เมื่อซ่งจินเหยากลับมาถึงบ้าน นอกจากอาสะใภ้ห้าแล้ว ยังมีเด็ก ๆ เพิ่มมาอีกสามคน กำลังนั่งกินข้าวกันอยู่
พวกเขาไม่ได้อยู่ในห้องอาหาร แต่ตั้งโต๊ะกินกันในโถงกลางบ้าน มีเด็กชายสองคนนั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ ซึ่งน่าจะเป็หลานชายของโม่หงเชิน —โม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนาน
เด็กทั้งสองมีรูปร่างผอมแห้งผิดปกติ เสื้อผ้าก็ไม่พอดีตัว
โม่เจิ้งตงใส่เสื้อกับกางเกงที่สั้นเกินไป แขนขาที่โผล่ออกมานั้นแดงก่ำเพราะถูกลมหนาว
ส่วนโม่เจิ้งหนานกลับใส่เสื้อผ้าที่ใหญ่เกินตัว มันห้อยลงมาเหมือนแค่เอาเสื้อคลุมมาพาดไว้เฉย ๆ จมูกของเขาแดงและมีน้ำมูกไหลออกมาไม่หยุด
อีกด้านหนึ่งของโต๊ะ อาสะใภ้ห้ากำลังอุ้มเด็กผู้หญิงตัวน้อยอยู่
นี่คือลูกสาวคนเล็กของโม่หงเชิน ชื่อโม่ซีซี ว่ากันว่านางอายุสองขวบแล้ว ทว่ารูปร่างกลับผอมแห้งและตัวเล็กกว่าที่ควรจะเป็ ผมของนางบางและสั้น มัดรวบเป็จุกเล็ก ๆ อย่างลวก ๆ
หากบอกว่านางอายุเพียงขวบเดียวก็คงมีคนเชื่อ
อาหารบนโต๊ะมีเพียงชามเล็ก ๆ ที่ใส่ของเหลวซึ่งไม่สามารถระบุได้ว่ามันคืออะไร สีเหลืองปนดำ ลักษณะคล้ายโจ๊กข้น ๆ
เมื่อเห็นซ่งจินเหยาเดินเข้ามา อาสะใภ้ห้าก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร ทว่าเด็กชายทั้งสองกลับเงยหน้าขึ้นมามองนางด้วยความสงสัย
พวกเขาไม่ได้มีหน้าตาละม้ายคล้ายโม่หงเชิน ทว่าสีหน้าท่าทางกลับเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะโม่เจิ้งตง
ซ่งจินเหยาเดินเข้าไปเก็บเครื่องนอนและผ้าห่ม ยังไม่ทันจะเดินกลับออกมาก็ได้ยินอาสะใภ้ห้าตวาดเสียงแหลมดังลั่น
“อ้าปากเข้าสิ! กินเข้าไป ดื้อจริงเชียว!”
เมื่อซ่งจินเหยาเดินเข้ามาในห้องโถง ก็เห็นอาสะใภ้ห้ากำลังอุ้มโม่ซีซีไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง และใช้มืออีกข้างหนึ่งยัดโจ๊กสีดำปนเหลืองเข้าปากนาง โดยไม่สนใจว่านางจะกลืนลงไปหรือยัง จากนั้นก็ตักคำถัดไปยัดต่อทันที
ดูเหมือนว่าโม่ซีซีจะไม่สามารถกินเข้าไปได้อีก นางจึงบิดตัวขัดขืนเล็กน้อย ทำให้อาสะใภ้ห้าแผดเสียงอีกครั้ง พร้อมกับตีแขนน้อย ๆ ของนางไปทีหนึ่ง
หนูน้อยโม่ซีซีพลันมีน้ำตาคลอเบ้า แต่นางไม่กล้าร้องไห้ออกมา ได้แต่กลั้นใจกลืนโจ๊กนั้นลงไปอย่างยากลำบาก
เมื่ออาสะใภ้ห้าเห็นว่าซ่งจินเหยาจ้องมองอยู่ นางจึงกลอกตาและเริ่มรุนแรงกับโม่ซีซีมากขึ้น
“แค่กินข้าวยังเื่มากขนาดนี้ หาเื่โดนตีเสียแล้วไหมล่ะ!”
พูดจบอาสะใภ้ห้าก็ผลักเด็กน้อยแรง ๆ ไปหนึ่งที
โม่ซีซีกำลังพยายามกลืนโจ๊กอยู่ พอถูกผลักเข้าแบบนั้นเกือบจะสำลัก นางไอและพ่นของในปากออกมาคำโต กว่าจะตั้งสติได้ก็ไอจนหน้าดำหน้าแดง
อาหารที่พ่นออกมาเปื้อนเสื้อผ้าของเด็กน้อย แล้วยังเปื้อนเสื้อผ้าของอาสะใภ้ห้าด้วย
เหตุการณ์นี้ทำให้อาสะใภ้ห้าบันดาลโทสะ นางตบโต๊ะฉาดใหญ่พร้อมกับะโด้วยความเกรี้ยวกราด “อีเด็กเวร! ทำบ้าอะไรของแก!”
ภาพตรงหน้าทำให้ซ่งจินเหยาโกรธจนแทบะเิ
ถึงแม้นางจะไม่ใช่คนรักเด็ก แต่ก็รับไม่ได้แบบสุด ๆ หากเห็นใครมาทำร้ายเด็กโต้ง ๆ แบบนี้
ยิ่งนางรู้แล้วว่าอาสะใภ้ห้าผู้นี้เป็ใคร นางก็ยิ่งโมโห
อาสะใภ้ห้าผู้นี้เดิมทีเป็แม่บ้านของตระกูลโม่ นางออกจากตระกูลไปั้แ่รุ่นบิดาของโม่หงเชิน และเวลานี้ โม่หงเชินก็จ่ายเงินจ้างนางให้มาช่วยดูแลลูก ๆ เท่านั้น
หากพูดกันตามจริงแล้ว นางก็คือพี่เลี้ยงเด็ก เป็เพียงสาวใช้คนหนึ่งที่เคยอยู่มานานเท่านั้น
แล้วสาวใช้คนนี้รับเงินจากเ้านายเพื่อมาปฏิบัติต่อนายน้อยของพวกเขาเช่นนี้หรือ?
สีหน้าของซ่งจินเหยาพลันเ็าขึ้นขณะจ้องมองไปยังอาสะใภ้ห้า “นี่มันอะไรกัน ท่านถูกจ้างมาดูแลเด็ก ๆ แล้วท่านเลี้ยงเด็กเช่นนี้หรือ?”
อาสะใภ้ห้าเดิมทีก็โกรธแค้นซ่งจินเหยาเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว ทันทีที่ได้ยินก็กล่าววาจาเย้ยหยัน “ชาวบ้านอย่างเราก็เลี้ยงลูกกันแบบนี้ ไม่ได้ประคบประหงมเอาใจเหมือนคนเมือง”
ซ่งจินเหยาหัวเราะเสียงเย็น “โอ้? ถ้าเช่นนั้น หากข้าเจอลูกชายหรือหลานชายของท่าน ข้าก็จะตีและดุด่าเขาแบบนี้บ้างแล้วกัน”
“เ้ากล้าหรือ!”
“ท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าเด็ก ๆ โตมาด้วยการโดนตีและดุด่า?”
อาสะใภ้ห้าเถียงสู้ซ่งจินเหยาไม่ได้ จึงลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห นางวางโม่ซีซีลงบนเก้าอี้ แล้วพูดเสียงแข็งว่า “เ้าอาละวาดใส่ข้า ก็เพราะข้าไม่ได้ทำอาหารให้เ้าสินะ? หึ...ข้าขอบอกไว้เลยนะว่า ตอนที่อาเชินจ้างข้า เขาพูดเอาไว้อย่างชัดเจนว่าให้ข้ามาดูแลเด็ก ๆ เท่านั้น ไม่เคยบอกว่าจะต้องรับใช้เ้าด้วย หากอยากกินข้าวก็ไปหาทำเอาเอง!”
พูดจบอาสะใภ้ห้าก็หมุนตัวเดินไปด้านหลัง ไม่นานก็เดินกลับออกมาพร้ะกร้าใบหนึ่งที่คลุมผ้าเอาไว้
ที่อาสะใภ้ห้าอวดดีเพียงนี้ นั่นก็เพราะนางไปสืบมาแล้วว่าบิดามารดาของฉางจินกุ้ยมีฐานะร่ำรวยและมีสาวใช้ที่บ้าน
เมื่อมองดูซ่งจินเหยาที่มีรูปร่างบอบบาง ไม่เหมือนคนที่คุ้นเคยกับการทำงานบ้าน อาสะใภ้ห้าจึงยิ่งมั่นใจว่า หญิงสาวนางนี้จะต้องทำกับข้าวไม่เป็แน่ ๆ
ถ้านางไม่ทำอาหารให้กิน ก็จะต้องหิวจนไส้กิ่ว อยากเห็นนักเชียวว่าจะยังแผลงฤทธิ์ไปได้อีกนานแค่ไหน!
อาสะใภ้ห้าจ้องมองซ่งจินเหยาอย่างเย้ยหยันด้วยสายตาพึงพอใจก่อนจะเดินออกไป
“ช้าก่อน” ซ่งจินเหยาร้องเรียกเสียงเรียบ พลางจ้องอาสะใภ้ห้าด้วยแววตาเย็นเฉียบ
อาสะใภ้ห้านึกว่าอีกฝ่ายเริ่มหวาดกลัวจึงได้ใจ คิดว่าซ่งจินเหยาคงยอมแพ้แล้วถึงได้รั้งนางไว้ ทว่าประโยคต่อมากลับทำให้ใบหน้าของอาสะใภ้ห้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
“อะไรอยู่ในมือท่านน่ะ?”
อาสะใภ้ห้าพยายามซ่อนตะกร้าไว้ด้านหลังด้วยสัญชาตญาณ “นี่...นี่มันของของข้า…”
ซ่งจินเหยาไม่เชื่อแม้แต่น้อย นางก้าวพรวดเข้าไปและฉวยเอาตะกร้ามาโดยที่อาสะใภ้ห้าไม่ทันตั้งตัว
ในตะกร้ามีเนื้อหมูสองก้อน ไข่ไก่หกฟองและแป้งสาลีอีกหนึ่งถุง
“ของของท่านหรือ? หรือว่าของของเ้านายกันแน่?”
อาสะใภ้ห้าอ้าปากเพื่อจะพ่นคำโกหก แต่ก็ไม่สามารถหาข้ออ้างมากลบเกลื่อนความผิดได้ เด็กทั้งสามล้วนขี้ขลาด นางจึงไม่สนใจพวกเขา แต่หญิงชั่วร้ายผู้นี้ หากนางไปฟ้องโม่หงเชินขึ้นมา เป็เื่ใหญ่แน่…
ซ่งจินเหยากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เด็กพวกนี้อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต บ้านมีทั้งเนื้อและไข่ แต่ท่านกลับไม่ใช้ทำอาหารให้พวกเขากิน ให้กินของเหลวที่ไร้ประโยชน์อะไรก็ไม่รู้?”
อาสะใภ้ห้ากัดฟันกรอดพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เ้าคิดแต่จะฟุ่มเฟือยละสิ? อาหารดี ๆ ควรเก็บไว้ค่อย ๆ กินถึงจะถูก…”
ซ่งจินเหยาไม่เชื่อคำแก้ตัวของนาง “ข้าไม่ใช่คนฟุ่มเฟือย แต่ใครจะรู้ว่าอาหารดี ๆ พวกนี้จะเข้าปากใคร? ท่านจะว่าอย่างไรล่ะ อาสะใภ้ห้า?”
ใบหน้าของอาสะใภ้ห้าแดงก่ำและซีดเผือด นางชี้หน้าซ่งจินเหยาด้วยความโมโหแต่ก็พูดไม่ออก
ผู้หญิงคนนี้ไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย ไม่มีความนุ่มนวลอ่อนโยนทั้งยังไม่สำรวมกิริยาอย่างที่ภรรยาที่ดีควรจะเป็เลยแม้แต่น้อย นางจนปัญญาจะรับมือแล้ว
ดูท่าคงต้องหาทางกำจัดผู้หญิงคนนี้ออกไปจากบ้านให้เร็วที่สุด
หลังจากที่อาสะใภ้ห้าเดินกระทืบเท้าออกจากห้องไป ซ่งจินเหยาก็เข้ามาเช็ดหน้าเช็ดมือให้เด็กหญิงตัวน้อย ประคองนางให้นั่งดี ๆ ก่อนจะเอ่ยกับเด็กชายทั้งสอง “พวกเ้าเอาชามเข้าไปเก็บในห้องครัว เดี๋ยวข้าจะทำอาหารให้กิน”
เด็กชายทั้งสองตกตะลึงกับเหตุการณ์ทั้งหมดจนพูดไม่ออก แต่ความจริงพวกเขาชินกับการที่ ‘ท่านพ่อ’ ไม่ค่อยว่างอยู่แล้ว
หลังจากที่บิดามารดาแท้ ๆ ของพวกเขาจากไป โม่เจิ้งหนานร้องไห้จนแทบขาดใจ สุดท้ายโม่หงเชินก็ยอมให้พวกเขาเรียกตนว่า “ท่านพ่อ”
ทว่าโม่หงเชินมักจะมีงานยุ่งอยู่ตลอดเวลา เด็กชายทั้งสองไปเล่าเรียนที่สำนักศึกษาหน้าหมู่บ้านในเวลากลางวัน เมื่อกลับถึงบ้านในตอนเย็น ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวที่ดูแลพวกเขาก็คือท่านย่าห้า
พวกเขารู้ดีว่าท่านย่าห้าเป็คนเช่นไร และพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้
หากจะฟ้องท่านพ่อก็รังแต่จะทำให้เขารู้สึกลำบากใจ อย่างมากก็หาคนอื่นมาดูแลน้องสาว แม้ท่านย่าห้าจะชอบแอบหยิบของเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบ้านไป แต่ก็ไม่ใช่คนชั่วร้ายโดยสันดานแต่อย่างใด
ทว่าวันนี้ ผู้หญิงคนนี้กลับทะเลาะกับท่านย่าห้า!?
แถมยังยึดเอาเนื้อกับไข่ที่ท่านย่าห้าแอบหยิบไป ซึ่งเป็ของที่ท่านพ่อเตรียมไว้ให้พวกเขากลับมาด้วย
หากท่านย่าห้าไม่ยอมกลับมาที่นี่อีก แล้วพวกเขาจะทำเช่นไร? ใครจะดูแลน้องสาวล่ะ?
โม่เจิ้งหนานและโม่เจิ้งตงมองตากัน ในสายตาของทั้งสองคนสะท้อนความกังวลใจออกมา
ทว่า...เหตุใดพวกเขาจึงรู้สึกสะใจอย่างบอกไม่ถูก
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ซ่งจินเหยาเห็นว่าเด็กชายทั้งสองยืนนิ่งไม่ขยับ จึงถามขึ้น “เป็อะไรไป? หรือว่าจะกินของเหลวข้น ๆ ดำ ๆ เหลือง ๆ นี่ต่อไปกันล่ะ?”
โม่เจิ้งหนานหัวไวกว่าจึงรีบสะกิดพี่ชาย ทั้งสองช่วยกันเก็บชามแล้วมุ่งหน้าไปยังห้องครัว
.
.
.