บทที่21 เมืองใต้ทะเล
หลังจากมีนเรียกใช้งาน{แท่งปะการังสีรุ้ง} ซึ่งเป็กุญแจสำหรับเปิดประตูมิติเข้ามาในดันเจี้ยนที่ซ้อนอยู่ในดันเจี้ยนอีกชั้นหนึ่งก็พบว่าร่างของตนได้มาปรากฏอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่งขนาดกว้างประมาณ 3 เมตร ซึ่งจะมีแสงสว่างจางๆ จากกลไกเวทบนผนังทางเดิน ส่องให้เห็นสภาพภายในถ้ำอยู่เป็ระยะ ๆ และกระจายตัวไปตลอดแนวเส้นทางเดินของถ้ำแห่งนี้
เมื่อหญิงสาวเดินเข้าไปใกล้กับวงเวทที่ส่องสว่างฯแม้จะยังไม่ได้เฉียดกรายเข้าไปในรัศมีทำการของมัน แต่ทุกอย่างกลับไม่ได้เป็ไปอย่างที่ตัวเองคิดเอาไว้ในตอนแรก...
วาบ...
ตูม!
แสงสว่างที่แสดงถึงการทำงานของกลไกเวทกลับปรากฏขึ้นเหนือพื้นผิวทางเดินภายในถ้ำฯก่อนที่ตนจะได้เข้าใกล้ตัววงเวท ซึ่งสลักเอาไว้บนผนังถ้ำเสียด้วยซ้ำ โดยเ้าวงเวทบนพื้นที่แสดงผลออกมาเริ่มเปิดฉากโจมตีผู้บุกรุก ด้วยแท่งหินแหลมคมจำนวนหลายสิบแท่งที่โผล่พุ่งขึ้นมาจากพื้นถ้ำในทันทีจนทำให้หญิงสาวต้องรีบหมุนตัวหันหลังกลับ ก่อนจะพุ่งกระโจนออกจากรัศมีทำการของมันอย่างฉุกละหุก
“หืม...เป็กับดักเองหรือเนี่ย?”เมื่อเห็นกับดักทำงานฯ แทนที่จะใกลัว แต่หญิงสาวกลับรู้สึกตื่นเต้นสนใจต่อการทำงานของพวกมันไปเสียอย่างนั้น
หลังจากตั้งสติระงับความตื่นเต้นได้แล้วมีนจึงลองก้าวขาข้างหนึ่งเข้าไปในตำแหน่งเดิม ซึ่งมีวงเวทปรากฏขึ้นมาก่อนหน้านี้ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น...
วาบ!
มีนสังเกตเห็นว่าก่อนที่วงเวทบนพื้นจะปรากฏขึ้น เ้าวงเวทที่ติดอยู่บนผนังถ้ำ จะส่องแสงสว่างออกมาครู่หนึ่งแต่หลังจากที่ตนได้ยกเท้าถอยออกมา แสงสว่างจากวงเวทบนพื้นกลับเลือนรางหายไป พร้อม ๆกับแสงสว่างของวงเวทบนผนังถ้ำ อย่างน่าประหลาด...
ด้วยความสงสัยใคร่รู้มีนจึงลองหยิบเอาก้อนหินก้อนหนึ่งโยนเข้าไปในอาณาเขตการทำงานของวงเวทเบื้องหน้าแต่กลับไม่พบว่า วงเวทเ่าั้ มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ต่อก้อนหินที่โยนเข้าไปแม้แต่น้อย
แต่เมื่อหญิงสาวสั่งการให้ปลาตีนน้อยตัวหนึ่งเดินเข้าไปในอยู่ระยะที่วงเวทแสดงผลฯ แสงสว่างจากการทำงานของวงเวทก็ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง‘เอ๊ะ?! หรือมันจะตรวจจับเฉพาะสิ่งมีชีวิตกันนะ...’
มีนทำการทดสอบเพื่อคลายข้อสงสัยของตัวเองอยู่สิบกว่ารอบ ก่อนจะเริ่มเข้าใจกลไกการทำงานของพวกมัน...
วงเวทเหล่านี้ จะทำงานก็ต่อเมื่อได้ตรวจพบว่ามีสิ่งมีชีวิตเข้ามาในรัศมีการทำงานของวงเวท ซึ่งได้สลักไว้บนพื้นถ้ำเท่านั้นโดยวงเวทนี้ จะมีรัศมีทำการประมาณ 2 เมตร ซึ่งขนาดของมัน ก็เพียงพอที่จะครอบคลุมความกว้างของทางเดินภายในถ้ำได้อย่างพอดิบพอดีโดยระยะหน่วงที่แท่งหินจะโผล่ขึ้นจากพื้น จะเกิดขึ้นหลังจากวงเวทเริ่มทำงานเป็เวลา1 วินาที และที่สำคัญ กับดักวงเวททุกวงที่อยู่บนพื้น จะถูกส่งพลังมาจากกลไกเวท ซึ่งติดอยู่บนผนังถ้ำนั่นเอง...
มีนจดจำลักษณะและการทำงานของกลไกเวทชุดนี้เอาไว้จนขึ้นใจเพื่อนำไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เป็อาจารย์อีกครั้ง เพราะตนรู้สึกว่าการทำงานของกับดักวงเวทเหล่านี้...ช่างน่าอัศจรรย์ใจเสียเหลือเกิน
จากนั้น มีนจึงลองทดสอบด้วยการใช้ทักษะ[พุ่งชน] เพื่อพาตัวเองเคลื่อนที่ผ่านกับดักเหล่านี้ไปอย่างรวดเร็วและสาเหตุที่มีนต้องทดสอบเช่นนี้ก็เพราะว่า กับดักวงเวทแต่ละวง พวกมันไม่ได้ถูกสร้างเอาไว้ติดๆ กัน โดยพวกมันจะมีช่องว่างระหว่างกันอยู่่ระยะหนึ่ง ซึ่งนี่...คือช่องโหว่ที่หญิงสาวคิดว่าเป็สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับกลไกวงเวทชุดนี้ เพราะช่องว่างดังกล่าว คือ “จุดอ่อน”สำคัญของกลไกกับดักชุดนี้นั่นเอง
วาบ!ตูม!
เกิดเสียงะเิดังขึ้นตามมาหลังจากร่างของหญิงสาวข้ามผ่านไปยังอีกฟากของกับดักเรียบร้อยแล้ว
“กับดักฯ เหล่านี้ดีจริงๆ เพียงแต่...มันยังค่อยไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ เพราะหากเจอผู้บุกรุกที่มีความเร็วมันก็เป็เพียงแค่...ของเล่นที่มีเอาไว้ขู่เด็กน้อยเท่านั้น”
“หากผู้สร้างฯ เลือกที่จะไม่เว้นระยะห่างระหว่างวงเวทเหมือนที่เป็อยู่นี้...ต่อให้ผู้บุกรุกมีปีกก็ยากจะผ่านเข้าไปยังพื้นที่ด้านในได้...” มีนวิเคราะห์แยกแยะถึงข้อดี-ข้อเสียของวงเวทชุดนี้ออกมาเป็ฉากๆ
โดยหญิงสาวหารู้ไม่ว่าเ้ากับดักเวทเหล่านี้ ทางผู้สร้างฯ เพียงสร้างเอาไว้เพื่อเป็อุปสรรคขัดขวางผู้เล่นมือใหม่เท่านั้น หาใช่...สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องสถานที่หรือปกป้องสิ่งสำคัญอันใดเอาไว้ไม่จุดประสงค์หลักของมันก็คือ ้าให้ผู้เล่นได้ใช้ความสามารถของตน ฝ่ากับดักเหล่านี้จนไปถึงยังจุดหมายปลายทางที่รออยู่เบื้องหน้าให้ได้เท่านั้น...
หลังจากผ่านกับดักชุดแรกมาได้อย่างไม่ยากเย็นมีนจึงมุ่งหน้าไปต่อตามเส้นทางภายในถ้ำฯ ซึ่งตามรายทางกลับเต็มไปด้วยกับดักวงเวทจำนวนมากมายหลากหลายแบบคอยสร้างปัญหาและเป็อุปสรรคให้ผู้บุกรุกได้ใช้ความสามารถของตัวเองฟันฝ่าข้ามไป ด้วยเหตุนี้ตลอดทั้งเส้นทางเดินภายในถ้ำ จึงไม่มีสัตว์อสูรออกมาให้เห็นแม้แต่ตัวเดียว…
มีนศึกษารูปแบบและการทำงานของกับดักรูปแบบต่างๆ จนขึ้นใจ ซึ่งตลอดเส้นทางภายในถ้ำความยาวกว่า 2 กิโลเมตรนี้ หญิงสาวผู้ใฝ่รู้...กลับใช้เวลาเดินทางไปถึง10 ชั่วโมงเลยทีเดียว
ในที่สุด สาวมีนก็พาตัวเองมาจนถึงส่วนที่เป็ปลายสุดของถ้ำจนได้และภาพที่หญิงสาวเห็นเบื้องหน้าฯ กลับเป็ลานทรายกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งตำแหน่งใจกลางของลานทรายนั้นกลับพบว่ามีปราสาทหลังหนึ่งที่สร้างด้วยปะการังและแท่งแก้วคริสตัลอันวิจิตรบรรจง ราวกับเทพ์ปั้นแต่ง...ถูกตั้งวางเอาไว้อยู่
ตัวปราสาทสีรุ้งซึ่งสะท้อนกับแสงสว่างจากน้ำทะเลที่อยู่้า ส่องประกายระยิบระยับ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้พบเห็นได้ไม่น้อย
แม้จะรู้สึกว่าปราสาทหลังนี้ช่างงดงามชวนหลงใหล ราวกับหลุดเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยายฯ แต่ทว่าลานทรายและปราสาทหลังนี้กลับชวนให้หญิงสาวเกิดคำถามผุดขึ้นมาในใจว่าเหตุใดปราสาท? และเมืองอันงดงามแห่งนี้ จึงสามารถตั้งอยู่ใต้ท้องน้ำได้ โดยที่มวลน้ำ้าไม่หล่นร่วงลงมาทับ...ราวกับเป็เื่อัศจรรย์
เมื่อมองไปพื้นที่รอบๆ ตัวปราสาทฯ มีนพบว่า มีสัตว์อสูรหลากเผ่าพันธุ์หลายชนิดกระจายตัวอยู่เป็กลุ่ม ๆจำนวนหลายสิบกลุ่ม ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีสัตว์อสูรระดับ 30-50 กลุ่มละประมาณ 10-15ตัว
คำถามได้เกิดขึ้นในใจของหญิงสาวอีกครั้งว่าเหตุใด? พื้นที่โดยรอบของเมืองใต้น้ำแห่งนี้ กลับมีสัตว์อสูรประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ได้อยู่ในจำพวก“สัตว์น้ำ” หรือ “สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ” อาศัยอยู่ด้วย?
มีนได้แต่เก็บความสงสัยอันเกี่ยวกับเื่ราวสุดประหลาดของเมืองแห่งนี้อยู่ในใจก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากปากถ้ำ มุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมืองในที่สุด…
หลังจากได้รับการแจ้งบอกจากระบบว่าตนได้เข้ามาอยู่ในอาณาเขตของ “เมืองปะการังสีรุ้ง” เป็ที่เรียบร้อย หญิงสาวจึงมีความคิดอยากเข้าไปสำรวจและชื่นชมความงดงามของปราสาทสีรุ้งหลังโตอย่างใกล้ชิดดูสักครั้ง
ทว่า การเดินทางไปยังปราสาทแสนสวยของหญิงสาวกลับไม่ได้สะดวกเรียบง่ายอย่างที่คิดเพราะทันทีที่สัตว์อสูรบนลานทรายััรับรู้ได้ว่า มีผู้บุกรุกเข้ามาในอาณาเขตของตนพวกมันหลายกลุ่มก็เริ่มแสดงท่าทีอันดุร้ายออกมา ก่อนจะมุ่งตรงเข้าหาเป้าหมายในทันที
มีนเรียกปลาตีนน้อยทั้งหมดออกมาจาก{คลังสมบัติเคลื่อนที่} ก่อนจะสั่งการให้พวกมันเตรียมพร้อมรับมือฝ่ายตรงข้าม
ไม่นาน พื้นทรายอันขาวสะอาดในจุดที่หญิงสาวและพวกยืนอยู่กลับเปลี่ยนกลายเป็จุดปะทะขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ แต่กระนั้นด้วยระดับที่แตกต่างกันเกินไปกลุ่มของหญิงสาวจึงสามารถเอาชนะและสังหารสัตว์อสูรกลุ่มนั้นลงได้อย่างรวดเร็ว
“โห...ได้ค่าประสบการณ์เยอะจังหากเทียบกับสัตว์อสูรระดับ 30 อื่น ๆ ที่เคยเจอ...” มีนกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นพร้อมกับมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว...
“ช่าย ๆ ๆเ้าพวกนี้กระจอกจังอ่ะ ท่านแม่” ปลาตีนน้อยตัวหนึ่งกล่าว
“อืม...แต่ทำไม?ถึงดรอปเงินกับไอเทมน้อยจังแฮะ” มีนบ่นอุบด้วยความสงสัย
“ช่าย ๆ ๆพวกเราต้องหาเงินเยอะ ๆ เราจะได้กินหนมเยอะ ๆ” ปลาตีนน้อยตัวหนึ่งพูดขึ้นมา
“ช่าย ๆ ๆ ๆ”ปลาตีนน้อยหลายตัวส่งเสียงสนับสนุน
“ตกลง ถ้างั้นก่อนจะเข้าไปที่ตัวปราสาทฯพวกเรามาเก็บกวาดเ้าพวกนี้กันสักรอบเถอะ...ถือเสียว่า เป็การฝึกวิชา พร้อมกับหาเงินค่าขนมไปในตัวด้วยดีไหมจ๊ะ?”มีนกล่าวกับเด็ก ๆ ทั้งหมด
“เ้าคร่า/ขอรับลุ๊ย ๆ ๆ ๆ ๆ” ปลาตีนน้อยทุกตัวต่างขานรับอย่างพร้อมเพรียง
และแล้ว มหกรรมล่าล้างบางสัตว์อสูรรอบๆ เมืองปะการังสีรุ้ง ซึ่งถือเป็ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของดินแดนแห่งนี้ ก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการจาก1 ผู้เล่นและ 12 สัตว์อสูรติดตาม ก่อนที่ในเวลาต่อมาดินแดนแห่งนี้ จะกลายเป็แหล่งเก็บระดับยอดฮิตของบรรดาผู้เล่นมือใหม่จำนวนมาก...
สัตว์อสูรนอกเมืองปะการังสีรุ้งเหล่านี้ในบางกลุ่มจะมีจ่าฝูงระดับมินิบอสประจำการอยู่ด้วย ซึ่งสัตว์อสูรกลุ่มที่มีจ่าฝูงฯพวกมันจะให้ค่าประสบการณ์สูงกว่ากลุ่มที่มีเฉพาะสัตว์อสูรทั่วไปเป็จำนวนถึงเกือบ2 เท่า อีกทั้งหากโชคดี...มินิบอสเหล่านี้ พวกมันยังดรอปไอเทมระดับ Bให้เป็ของแถมด้วยอีกต่างหาก นอกจากนี้อัตราการเกิดของสัตว์อสูรรอบๆ เมืองแห่งนี้ ดูเหมือนว่าจะรวดเร็วกว่าสถานที่แห่งอื่น ๆ เกือบเท่าตัว
เมื่อเป็เช่นนี้จึงทำให้หญิงสาวและพวก รู้สึกสนุกสนานอยู่กับการทำฟาร์มระดับและไอเทมจากเ้าสัตว์อสูรที่อยู่ในพื้นที่รอบนอกปราสาทสีรุ้ง...อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
มีนไล่ล่าสังหารสัตว์อสูรรอบเมืองฯั้แ่ระดับของตัวเองอยู่ที่ 51 จนตอนนี้ระดับเลื่อนขึ้นมาหยุดอยู่ที่ 60 แล้ว
หลังจากรับรู้ได้ว่าระดับของตนเพิ่มขึ้นได้อย่างเชื่องช้า มีนจึงคิดเปลี่ยนเป้าหมายไปยังสถานที่ถัดไป นั่นก็คือ“ปราสาทปะการังสีรุ้ง” ที่ตั้งตระหง่านโดดเด่นสะดุดตา คล้ายกับรอให้กลุ่มพวกตนเดินเข้าไปสำรวจนั่นเอง
หลังจากก้าวเข้าสู่อาณาเขตพื้นที่ด้านนอกปราสาทฯซึ่งมีกำแพงสูงเกือบ 2 เมตร ขวางกั้นเอาไว้ หญิงสาวและพวกกลับได้เห็นสัตว์อสูรหลากชนิดหลายสายพันธุ์ในชุดเครื่องแบบนักรบจำนวนเกือบ 20 ตัว วิ่งกรูกันออกมาขัดขวาง ป้องกันไม่ให้กลุ่มของตนเข้าไปยังในพื้นที่ชั้นในซึ่งเป็ที่ตั้งของตัวปราสาทได้ โดยสัตว์อสูรนักรบเหล่านี้ ระดับของพวกมันอยู่ที่50-60 เท่านั้น
เมื่อเห็นว่าพวกตนสามารถสู้ได้มีนจึงไม่คิดจะรอช้า ทำการร่ายเวทมนตร์ธาตุสายฟ้า ซึ่งมีขอบเขตการแสดงผลเป็วงกว้างจำนวน3 บท ก่อนจะหน่วงพวกมันเอาไว้และรอให้กลุ่มศัตรูเป้าหมายเข้ามาอยู่ในระยะทำการฯ แล้วจึงค่อยปลดปล่อยพวกมันออกไป...
“[อัสนีเริงระบำ][ร่างแหอัสนี][อัสนีพิโรธ]”
วงเวทโจมตี ซึ่งมีรัศมี5 เมตร จำนวน 3 วง ได้ส่องแสงเรืองรองอยู่ใต้ฝ่าเท่าของสัตว์อสูรนักรบตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่มันจะสำแดงพลังแห่งสายฟ้าอันรุนแรงรวดเร็วเข้าประหัตปะาฝ่ายตรงข้าม โดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายตั้งตัวได้…
เปรี้ยง!! ๆ ๆ ๆ ๆ
แม้สัตว์อสูรที่ถูกโจมตีจำนวนหลายตัวจะยังไม่ตายแต่พลังชีวิตของพวกมันก็เหลืออีกไม่มากแล้ว ดังนั้นมีนและบรรดาเหล่าปลาตีนน้อยทั้งหลายจึงต้องออกแรงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเพื่อเก็บกวาดศัตรูผู้ขวางทางเหล่านี้ให้หมดสิ้น
เมื่อก้าวพ้นกำแพงรอบตัวปราสาทเข้าไปในอาณาเขตชั้นในฯเสียงสัญญาณเตือนภัยที่แจ้งเตือนถึงผู้บุกรุกก็ดังขึ้นมาโดยอัตโนมัติฯ ไม่นานจากนั้น...มีนก็พบว่ามีกองทัพสัตว์อสูรจำนวนไม่น้อยกว่า 50 ตัวกำลังมุ่งตรงเข้าหาตนและพวกด้วยความรวดเร็ว
มีนผนึกเวทลงไปในอาวุธและเครื่องป้องกันของตนเตรียมพร้อมรับศึกอย่างเต็มที่เพราะถึงอย่างไรกองทัพสัตว์อสูรกลุ่มนี้ พวกมันก็มีระดับเพียงแค่ 50–60 เท่านั้น ซึ่งระดับเพียงเท่านี้คงไม่ต่างจากกลุ่มนักรบที่พวกตนผ่านมาแล้วมากนัก
นักเวทสาวเปิดฉากการต่อสู้ด้วยบทเวทโจมตีเป็วงกว้างซึ่งได้ร่ายเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าแล้วจำนวน 2 บท เข้าโจมตีสัตว์อสูร 2 กลุ่ม ซึ่งมุ่งหน้าเข้ามาทางด้านซ้ายและขวาโดยหญิงสาวพยายามดึงให้ศัตรูทั้ง 2 กลุ่ม ให้พวกมันเคลื่อนที่เข้ามารวมตัวกันเป็จุดเดียวด้วยการวิ่งอ้อมเป็วงไปอยู่ทางด้านหลังของนักรบทั้งสองกลุ่ม พร้อมกับรักษาระยะห่างจากขบวนนักรบฝ่ายตรงข้ามเอาไว้จนพวกมันทั้งหมดเริ่มหดระยะเข้าใกล้กันมากขึ้น ก่อนจะรวมตัวเป็กลุ่มก้อนได้ในที่สุด
จะเหลือก็แค่ สัตว์อสูรที่มีอาชีพเป็นักเวทอยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ยังคงอยู่นอกกลุ่มฯโดยนักเวทเ่าั้ พวกมันต่างก็พยายามร่ายเวทมนตร์โจมตี โดยมุ่งเป้ามาที่ร่างของหญิงสาวอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเป็เช่นนี้มีนจึงสั่งการให้บรรดาปลาตีนน้อยที่รอฟังคำสั่งอยู่นอกวงต่อสู้ ให้พวกมันจัดการสังหารสัตว์อสูรสายเวทเหล่านี้ช่วยเหลือตนอีกแรงหนึ่ง
มีนเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลาเพื่อคอยกระชับพื้นที่ให้นักรบฝ่ายตรงข้ามรวมตัวกันเป็กลุ่มก้อนให้มากที่สุดพร้อมกับพยายามหลบบอลเวทมนตร์ ซึ่งถูกยิงมาจากสัตว์อสูรสายเวทไปด้วยในเวลาเดียวกันเมื่อเห็นว่าได้ระยะที่เหมาะสมแล้ว จึงเรียกใช้งานทักษะ [ฝนดาวตก] เปิดฉากโจมตีพวกมันทันที
แต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้เปิดปากเรียกใช้งานทักษะฯจู่ ๆ เสียงประกาศจากทางระบบฯ ก็ดังแทรกขึ้นมาอย่างพอเหมาะพอเจาะ...
ติ้ง!!
“เรียนผู้เล่นทุกท่านฯขณะนี้ได้เข้าสู่่โค้งสุดท้ายของ ‘การคูณค่าประสบการณ์พิเศษ’ ทางบริษัทฯ จึงขอเปิดระบบฯ ‘คูณค่าประสบการณ์พิเศษ10 เท่า’ ให้แก่ผู้เล่นทุกท่านเป็เวลา 3 วันค่ะขอให้ทุกท่านฯ สนุกกับการเก็บระดับนะคะ”
“มันต้องแบบนี้สิมาได้ทันเวลาจริง ๆ” แม้จะรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว จากข่าวสารบริษัทได้แจ้งเอาไว้บนหน้าเว็บไซต์และในกระดานข่าวของเกมแต่กระนั้นมีนก็อดที่จะแสดงอาการตื่นเต้นยินดีออกมาไม่ได้
เนื่องจากในวันนี้ได้เข้าสู่่ 3 วันสุดท้ายของกิจกรรมพิเศษ “การเปิดคูณค่าประสบการณ์ฯ” ซึ่งั้แ่บริษัทเกมฯได้เปิดคูณค่าประสบการณ์จากการสังหารสัตว์อสูร 2-5 เท่าให้แก่ผู้เล่น แต่ละวันก็จะมีผู้เล่นจำนวนมากเข้ามาออนไลน์ในโลกจำลองไม่ต่ำกว่า1,600 ล้านไอดี แต่กระนั้นเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ลงทะเบียนใช้บริการฯ จำนวนเกือบ4,000 ล้านไอดีแล้ว จำนวนผู้เล่นที่ล็อกอินในแต่ละวัน กลับไม่ถึงครึ่งของจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนเอาไว้ทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ...
เมื่อเป็เช่นนี้ทางบริษัทWWEจึงได้ออกแคมเปญพิเศษให้แก่ผู้เล่น ซึ่งเป็่ 3วันสุดท้ายของการคูณค่าประสบการณ์ ด้วยการ “เปิดคูณค่าประสบการณ์ที่ได้รับจากการสังหารสัตว์อสูรเป็กรณีพิเศษมากถึง 10 เท่า”
ความจริงแล้ว ทางบริษัทฯเพียง้าจะตรวจสอบว่า ยอดผู้เล่นจริง ๆ ของเกมนี้ มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน? อีกทั้งเมื่อผู้เล่นทำการเก็บระดับพร้อมกันทั้งเซิร์ฟเวอร์แล้ว “มาร์กี้” จะมีอัตราการประมวลผลอยู่ในระดับใด?นั่นเอง...
หลังจากถล่มสัตว์อสูรนักรบด้วย[ฝนดาวตก] ไปชุดหนึ่งแล้ว มีนจึงเรียกใช้ทักษะเวทมนตร์ธาตุสายฟ้าโจมตีกลุ่มศัตรูเป็วงกว้างอย่างต่อเนื่องในทันที
“[ร่างแหอัสนี]!!”
เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ
“[อัสนีพิโรธ]”
เปรี้ยง ๆ ๆ ๆบรึ้ม!
หลังผ่านการโจมตีมาชุดใหญ่นักรบสัตว์อสูรเริ่มกลายเป็แสงสีเทาหายไปทีละตัวสองตัว แต่ถึงจะเป็เช่นนั้นมีนก็ไม่คิดที่จะผ่อนแรงลงแต่อย่างใด เมื่อทักษะเวทมนตร์หลายบทยังติดระยะคูลดาวน์ฯหญิงสาวจึงปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้ฯ เป็การตามเข้าไปโจมตีเป้าหมายที่อ่อนเปลี้ย ด้วยการใช้คอมโบทักษะสายต่อสู้ในระยะประชิด
“[พุ่งชน]”
“[คลื่นทำลาย][พายุดาบ][กังหันดาบ]”
ตูม ๆ ๆ ๆ ๆ
เสียงที่เกิดจากการปะทะดังสนั่นหวั่นไหวพร้อมกับตัวเลขแสดงค่าความเสียหายของสัตว์อสูรนักรบ ผุดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องราวกับก๊อกแตกในตอนนี้ เหลือเพียงสัตว์อสูรระดับ 60 อยู่เพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น…
มีนเรียกใช้ทักษะ[พุ่งชน] อีกครั้ง หลังจากระยะคูลดาวน์ทักษะได้หมดลง เพื่อตัดผ่านกลุ่มสัตว์อสูรตรงหน้าไปยังทิศทางตรงกันข้ามฯ
เมื่ออยู่ในแนวระนาบที่เหมาะสมแล้วจึงปิดฉากการโจมตีด้วยทักษะเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็ทักษะที่สร้างความเสียหายแก่เป้าหมายได้รุนแรงที่สุดของตนในทันที“[ลำแสงแอกโซโลตล์]!!”
เสียงแจ้งเตือนค่าประสบการณ์และไอเทมที่ได้รับดังขึ้นไม่หยุด...
และเมื่อหญิงสาวมองไปที่สัตว์อสูรสายเวทก็พบว่าพวกมันต่างถูกพวกปลาตีนน้อยสังหารไปแล้วด้วยเช่นกัน ซึ่งค่าประสบการณ์ที่ได้รับจากสัตว์อสูรกลุ่มนี้ก็พอทำให้ระดับของมีนและพวกเพิ่มขึ้นมาอีก 1-2 ระดับอย่างรวดเร็ว
สำหรับเกมนี้ แม้ว่าจะได้รับการเลื่อนระดับขึ้นแต่ค่าพลังชีวิตและค่าพลังเวทมนตร์จะไม่ถูกรีเซตให้กลับมาจนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนกับเกมออนไลน์อื่นๆ ที่บรรดาเหล่าเกมเมอร์คุ้นเคยแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อผู้เล่นถูกสังหารก็ยังจะได้รับบทลงโทษฯด้วยการถูกลดระดับลงอย่างน้อย 1 ระดับ พร้อมกับถูกลดค่าสถานะชั่วคราวเป็เวลา 1-7วัน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จึงทำให้ผู้เล่นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็เกมเมอร์อาชีพ รู้สึกไม่ชอบใจกับระบบของเกมนี้กันมากนัก
มีนรีบนำน้ำยาเพิ่มพลังชีวิตและน้ำยาเพิ่มพลังเวทมนตร์ขึ้นมาดื่มอย่างรวดเร็วเมื่อทราบว่านักรบสัตว์อสูรกลุ่มที่พวกตนสังหารไป ยังไม่ใช่ศัตรูทั้งหมดที่ต้องเผชิญหน้า...เพราะนักรบเ้าของสถานที่กลุ่มที่2 ได้ปรากฏตัวขึ้นและมุ่งตรงมาทางนี้แล้ว
หญิงสาวพยายามร่ายเวทโจมตีแบบหมู่พร้อมกับหน่วงเวทตุนเอาไว้อย่างรวดเร็ว ก่อนที่นักรบสัตว์อสูรกลุ่มใหม่จะเข้ามาถึงโดยสัตว์อสูรกลุ่มที่สองนี้ เป็สัตว์อสูรจำพวกกิ้งก่า ซึ่งมีระดับมีั้แ่ 70-80พวกมันแต่ละตัวมีความสูงถึงเกือบ ๆ 2 เมตร ในมือถืออาวุธจำพวกหอก/ง้าว จำนวนราว ๆ40 ตัว นอกจากนี้ยังพบว่า มีนักรบผู้ถือธนูจำนวน 8 ตัว ติดตามกลุ่มนักรบมาด้วย...ในระยะที่ห่างไม่มากนัก
เมื่อเป็เช่นนี้หญิงสาวจึงสั่งการให้ปลาตีนน้อยทั้งหมด คอยหาจังหวะโจมตีและดึงความสนใจของเหล่าพลธนูเอาไว้ก่อนส่วนตนจะเป็คนรับมือกับนักรบกิ้งก่าทั้งหมดด้วยตัวเอง
แต่หลังจากได้เห็นพวกปลาตีนน้อยโจมตีพลธนูมาระยะหนึ่งกลับพบว่า พลังชีวิตของเป้าหมายลดลงในระดับที่เชื่องช้าเกินไป ดังนั้นหญิงสาวจึงต้องสั่งการต่อพวกมันอีกครั้งโดยให้พวกมันจับคู่ผสานร่าง ก่อนทำการโจมตีเป้าหมายซ้ำอีกหน
มีนโจมตีกลุ่มนักรบกิ้งก่าด้วยการร่ายเวทฯสลับกับการใช้เรียกใช้ทักษะเวทมนตร์อยู่เป็ระยะ ๆ แต่ทว่า การต่อสู้ในรอบนี้ กลับไม่ใช่เื่ง่ายเหมือนในรอบก่อนหน้าอีกต่อไปเพราะนักรบกลุ่มนี้ มีการเคลื่อนที่และมีปฏิกิริยาต่อสนองต่อการโจมตีที่รวดเร็วกว่าสัตว์อสูรกั้งทะเลในชุดที่ผ่านมาถึงเกือบเท่าตัว
การรับมือนักรบกิ้งก่าในครั้งนี้มีนเรียกใช้งานทักษะเพิ่มค่าพลังเวทมนตร์จากทักษะ [ััแห่งเวทมนตร์] ดูดซับพลังเวทมนตร์ในธรรมชาติมาใช้ฟื้นฟูพลังเวทของตัวเองได้ 30เปอร์เซ็นต์ ในทุก ๆ 5 นาที สลับกับการดื่มน้ำยาเพิ่มเวทมนตร์ขั้นสูง เพื่อให้ตัวเองมีพลังเวทเพียงพอสำหรับใช้โจมตีกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง
แต่ทว่าในบางครั้ง...พลังเวทของตนก็ไม่อาจจะฟื้นฟูกลับมาได้ทันจนต้องหันไปใช้ทักษะโจมตีระยะประชิดที่สูญเสียพลังเวทต่ำกว่า รวมไปถึงทักษะเผ่าพันธุ์ที่ไม่เสียค่าพลังเวทในการเรียกใช้อยู่เป็ระยะ
แต่นั่น...กลับต้องแลกมาด้วยการทำให้พลังชีวิตของตนต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤติเกือบทุกครั้งเพราะเ้ากิ้งก่าถือหอกเหล่านี้ พวกมันมีพลังโจมตีทางกายภาพที่สูงพอสมควร หนำซ้ำตัวเลขค่าพลังชีวิตสูงสุดของตัวเอง...ก็ยังมีจำนวนน้อยนิดเสียเหลือเกิน
หากไม่จำเป็...มีนไม่ก็คิดจะใช้วิธีการนี้ในการต่อสู้แบบตะลุมบอนกับฝูงศัตรูที่มีระดับสูงกว่าตัวเองอย่างแน่นอน
หลังจากหญิงสาวค่อยๆ หาจังหวะโจมตี เพื่อลดพลังชีวิตของสัตว์อสูรกิ้งก่าอยู่นานพอสมควร ในที่สุดความพยายามก็เริ่มจะเห็นผลขึ้นมาบ้างแล้วเพราะว่านักรบกิ้งก่าตัวที่มีระดับ 70-75 เริ่มทยอยตายลงไปทีละตัวสองตัว จนเวลานี้เหลือศัตรูเป้าหมายที่มีระดับสูง...อยู่แค่ไม่เกิน 10 ตัวเท่านั้น
ในส่วนของพวกปลาตีนน้อยหลังจากเวลาของการผสานร่างสิ้นสุดลง มีนจึงสั่งการให้พวกมันคอยหาจังหวะโจมตีสลับกับการชิ่งหนีออกมาให้ห่างจากระยะโจมตีของฝ่ายตรงข้ามอยู่เป็ระยะเพื่อดึงความสนใจของศัตรูกลุ่มนี้ให้อยู่ที่กลุ่มของพวกมันให้นานที่สุด
เวลาผ่านไปกว่า10 นาที กลุ่มสัตว์อสูรกิ้งก่าถือหอกตัวสุดท้ายก็ถูกหญิงสาวปิดฉากสังหาร ก่อนที่ร่างของมันจะกลายเป็แสงสีเทาและหายไปในเวลาต่อมาจากนั้นมีนจึงไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปโจมตีและสังหารกิ้งก่าถือธนูทีละตัวจนพวกมันทยอยล้มตายลง จนหมด...
หลังจากสังหารสัตว์อสูรในชุดที่2 เสร็จสิ้น แต่ก็ยังไม่มีวี่แววจะมีสัตว์อสูรในชุดที่ 3 ออกมา มีนจึงเรียกดูข้อมูลค่าสถานะตัวละครของตนและเ้าปลาตีนน้อยทั้งหลายและก็พบว่า เวลานี้ระดับของตนได้เพิ่มขึ้นมาอีก 2 ระดับ จนกลายเป็ระดับ 63 แล้วส่วนเ้าปลาตีนน้อย ระดับของพวกมันก็เพิ่มขึ้นมาเป็ 60 แล้วด้วยเช่นกัน จากนั้นมีนจึงจัดการเพิ่มค่าสถานะของตัวเองตามสูตร“4-2-2-1-1” ที่อเล็กซ์ได้แนะนำอีกครั้ง
เมื่อจัดการเื่ค่าสถานะให้แก่ตัวละครจนเสร็จเรียบร้อยในขณะที่หญิงสาวกำลังตัดสินใจว่า จะเดินเข้าไปในตัวปราสาทสีรุ้ง ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า...หรือจะถอยออกไปตั้งหลักยังพื้นที่ด้านนอกของกำแพงเมืองก่อน
ทันใดนั้น...ประตูกำแพงชั้นนอกซึ่งล้อมตัวปราสาทเอาไว้ ก็ถูกปิดลงอย่างฉับพลัน
แอด...ปัง!!
ครืน ๆ ๆ
ไม่เพียงเท่านั้นกำแพงเมืองที่ล้อมรอบปราสาทสีรุ้งเองไว้ ก็เริ่มเกิดการสั่นะเืจนส่งเสียงดังลั่นอย่างน่าประหลาดก่อนจะยกตัวสูงขึ้นอีกหลายสิบเมตรอย่างช้า ๆ ซึ่งกระบวนการดังกล่าว กินเวลาอยู่นานหลายอึดใจ
ในที่สุด ความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ประหลาดที่หญิงสาวได้เห็นก็สิ้นสุดลง
กำแพงเมืองที่เคยเห็นบัดนี้ ได้กลายสภาพเป็เสมือนหนึ่งป้อมปราการอันแข็งแกร่งที่ตั้งตระหง่านสูงเสียดฟ้าป้องกันการบุกรุกจากศัตรูภายนอกเอาไว้อย่างหนาแน่น แต่ถึงกระนั้นตัวกำแพงฯ ก็ยังคงเปิดโล่งในส่วนปลายยอดอันสูงสุดกู่เพื่อให้แสงสว่างได้ส่องผ่านลงมาเท่านั้น
มีนแตกตื่นใต่อเหตุการณ์ตรงหน้าซึ่งเกิดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน อีกทั้งสัญชาตญาณของตนได้ร้องเตือนว่า “นี่...มันเป็เพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น”
ใก็ส่วนใแต่ทว่า หากตน้าออกไปจากที่นี่...ต่อให้เอาช้างมาฉุด ก็คงจะไม่มีใครมาหยุดเอาไว้ได้อย่างแน่นอน
มีนเรียกเอา “บัตรสีขาว”ใบนั้น ออกมาจากคลังสมบัติเคลื่อนที่...พร้อมกับเรียกใช้งานมันในทันที
นี่...คือวิธีการเอาตัวรอดจากสถานการณ์คับขันซึ่งมันเคยช่วยชีวิตตนมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว...
ทุกครั้ง...หลังจากสิ้นสุดคำเรียกใช้งานฯร่างของตนก็จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง...ในวิหารแห่งปัญญา
“ใช้งาน...”มีนเรียกใช้งานไอเทม พร้อมกระตุกยิ้มอย่างย่ามใจ
แต่...
ในครั้งนี้...กลับเป็เื่ราวที่แปลกประหลาดไปกว่าทุกครั้ง
ไม่เพียง...จะไม่เกิดความรู้สึกวูบวาบที่ท้องน้อยซึ่งเป็ผลมาจากการเดินทางข้ามมิติ...เหมือนเช่นทุกที
แต่กลับ...มีเสียงและข้อความแจ้งเตือนจากระบบฯดังขึ้นมาแทนที่ว่า
ติ้ง!!
“เนื่องจากผู้เล่นมนตราอยู่ในพื้นที่พิเศษ ผู้เล่นมนตรา ไม่สามารถเรียกใช้งาน ‘บัตรผ่านเข้าสู่วิหารแห่งปัญญา’ ได้ค่ะ”
“ฉิบ!!สะ...ซวยแล้ว” มีนสบถออกมาอย่างตะกุกตะกัก ด้วยอาการอันแตกตื่นสุดระงับ
แต่ความซวยของหญิงสาวยังไม่จบแค่นั้น...
เมื่อจู่ ๆ กลับปรากฏว่าพื้นที่เบื้องหน้าได้มีร่างของสัตว์อสูรกลุ่มใหญ่ จำนวนกว่า 100 ตัว ซึ่งพวกมันทั้งหมดประกอบไปด้วยสัตว์อสูรหลากหลายประเภทอีกทั้งยังมีระดับั้แ่ 80-140 เดินออกมาจากประตูของปราสาทหลังงาม ก่อนที่พวกมันทั้งหมดจะยืนเรียงแถวรวมพลฯอยู่ตรงเชิงบันไดทางขึ้นปราสาท...ในเวลาไม่กี่อึดใจ
หลังจากกลุ่มนักรบดังกล่าวออกมาจนหมดแล้วก็ยังมีสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายหมึกจำนวน 3 ตัว เดินตามนักรบกลุ่มนี้ออกมาด้วย ซึ่งในจำนวนหมึกั์ทั้งสามมีตัวหนึ่งที่ชื่อบนหัวของมัน เป็ที่สะดุดตาแก่หญิงสาวเป็อย่างมาก เพราะชื่อดังกล่าวถูกเขียนเอาไว้ด้วยตัวหนังสือสีทอง...าาหมึกั์
“ผู้เล่นมนตราพบสัตว์อสูรชั้นาา ระดับ 180 ‘าาหมึกั์’ หากผู้เล่นถูกสังหาร ระดับจะลดลง 5 ระดับค่ะ”
“ผู้เล่นมนตราพบสัตว์อสูรที่มีระดับสูงกว่าระดับของผู้เล่นมากเกินไป ขอแนะนำให้หนีค่ะ”
“เอ้า!! แล้วจะหนียังไงล่ะ?” มีนบ่นออกมาอย่างหัวเสียหลังได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบฯ ก่อนจะพยายามก้าวขาถอยหลังออกมาจากจุดเดิมอย่างช้าๆ พร้อมกล่าวอย่างประชดว่า “อีชั้นก็หนีอยู่นี่ไง...จะให้ทำยังไงต่อล่ะคะ? คุณระบบ...”
ไร้เสียงตอบรับและปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ จากคู่สนทนา…
“ทะ...ท่านแม่หนี ๆ ๆ” เสียงเล็ก ๆ ดังขึ้นมาด้วยวลีสั้น ๆ ที่สื่ออารมณ์ถึงความหวาดผวา
“ใช่ ๆ ๆ ๆ ทะ...ท่านแม่หนีเถอะ”หลายเสียงกล่าวสนับสนุนฯ ด้วยความรู้สึกที่ไม่แตกต่างจากเสียงแรกมากนัก
“นะ...หนู...ยะ...ยังไม่อยากตาย”อควาเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกหวาดกลัวจากก้นบึ้งของหัวใจ
“ใช่ ๆ ๆหนูก็ยังไม่อยากตาย ั้แ่เกิดมา หนูยังไม่ได้ไปเที่ยวเล่นที่ไหนเลย หนูยังไม่อยากตายตอนนี้คร่า”เจมีสกล่าวด้วยสีหน้าอันเศร้าสร้อย
“แม่ก็ยังไม่อยากตายจ้ะ...”มีนพยายามสะกดข่มความรู้สึกหวาดกลัวของตนเอาไว้ ก่อนจะขอคำแนะนำจากเด็ก ๆ ทั้งหลาย“แต่พวกเราจะหนียังไงล่ะ? ใครมีวิธีการดี ๆ มั้ย?”
ขณะเดียวกันกองทัพสัตว์อสูรที่อยู่ตรงหน้าฯก็เริ่มเคลื่อนไหวและเคลื่อนที่มุ่งตรงเข้ามาหาหญิงสาวกับพวกเรื่อย ๆ แล้ว...
ความคิดของมีนในตอนนี้สิ่งที่ต้องทำคือ การยื้อเวลาเอาไว้ให้นานที่สุด เพื่อคิดหาวิธีการใด ๆ ที่จะพาตัวเองออกไปจากจุดนี้ให้ได้...
หญิงสาวไม่ลังเลรีรอที่จะเรียกใช้งานทักษะเผ่าพันธุ์ฯเพิ่มค่าสถานะให้ตัวเองทันที...
“ลีโอ[ผสานร่าง]”
“เวอร์โก้ [ผสานร่าง]”
“[อำนาจาา]”
“ไลบร้า [ผสานร่าง]”
“สกอล์ [ผสานร่าง]”
จากนั้นมีนจึงสั่งการให้ปลาตีนน้อยที่เหลือกลับเข้ามาอยู่ในคลังสมบัติฯเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
ถึงแม้ค่าสถานะของตนในเวลานี้จะเพิ่มมาอีกมากโข แต่ก็ใช่ว่า...จะสามารถรับมือกับอีกฝ่าย ซึ่งกำลังดาหน้าเข้ามาหาตนทั้งหมดได้มีนไม่คิดจะเข้าปะทะกับกองทัพสัตว์อสูรเหล่านี้แน่นอน เพราะสิ่งที่สมควรทำมากที่สุด...นั่นคือ“การหนี”
มีนวิ่งหนีกองทัพสัตว์อสูรไปรอบๆ กำแพงสูง เพื่อหาดูว่ามีช่องแตกหรือรูอันไหน? เพียงพอจะให้ตนสามารถมุดหรือแทรกตัวออกไปด้านนอกได้หรือไม่?
ผ่านไปรอบหนึ่งแล้วแต่ช่องแตกบนกำแพงที่ว่า กลับไม่ปรากฏให้เห็น...แม้แต่รอยเดียว
แต่ในขณะที่หญิงสาวกำลังอับจนสิ้นหนทางอยู่นั้นปัญญาอันเฉียบแหลมประดุจดอกเข็มในพานไหว้ครูก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของตน จนทำให้เกิดประกายแสงแห่งความหวังขึ้นมาอีกครั้ง
มีนรีบเปลี่ยนชุดที่ตัวเองสวมใส่จากชุดเซต “หนังงู” เป็ชุดเซต “นกกระจิบสีฟ้า” อย่างรวดเร็ว ก่อนจะะโเรียกใช้งานทักษะที่ติดมากับชุดอย่างลิงโลดในทันที...
“[บิน]!!”
…………