บทที่ 4 รากิญญาเบญจธาตุ
เมื่อพวกเขาเดินออกจากลานกว้าง ก็เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ตรงนั้น
บุรุษผู้นั้นมีสีหน้าเปล่งปลั่งเป็สีแดง ดูสบายอกสบายใจ ไม่เหมือนผู้ที่ผ่านการบำเพ็ญเพียรเลยแม้แต่น้อย
หรงโจวฝานเ้าสำนักฝึกสัตว์จำเยี่ยเวิ่นเทียนได้เป็คนแรก เขามีสีหน้าตกตะลึง คิดในใจว่าเ้าหมอนี่ทำไมถึงออกมายามนี้ ยังไม่ครบกำหนดร้อยปีมิใช่หรือ?
“หยุด!” เยี่ยเวิ่นเทียนชักกระบี่ออกมาพร้อมกับเสียงะโดังขึ้น
ในชั่วพริบตา พลังกระบี่อันทรงพลังก็พวยพุ่ง เส้นแบ่งเขตปรากฏขึ้นบนพื้นตรงหน้าทุกคน
ผู้คนที่ไม่ทันตั้งตัวต่างใ พร้อมกับถอยหลังไปหนึ่งก้าว
หรงโจวฝานะโอย่างโกรธเกรี้ยว “เยี่ยเวิ่นเทียน เ้าบ้าไปแล้วหรือ?!”
“พวกเ้าทั้งหมดยืนอยู่ตรงนั้น อย่าขยับ! ผู้ใดรบกวนการดึงปราณิญญาเข้าร่างของศิษย์ข้า จงรับผิดชอบผลที่ตามมาเอง!” เยี่ยเวิ่นเทียนแผ่รัศมีอำนาจอันทรงพลังออกมาจากร่าง
หลายคนเพิ่งสังเกตเห็นว่า ด้านหลังของเยี่ยเวิ่นเทียน มีเด็กหญิงอายุราวสิบขวบกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่
“เยี่ยเวิ่นเทียน เ้ากำลังหลอกผู้ใดกันแน่! การดึงปราณิญญาเข้าร่างไม่จำเป็ต้องใช้ปราณิญญามากมายเพียงนี้ เ้าวางค่ายกลรวมิญญาไว้ที่นี่ใช่หรือไม่?”
ชัดเจนว่าไม่มีเ้าสำนักคนใดในที่นี้เชื่อคำพูดของเยี่ยเวิ่นเทียน
มีเพียงเ้าสำนักเสวียนหลิงที่นึกถึงความเป็ไปได้อีกอย่างหนึ่ง สายตาที่มองไปยังเฟิ่งชิงหร่านนั้นเจือไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
เยี่ยเวิ่นเทียนนิ่งเงียบไม่กล่าววาจา ไม่อยากอธิบายให้พวกเขาฟัง ศิษย์น้อยของเขาเป็รากิญญาเซียนล้ำค่า ปราณิญญาเหล่านี้นับว่าน้อยเกินไปด้วยซ้ำ
บัดนั้น ซูเยียนหรานดึงแขนเสื้อของเซียวหงอวี่เบา ๆ พลางเอ่ยเสียงอ่อนหวานว่า “ท่านเ้าสำนัก ข้ารู้จักพี่หญิงที่อยู่ด้านหลังนั่น นางมีรากิญญาเบญจธาตุ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างหันไปมองซูเยียนหราน ดวงตาของนางเปล่งประกายแห่งความภาคภูมิใจ นางเป็ผู้มีรากิญญาเหมันต์ผกผันที่หาได้ยากในรอบพันปี
เฟิ่งชิงหร่านที่เป็คนไร้ค่าเช่นนั้น จะมาดึงดูดปราณิญญาเข้าร่างก่อนนางได้อย่างไร เฟิ่งชิงหร่านเป็ได้เพียงตัวประกอบของนางเท่านั้น
“เ้าแน่ใจหรือ?” เซียวหงอวี่ถามอย่างจริงจัง
ศิษย์ทั้งแปดคนของเยี่ยเวิ่นเทียน แต่ละคนล้วนมีพร์เหนือธสามัญ เหตุใดจึงจะเลือกศิษย์ที่มีรากิญญาเบญจธาตุเล่า?
รากิญญาธาตุทั้งห้ากับรากิญญาเบญจธาตุนั้นไม่เหมือนกัน รากิญญาธาตุทั้งห้ายังมีโอกาสในการบำเพ็ญเพียร
แต่รากิญญาเบญจธาตุนั้นเป็รากฐานที่ไร้ประโยชน์อย่างแท้จริง แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะดึงปราณิญญาเข้าสู่ร่างกาย หากฝืนดึงปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายก็อาจถึงขั้นร่างกายะเิจนสิ้นชีพได้
อีกทั้งเด็กที่มีรากิญญาเบญจธาตุ ส่วนใหญ่มักจะเสียชีวิตั้แ่อายุยังน้อย
เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า โลกแห่งการบำเพ็ญเซียนจึงเกิดความเข้าใจร่วมกันโดยปริยายว่า จะไม่รับเด็กที่มีรากิญญาเบญจธาตุ
หนึ่งไร้วิธีการบำเพ็ญ สองไร้คุณค่าในการบำเพ็ญ
“ท่านเ้าสำนัก นางมีนามว่าเฟิ่งชิงหร่าน ก่อนหน้านี้นางยังมาหาข้า หวังให้ข้าพานางเข้าสู่สำนักกระบี่์” ซูเยียนหรานเงยหน้าน้อย ๆ กล่าวอย่างมั่นใจ
เซียวหงอวี่โบกมือ แผ่นหยกลอยขึ้นกลางเวหา บนนั้นแสดงข้อมูลของเฟิ่งชิงหร่าน
“ฮ่า ๆ ๆ รากิญญาเบญจธาตุ” หรงโจวฝานหัวเราะออกมา “เยี่ยเวิ่นเทียน! รีบพาศิษย์ของเ้ากลับสำนักไปเถอะ อย่ามาทำให้ขายหน้าที่นี่เลย”
“เหล่าเยี่ย เ้าก็รู้ดีว่ารากิญญาเบญจธาตุเป็อย่างไร อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจไปเลย” เ้าสำนักเสวียนหลิงเตือน
ดวงตาของเยี่ยเวิ่นเทียนเผยแววดูแคลน พวกคนมืดบอด พวกเขาคิดแต่เพียงว่ายิ่งมีรากิญญามาก หนทางบำเพ็ญเพียรก็ยิ่งยากลำบากและยาวนาน ยิ่งง่ายที่จะสิ้นชีพในยามฝ่าทัณฑ์์ แต่กลับไม่รู้ว่ายิ่งมีจำนวนรากิญญามากเท่าใด พลังในการเหาะเหินเดินอากาศและทะลวงขั้นในภายหน้าก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น
เช่นเดียวกับศิษย์น้อยที่มีรากิญญาเบญจธาตุ พร์นั้นช่างเหนือชั้นยิ่งนัก
ไม่เพียงแต่มีโอกาสที่จะพัฒนารากิญญาอันหายากเท่านั้น แต่ยังไร้คู่ต่อสู้ในการต่อสู้ระดับเดียวกันอีกด้วย
ส่วนความยากลำบากและอันตรายบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรนั้น ผู้ฝึกตนทุกคนล้วนต้องเผชิญ หากท้อถอยเพราะอุปสรรคเบื้องหน้า แล้วจะมาบำเพ็ญเซียนทำไมกัน กลับบ้านไปทำนาเสียเถอะ!
เซียวหงอวี่มองด้วยสายตาเ็า เอ่ยปากว่า “ท่านเ้าสำนักเยี่ย รีบให้นางหยุดเถิด หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป จะเกิดเื่แน่”
“พวกเ้ามีเวลาขนาดนี้ ไปเลือกศิษย์กันเสียเถอะ” เยี่ยเวิ่นเทียนเหลือบมองเซียวหงอวี่ครู่หนึ่งอย่างไม่สะทกสะท้าน
“ท่านเ้าสำนักเยี่ย การให้คนที่มีรากิญญาเบญจธาตุบังคับดึงปราณเข้าร่างกาย ท่านกำลังทำลายชีวิตผู้อื่นอยู่นะ!” เซียวหงอวี่กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เหล่าเยี่ย การทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตาย จะนำมาซึ่งเวรกรรม” บรรดาเ้าสำนักต่างพากันเตือนสติเยี่ยเวิ่นเทียนให้ขัดจังหวะการบำเพ็ญของเฟิ่งชิงหร่าน เพราะหากทำเช่นนั้น เฟิ่งชิงหร่านก็จะได้รับาเ็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากปล่อยให้เฟิ่งชิงหร่านดำเนินการต่อไป ร่างนางจะต้องะเิตายอย่างแน่นอน
หากศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบแล้วถูกคัดออกมาตกตายที่นี่ จะนำมาซึ่งปัญหาที่ไม่จำเป็ให้กับสำนัก
เฟิ่งชิงหร่านสามารถตายที่ใดก็ได้ แต่ที่เดียวที่นางไม่สมควรมาตายคือนอกสถานที่คัดเลือกศิษย์ของสำนักใหญ่ในแคว้นเมฆาคราม
ดวงตาของซูเยียนหรานเปล่งประกายด้วยความพึงพอใจ นางมองไปยังเฟิ่งชิงหร่านที่กำลังทุกข์ทรมาน ด้วยการรบกวนของคนเหล่านี้ เฟิ่งชิงหร่านยิ่งไม่มีทางนำปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายได้
เมื่อเฟิ่งชิงหร่านล้มเหลวในการนำปราณิญญาเข้าร่างและอยู่ในสภาพใกล้ตาย นางจะเข้าไปแสดงความห่วงใยต่อเฟิ่งชิงหร่าน และฉวยโอกาสเอากำไลไป
อย่างไรก็ตาม ซูเยียนหรานไม่รู้ว่าเฟิ่งชิงหร่านไม่ได้ยินเสียงจากภายนอกเลย เพราะเยี่ยเวิ่นเทียนได้วางค่ายกลป้องกันการรบกวนจากภายนอกไว้รอบตัวนางแล้ว
ในขณะนี้ ร่างกายของเฟิ่งชิงหร่านปรากฏรอยแตกเล็ก ๆ มากมายใต้อาภรณ์ มีเืซึมออกมาเป็สาย
เฟิ่งชิงหร่านรู้สึกเ็ปไปทั่วร่างแทบสิ้นใจ นางกัดฟันพยายามดึงปราณิญญาเข้าสู่ร่างกายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เมื่อปราณิญญาเข้าสู่รากิญญาแล้ว มันก็หายวับไปในพริบตา ราวกับก้อนหินจมหายลงมหาสมุทรกว้าง
ทว่าทุกครั้งที่พยายาม ความเ็ปที่รากิญญากลับยิ่งทวีคูณ
นางเ็ปจนแทบสิ้นสติ นางรู้ว่าหากยังคงทำต่อไป นางจะต้องตายเพราะร่างกายะเิอย่างแน่นอน
ทว่านางไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ นางไม่้าเป็เพียงมดปลวกไปตลอดกาล!
นางจำเป็ต้องเดินบนเส้นทางการบำเพ็ญเซียน แม้ว่าร่างกายต้องะเิตาย นางก็ต้องลองอีกครั้ง!
ทันใดนั้น
มือที่มองไม่เห็นพลันปรากฏขึ้นภายในร่างของนาง ช่วยนางจับกลุ่มปราณิญญาโดยทันที ก่อนที่นางจะทันได้ตอบสนอง นางพบว่ามันได้แยกกลุ่มปราณิญญาทั้งห้าชนิดออกจากกันและส่งไปยังรากิญญาของนางเรียบร้อยแล้ว