าจะมีโอกาสทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
“จิ่วอัน ถ้างั้นพวกเราเลิกทำสงครามเย็นกันได้ไหม?” เซี่ยอวิ้นหนิงถามอย่างไม่แน่ใจ
ลู่จิ่วอันยิ้มเจ้าเล่ห์และถามกลับไปว่า “ฉันทำสงครามเย็นกับคุณเมื่อไรกัน?”
“ก็คุณไม่ยิ้มเลยนี่นา” หลังจากที่เซี่ยอวิ้นหนิงเผลอหลุดปาก เขาก็พูดเสริมว่า “ผมชอบที่คุณยิ้มทุกวัน แค่ได้เห็นคุณยิ้ม ปัญหาที่ทำงานก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย”
สำหรับเซี่ยอวิ้นหนิงแล้ว ลู่จิ่วอันก็เปรียบเสมือนดอกทานตะวันที่เป็นของเขาเพียงผู้เดียว
เธอเกิดมาเพื่อเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์ เปี่ยมไปด้วยพลัง สดใสและงดงาม เป็นสีสันที่เจิดจรัสที่สุดในชีวิตที่เปล่าเปลี่ยวของเขา
“ลู่จิ่วอัน!”
“ลู่จิ่วอัน!”
“โผล่หัวออกมาเดี๋ยวนี้!”
ขณะที่เซี่ยอวิ้นหนิงและลู่จิ่วอันกำลังคืนดีกัน กู้เจียวเจียวกับภรรยาของผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ก็บุกเข้ามาในลานบ้านอย่างวางอำนาจและไร้เหตุผล
เซี่ยอวิ้นหนิงวางชามบะหมี่และเดินไปยังลานบ้านด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขามองไปที่ผู้ไม่หวังดีทั้งสองพร้อมกับถามเสียงเย็นชา “มีเรื่องอะไร?”
ภรรยาผู้อำนวยการพูดด้วยท่าทางหยิ่งผยอง “พวกเรามาคิดบัญชีกับลู่จิ่วอัน หล่อนมุดหัวอยู่ที่ไหน?”
“พวกคุณมาคิดบัญชีอะไรกับฉันไม่ทราบ?”
ลู่จิ่วอันยืนเคียงข้างเซี่ยอวิ้นหนิงอย่างผึ่งผาย ออร่าที่เปล่งออกมากลบรัศมีภรรยาผู้อำนวยการจนไม่เหลือ