เมื่อเทียบกับอารมณ์ไม่คงที่ของเฉินจิ้งเจียแล้วป๋อชางโหวนับว่าอารมณ์ดียิ่ง คิดเองเออเองว่าสองพี่น้องคืนดีกันแล้วถึงดูดีใจขนาดนี้
แต่เขากลับไม่รู้ว่าทั้งสองอยู่ในสภาวะหากไม่ตายไปข้างหนึ่งจะไม่มีทางหยุดกันมานานแล้วยามอยู่ต่อหน้าเขาก็แสดงออกว่าสนิทสนม กระนั้นต่างคนก็มีเป้าหมายของตัวเองต่างคนต่างมีความคิดของตัวเองก็เท่านั้น
แน่นอนว่าเมื่อเขาดีใจจ้าวอี๋เหนียงก็ดีใจตามเช่นกัน อย่างน้อยก็แสดงคำขอโทษแทนเฉินจิ้งโหรวได้สำเร็จ
“ท่านโหวสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” นางจงใจถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว
ป๋อชางโหวเองมิได้ปิดบังแต่อย่างใดตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าพูดถูกท้ายที่สุดเจียเอ๋อร์และโหรวเอ๋อร์ก็เป็นพี่น้องกันอยู่ดีคุยกันไม่กี่คำก็คืนดีกันแล้ว”
“ท่านโหวเยี่ยมยอดยิ่งนักเจ้าค่ะพูดไม่กี่คำก็ทำให้คุณหนูใหญ่ยกโทษให้โหรวเอ๋อร์ได้แล้ว”จ้าวอี๋เหนียงรีบประจบทันใด แม้แต่สายตาที่มองป๋อชางโหวยังเต็มไปด้วยความศรัทธา
นางมิได้คิดจริงๆว่าป๋อชางโหวจะสนใจลงแรงกับเรื่องนี้มากมายนักแต่นางรู้จักสันดานเลวของบุรุษเป็นอย่างดีสิ่งที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือการชื่นชมในความสามารถเขาและชื่นชอบคำเยินยอศรัทธาจากสตรีเป็นที่สุด
ซึ่งป๋อชางโหวเองก็ไม่เว้นเช่นกัน
เขาให้จ้าวอี๋เหนียงช่วยถอดชุดคลุมตัวใหญ่ออกจากนั้นจึงนั่งบนเก้าอี้ สายตามองร่างจ้าวอี๋เหนียงคิดถึงความอ่อนโยนและเอาใจใส่อยู่เป็นนิจของนางรวมถึงความนุ่มนวลที่นางปฏิบัติต่อลูกๆ ของเขาทำเอามุมปากอดที่จะยกยิ้มขึ้นเสียมิได้
“จ้าวชื่อข้าคิดแล้วว่าอย่างไรจวนป๋อชางโหวจำต้องมีสตรีสักคนคอยช่วยจัดการคอยกระทั่งถึงเวลาอันเหมาะสม แล้วจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นฮูหยินก็แล้วกัน”
เขาเอ่ยเช่นนี้ออกมาทำเอาจ้าวอี๋เหนียงที่กำลังยุ่งกับงานหยุดชะงักสายตาเปล่งประกายความดีใจขีดสุดทันใด
เฉินจิ้งเจียต่อให้เจ้าจะใช้ร้อยเล่ห์มายาแล้วอย่างไร? ตำแหน่งฮูหยินแห่งจวนโหวนี้ในที่สุดก็เป็นของข้า!
“ท่านโหวไม่เหมาะหรือไม่เจ้าคะ? ข้าต่ำต้อยยิ่งนักตำแหน่งฮูหยินนี้ คอยกระทั่งเรากลับเมืองหลวงแล้วข้าค่อยช่วยท่านตามสืบเสาะว่ามีแม่นางสกุลใดที่เหมาะสมมาตบแต่งกับท่านโหว...”
นางร่ายไม่หยุดคำพูดส่อให้เห็นถึงความต่ำต้อยขีดสุด
ป๋อชางโหวโบกปัดมือ“ไม่จำเป็น จวนป๋อชางโหวเป็นเช่นไรเจ้าก็เข้าใจดีเอาคนนอกเข้ามาก็ไม่รู้นิสัยใจคออีก หากทำไม่ดีกับเจียเอ๋อร์ขึ้นมาแล้วจะให้ข้าจะสู้หน้าอาเหยาอย่างไรได้?”
ยามนี้ถึงป๋อชางโหวจะเอ่ยถึงซูเหยาอย่างไรจ้าวอี๋เหนียงก็ไม่สนอีกต่อไป อย่างไรเสียนางก็จะได้เป็นฮูหยินแล้วกะอีแค่คนตายคนเดียว จะติดอยู่ในใจป๋อชางโหวไปได้นานอีกสักเท่าไรเชียว
จ้าวอี๋เหนียงหลุบสายตาคล้ายกับกำลังครุ่นคิดตีกันอยู่เนิ่นนานในที่สุดจึงตกลงรับปาก “เช่นนั้น เช่นนั้นว่าตามท่านโหวก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
ทั้งสองรับประทานมื้อเช้าพร้อมกันป๋อชางโหวมีธุระจึงขอตัวไปก่อนจิตใจความทะเยอทะยานของจ้าวอี๋เหนียงพลันพุ่งทะยานขึ้นทันใด
ความอ่อนโยนแสนใส่ใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนไปในบัดดลจ้าวอี๋เหนียงลากมือผ่านเก้าอี้ตัวสูงเบื้องหน้าตัวหนึ่งเป็นตำแหน่งที่ป๋อชางโหวนั่งในวันปกติ อีกตัวขนาบข้างอยู่ข้างกันเป็นตัวแทนเทียบเท่ากับฮูหยินโหวของป๋อชางโหวนั่นเอง
นางหันกายนั่งลงบนเก้าอี้ตัวดังกล่าวสายตาปราดทอดมองไปโถงเบื้องหน้า ที่แท้ตำแหน่งนี้ก็สบายมากนี่เองครั้นนั่งลงแม้แต่ตำแหน่งสายตาก็ยังกว้างขวางยิ่ง
“แม่นมซุนเรื่องที่ให้เจ้าจัดการไปถึงไหนแล้ว?”
จ้าวอี๋เหนียงถามน้ำเสียงโอหังสูงส่งราวกับตอนนี้นางเป็นฮูหยินไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น
แม่นมซุนเยื้องย่างไปข้างกายจ้าวอี๋เหนียง“เรียนฮูหยิน ติดต่อกับทางนั้นเรียบร้อยเจ้าค่ะ แค่รอให้สบโอกาสพวกเราก็สามารถ...”
“พอได้แล้วข้ายังไม่ใช่ฮูหยิน เจ้าเรียกข้าเช่นนี้หากคนอื่นได้ยินเข้าจะทำอย่างไร?”
แม้ปากเอ่ยเช่นนั้นแต่การกระทำของนางกลับมิได้แสดงถึงความถ่อมตัวแม้แต่น้อยทุกท่วงท่าการกระทำล้วนยิ่งแสดงออกมาราวกับว่าเช่นนี้เหมาะสมกับสถานะฮูหยินมากที่สุดแล้ว
“จริงสิบอกคุณหนูรองด้วยว่า ระยะนี้ให้ไปมาหาสู่กับคุณหนูใหญ่ดีๆอย่าได้สร้างความวุ่นวายเพิ่มขึ้นในเวลาเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรอให้ถึงวันมะรืนข้าจะจัดการให้นางเป็นหลักแทน”
นางเพิ่งเอ่ยจบแม่นมซุนยังไม่ทันตอบรับนางทันใดนั้นเฉินจิ้งโหรวพลันพุ่งเข้ามาด้วยสีหน้าคร่ำเคร่ง
รอยยิ้มบนหน้าจ้าวอี๋เหนียงจางหายทันใดนางมองเฉินจิ้งโหรวพร้อมถามไถ่ “เจ้าทำสีหน้าอะไรกันหากพ่อเจ้าอยู่เจ้าจะอธิบายอย่างไรเล่า!”
เฉินจิ้งโหรวสีหน้าเปลี่ยนไปรีบหันมองรอบห้อง ครั้นแน่ใจแล้วว่าป๋อชางโหวไม่อยู่ ถึงได้ปริปากทันใด “ท่านแม่ท่านรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่เฉินจิ้งเจียทำอะไร!”
ทำอะไร? แม่นางน้อยตัวคนเดียวอย่างนางจะทำอะไรได้?
“ข้าได้ยินพ่อเจ้าบอกแล้วมิใช่ว่าเฉินจิ้งเจียยกโทษให้เจ้าแล้วหรอกหรือ” จ้าวอี๋เหนียงถามอย่างสงสัย
ยกโทษ? เฉินจิ้งโหรวแสยะยิ้มเย็น “นางอยู่ต่อหน้าท่านพ่อจะพูดได้หรือว่าไม่ยอมยกโทษให้ข้า”
พูดไปก็เล่าเรื่องราวเมื่อครู่อย่างตีไข่ใส่สี“ท่านแม่ ท่านดูเอาเถิดว่านางยกโทษให้ข้าตรงไหนนางวางแผนแกล้งข้ามาตั้งแต่แรกแล้ว!”
เมื่อเห็นจ้าวอี๋เหนียงปิดปากไม่ส่งเสียงตอบใดๆเฉินจิ้งโหรวจึงเอ่ยต่อ“ข้าว่าแผนการของนางที่ให้ท่านคัดพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ไม่สำเร็จยามนี้ถึงได้ใช้วีธีเดิมมาเล่นงานข้า”
“คัดก็คัดไปสิใครจะรู้ว่าเจ้าได้คัดเองกับมือหรือไม่?” จ้าวอี๋เหนียงมองเฉินจิ้งโหรว“แม่กำลังจะได้เป็นฮูหยิน ช่วงเวลานี้เจ้าอย่าได้ไปรบรากับเฉินจิ้งเจียมากนักรอให้ผ่านระยะนี้ไปเสียก่อนพวกเราก็กลับจวนได้แล้วพอกลับไปเจ้าก็กลายเป็นคุณหนูเอกแห่งจวนป๋อชางโหวแล้ว”
เมื่อได้ยินเฉินจิ้งโหรวอดที่จะดีอกดีใจเต็มประดาขึ้นเสียมิได้ “ท่านแม่ ท่านว่าอะไรนะเจ้าคะ? ท่านบอกว่าท่านกำลังจะได้เป็นฮูหยินโหวหรือ? ท่านพ่อบอกมาหรือเจ้าคะ?”
นางพูดไปพลางส่ายชายเสื้อจ้าวอี๋เหนียงไม่สนใจความอัดอั้นที่ได้รับจากเฉินจิ้งเจียอีกต่อไป
“เอาละๆเจ้าทำตัวไม่เป็นกุลสตรีเอาเสียเลย!”
จ้าวอี๋เหนียงยิ้มให้เฉินจิ้งโหรว“พ่อเจ้าเพิ่งบอกมา เพียงแต่อยู่ในวัดอันเหรินย่อมไม่สะดวกดังนั้นคอยกระทั่งกลับจวนเราแล้วค่อยคุยกันเรื่องนี้ เจ้าเองก็เงียบปากไว้ละ!”
เฉินจิ้งโหรวพยักหน้ารัวเรื่องใหญ่ขนาดนี้นางไม่มีทางเอาเท้าราน้ำอยู่แล้ว “เข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายหญิงท่านแม่ของข้า!”
ว่าแล้วเฉินจิ้งโหรวก็นึกถึงเฉินจิ้งเจียขึ้น“เช่นนั้นถ้ากลับไปแล้ว เฉินจิ้งเจียเล่าเจ้าคะ?”
จ้าวอี๋เหนียงยื่นมือช่วยจัดปอยผมหลุดลุ่ยเล็กน้อยของเฉินจิ้งโหรว“ถึงวาระนั้นเจ้าจะกลายเป็นคุณหนูเอกหนึ่งเดียวแห่งจวนป๋อชางโหว เฉินจิ้งเจียหรือ? ใครจะสนใจว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร?”
เมื่อได้ยินจ้าวอี๋เหนียงพูดเช่นนี้เฉินจิ้งโหรวเป็นอันยกยิ้มตามเฉินจิ้งเจีย...เกรงว่าเจ้าคงไม่รอดกลับจวนป๋อชางโหวแล้วละ
ทั้งสองคุยกันอย่างออกรสแต่กลับหารู้ไม่ว่าทางเรือนเล็กอันห่างไกลของเฉินจิ้งเจียนั้นมีแขกผู้ไม่คาดคิดคนหนึ่งมาเยือน
ครั้นเห็นคนเข้าประตูมาเฉินจิ้งเจียตะลึงงันไปเช่นกัน “ลุงฉี? ท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?ท่านพ่อมีเรื่องมอบหมายท่านหรือเจ้าคะ?”
เมื่อเห็นคนตรงหน้าเฉินจิ้งเจียจึงถามไถ่ไป
ลุงฉีไม่พูดพร่ำทำเพลงแค่สายตากวาดมองเฉินจิ้งเจียอย่างประเมิน กลับทำเอานางขนลุกรู้สึกราวกับมีคนมองนางออก
“ลุงฉี?”
นางเริ่มอยู่ไม่สุขจึงเอ่ยปากถามอีกครั้ง
“คุณหนูใหญ่เมื่อครู่ยามท่านโหวรับประทานอาหารได้เอ่ยว่าจะหาโอกาสแต่งตั้งจ้าวอี๋เหนียงเป็นฮูหยินโหวคุณหนูคงวางแผนไว้แล้วสินะขอรับ”