บทที่ 22: ก้าวเข้าสู่โลกผู้วิเศษ
“ก็บอกไปแล้วว่ามันเกี่ยวข้องกันไง” แอริท ฮาเลย์ ชายวันกลางคนกล่าวอย่างจริงจัง“ถ้าเธอไม่ยอมรับเข้าสู่โลกของผู้วิเศษก็คงอยากที่จะพูดได้อย่างละเอียด”
“สรุปก็คือจะให้ผมเข้าโลกของผู้วิเศษให้ได้ใช่ไหม?”
“ทุกอย่างเธอเป็ผู้ตัดสินใจ”
“...” ถึงจะพูดอย่างนั้นแต่ถ้าไม่ตอบรับก็แปลว่าจะไม่ได้รู้ความจริงไม่ใช่เหรอ
ลูซีฟหรี่ตามองพวกเขาอย่างกดดัน ก็เข้าใจอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่มีทางอ่อนข้อให้กับเขาง่ายๆส่วนในเื่ข้อมูลของโลกผู้วิเศษเองก็เป็ความลับที่เป็ทางการ คนนอกไม่ได้รับสิทธิ์พิเศษในการเข้าไปยุ่งเกี่ยว
การที่อีกฝ่ายยอมอ่อนข้อให้เขาจนถึงตอนนี้ก็นับเป็อภิสิทธิ์มากแล้วหลังจากนี้ข้อมูลที่ได้จากตำรวจจะไม่ฟรีอีกต่อไป
คงถึงเวลาที่เขาจะต้องอ่อนข้อให้บ้างแล้วเช่นกัน
“ตกลงในเมื่อคุณเชื้อเชิญเสียขนาดนั้นผมจะยอมเข้าร่วมด้วย สิทธิ์ที่ผมจะได้หลังเข้าร่วมแล้วมีอะไรบ้าง”
“ข้อมูลเบื้องลึกที่คุณมีสิทธิ์เข้าถึงแต่ยังไม่ได้รับสิทธิ์ได้เป็ผู้วิเศษ เพราะต้องมีคะแนนคุณูปการที่เพียงพอเสียก่อนและการเซ็นสัญญารักษาความลับตลอดชีพ แน่นอนว่าสวัสดิการของเราก็ดีมาก ที่สำคัญคือรายได้ไม่ต้องเสียภาษี”
“ก็นับว่าดีอยู่” ลูซีฟพยักหน้าอย่างเข้าใจ ปกติแล้วรายได้ของประชาชนทั่วไปจะมีการหักภาษีแต่กับเ้าหน้าที่รัฐแล้วจะมีการเว้นภาษี เพราะเงินได้ของพวกเขาคือเงินภาษีประชาชนนั่นเอง
เอาภาษีไปจ่ายภาษีมันก็คงเป็การคำนวณเงินคลังของประเทศที่ลำบากทั้งยังไม่มีระบบประกันสังคม ลูกจ้างแรงงานของโรงงานอุตสาหกรรมยังเป็ลูกจ้างชั่วคราวเมื่อทำงานถึงจะได้เงิน เมื่อไม่ทำงานก็จะไม่ได้เงิน ในส่วนนี้ยิ่งจัดการภาษีเงินได้รายบุคคลได้ยากยิ่งกว่า
ระบบตอนนี้ยังไม่เข้มงวดนักแต่การได้เว้นภาษีก็ยังนับว่าเป็เื่ดีสำหรับเขา ลูซีฟคำนวณในใจอย่างพอใจกับมัน
“ถ้าอย่างนั้นเราก็เซ็นสัญญาได้เลยไหม?”
“ลุงแอริท เตรียมเอกสารให้หน่อย”เทจหันไปทางชายหนุ่มที่ตอนนี้ยิ้มหน้าบานด้วยความยินดีเมื่อคนในหน่วยของพวกเขากำลังจะเพิ่มขึ้นซึ่งดูเหมือนจะเป็กำลังสำคัญเสียด้วย
เอกสารถูกเตรียมอย่างรวดเร็ว และเทจกับแอริทก็ช่วยกันอธิบายถึงตำแหน่งหน้าที่ของชายหนุ่มที่จะเข้าร่วมกับพวกเขาด้วย
เนื่องจากว่าเขาตกลงจะเข้ามามีส่วนร่วมในโลกของผู้วิเศษตำแหน่งหน้าที่เฉพาะหน้าคือตำรวจหน่วยพิเศษ รับเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับพลังเหนือธรรมชาติหรือขุนนางชั้นสูงในบางกรณี
แต่สำหรับผู้ที่ยังมีคะแนนคุณูปการไม่เพียงพอจะเป็ผู้วิเศษจะทำงานในสำนักงานนักสืบทิวลิปคิมหันต์หรือบริษัทรักษาความปลอดภัยทิวลิปเหมันต์ก่อนงานที่ได้รับจะเป็การช่วยในการสืบสวนและทำงานเอกสารภายใน ซึ่งคนที่ทำงานเพื่อสะสมคะแนนคุณูปการมีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน
เมื่อเข้าทำงานในบริษัทหรือสำนักงานทิวลิปแล้วพวกเขาจะได้รับเงินสองปอนด์ต่อสัปดาห์หากมีงานพิเศษเข้ามาจากบริษัททิวลิปทั้งสองรายได้ครึ่งหนึ่งมอบให้กับทางต้นสังกัดอีกครึ่งหนึ่งหารกับผู้คนในทีมที่ร่วมงานกัน ซึ่งงานพิเศษนี้มีทุกสัปดาห์อยู่แล้วรายได้เฉพาะจึงอยู่ที่สองปอนด์ห้าซิลต่อสัปดาห์ และสัญญาทำงานห้าปี
มันก็พอชดเชยในส่วนของการเสียชีวิตกะทันหันของอลันได้อย่างพอดิบพอดีเงินจากการเสียชีวิตของอลันพวกเขาไม่ได้รับอยู่แล้ว ในโลกนี้ยังไม่มีประกันชีวิตไม่มีการจ่ายเงินจำนวนมากเมื่อมีผู้เสียชีวิตจากการฆาตกรรม
เขาที่ต้องเลี้ยงน้องชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวการที่มีรายได้ส่วนนี้เขามาจุนเจือก็ถือว่ามาได้อย่างพอเหมาะพอดี
เข้าทางราวกับเื่บังเอิญเลย
ลูซีฟเค้นหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะอ่านเอกสารที่อีกฝ่ายเตรียมมาให้จนครบเวลาทำงานไม่ตรงกับเวลาเรียนราวกับอีกฝ่ายรู้ตารางเรียนของเขาเป็อย่างดีสัญญารักษาความลับข้ออื่นๆ ก็ไม่มีปัญหา จะติดก็แค่...
‘กระดาษสัญญานี้มีพลังประเภทิญญา ถ้าเซ็นสัญญาจะมีพันธะแห่งสัจจะขึ้นทันที’
แซมกล่าวกับเขาก่อนที่จะจรดปากกาเพื่อเซ็นชื่อ
ลูซีฟลอบพยักหน้าเบาๆ เป็เชิงรับรู้
‘คงเป็การรักษาความลับ แล้วสัญญานี้แก้ได้ในภายหลังหรือเปล่า?’
‘ถ้าเป็คนอื่นที่้าจะแก้ไขหรือยกเลิกจะต้องมีพลังมากกว่าเ้าของสัญญานี้ซึ่งเท่าที่ฉันดูคือระดับสี่ เมื่อนายได้พลังประเภทิญญามาการจะแก้ไขหรือยกเลิกก็ใช้เวลาไม่นานขนาดนั้นหรอกลูซ’
‘แบบนั้นค่อยวางใจหน่อย’
ลูซีฟเซ็นชื่อลงไปอย่างไม่มีความลังเล ในสัญญายังมีชื่อของเทจและแอริทกำกับเป็ผู้รับรองด้วย
ภายใต้ดวงตาผู้วิเศษของเขามองเห็นออร่าสีเหลืองพันรอบข้อมือของเขาเป็วงราวกับกำไลที่พร่าเลือนวงหนึ่งแต่เขาไม่ได้มองมันนานนักเพื่อไม่ให้คนอื่นสงสัยก่อนจะเงยหน้ามองเหล่าตำรวจผู้วิเศษทั้งหลาย
“ยินดีต้อนรับสู่โลกผู้วิเศษ” เทจพูดอย่างปิติยินดีหลังจากเก็บเอกสารเสร็จสิ้นลูซีฟพยักหน้ารับเบาๆ อย่างเอือมระอา
หน้าตายินดีราวกับหลอกขายของได้สำเร็จเลย
เก็บอาการบ้างก็ได้นะ มิสเตอร์เทจ โคเลอร์
“ตอนนี้ก็เข้าเื่ของเราสักที” แอริทกระแอมไอเรียกความสนใจ“ศพพ่อของเธอนั้นมีร่องรองของพลังประเภทิญญาสองสาย หนึ่งคือพิธีกรรมเพื่อปรับแต่งร่างกายให้ผิดปกติและอีกหนึ่งคือสื่อิญญาที่เชิดร่างกายให้ไปอยู่ในจุดที่้าได้”
คำอธิบายของเขาไม่ได้แตกต่างจากแซมมากนัก ลูซีฟพยักหน้าเงียบๆไม่เอ่ยขัด แอริทอธิบายต่อไป
“พลังพิเศษในโลกนี้มีสามประเภท คือกายภาพ เวทมนต์และิญญาการแตกย่อยสายและรายละเอียดเบื้องลึกกว่านี้คงเอาไว้ทีหลังที่เราสนใจก็คือพลังพิเศษประเภทิญญาก่อน
“ผู้วิเศษหนึ่งคนมีพลังได้หนึ่งประเภทเท่านั้นไม่อย่างนั้นจะมีความเสี่ยงสูงที่จะกลายเป็บ้า หรืออย่างร้ายแรงคือกลายพันธุ์เป็สัตว์ประหลาดการมีสายพลังมากกว่าหนึ่งก็เช่นกันแต่ถ้าเป็สายพลังประเภทเดียวกันอัตราการป่วยทางจิตและกลายพันธุ์จะต่ำลงมา”
“...?”
มีพลังได้คนละหนึ่งประเภท?
ความเสี่ยงสูงเป็บ้าหรือกลายพันธุ์เป็สัตว์ประหลาด!?
แม้แต่การมีสายพลังมากกว่าหนึ่งก็ยังมีความเสี่ยง!?!
อ้าว แล้วอย่างเขาที่มีพลังทั้งสามประเภทแล้วยังมีสายพลังครบทั้งสี่สายในร่างเดียวแต่ยังคงเป็มนุษย์อยู่นี่เรียกว่าอะไรเนี่ยหรือจะเป็สุดยอดสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ไปแล้ว
ลูซีฟหน้าซีดลงเล็กน้อยด้วยความจิตตกกับสภาพที่อธิบายไม่ได้ของร่างกายและพลังนี้แซมเองก็ไม่ได้พูดแทรกเพื่ออธิบายแก้ไขความเข้าใจผิดของเขาออกมา
พวกเทจคิดว่าเขากลัวเื่พลังพิเศษที่ไม่ได้ดีเลิศอย่างที่จินตนาการไว้แต่เขาก็จะไม่หลอกลวงอีกฝ่ายโดยพูดถึงแต่ด้านดีของพลังพิเศษอย่างแน่นอน
“ไม่เพียงเท่านั้น พลังพิเศษเมื่อได้มาเราก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไปด้วยเช่นกันผมต้องบอกให้คุณรู้เอาไว้ก่อนเผื่อในอนาคตคุณอยากกลายเป็ผู้วิเศษที่แท้จริง”
“เดี๋ยวนะ จ่ายค่าตอบแทน?”
“ใช่แล้ว ทุกอย่างมีราคาของมัน พลังพิเศษก็เช่นกัน”แอริทอธิบายเสริม “การจ่ายค่าตอบแทนของแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นเ้าดูรว์ที่ต้องถือกระถางดอกไม้แล้วรดน้ำในตอนเช้าทุกวันถ้าวันไหนไม่ทำล่ะก็โทษที่ได้รับอย่างเบาคือใช้พลังไม่ได้ แต่อย่างร้ายแรง...ก็อาจจะถึงตายได้เหมือนกัน เราจะรู้ว่าค่าตอบแทนเป็อะไรก็ต่อเมื่อได้รับพลังพิเศษมาแล้วเท่านั้นซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยบอกว่าตัวเองต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรหรอกนะ เพราะมันถือเป็จุดอ่อน”
“อ้อ... ผมเข้าใจแล้ว”
ลูซีฟตอบรับอย่างงุนงงเล็กน้อย ข้อมูลจากพวกเทจในส่วนนี้เป็ข้อมูลใหม่มากเพิ่งรู้ว่าผู้วิเศษก็ต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสม่ำเสมอด้วย
แต่เขาไม่เห็นจะต้องจ่ายค่าตอบแทนอะไรเลย
นี่มันหมายความว่ายังไงเนี่ย
“จากที่ฉันคิดไว้เบื้องต้นสำหรับคดีนี้ดูท่าแล้วองค์กรที่เรากำลังต่อกรด้วยอยู่น่าจะเต็มไปด้วยผู้วิเศษประเภทิญญาเป็ส่วนใหญ่แน่น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีผู้วิเศษสายทำนาย ไม่อย่างนั้นการค้นหาหลักฐานและตัวคนร้ายจะไม่ลำบากขนาดนี้”แอริทถอนหายใจ “ผู้วิเศษสายทำนายหายากมากจริงๆ”
คนอื่นๆ ก็ช่วยถอนหายใจเพื่อบ่งบอกความ้าผู้วิเศษสายทำนายอย่างยิ่งและสายตาคาดหวังเพื่อจะให้เขาได้กลายเป็ผู้วิเศษสายทำนายนั้นทำเอาลูซีฟมุมปากกระตุกอย่างอดไม่ได้
เห็นแล้วอยากเอาสองนิ้วจิ้มตาทุกคนที่มองตงิดๆ
เทจกล่าวต่อ
“เป้าหมายที่เขาทำแบบนี้ก็คงเพราะ้าใช้เืของพ่อคุณเป็สื่อแต่โชคดีที่พวกเขาเข้าไปแก้ไขได้ทันการ และล้างเอาอาถรรพ์ทั้งหมดออกไปไม่อย่างนั้นคุณก็คงกลายเป็หุ่นเชิดของพวกมันด้วย สุดท้ายเื่คงบานปลายใหญ่โตกว่านี้”
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ” ลูซีฟผงกศีรษะเล็กน้อยเพื่อขอบคุณถึงในความเป็จริงร่างกายของเขามันจะต่อต้านคำสาปได้อย่างพิสดารอยู่แล้วก็ตามส่วนเื่วงไสยเวทนั่นเขาไม่ขอกล่าวถึงเพราะยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับมัน
แต่ถ้าอยากรู้คงต้องรอปลดผนึกพลังประเภทิญญาก่อน
“เื่การสอบสวนที่โบสถ์เราได้รับมาแล้วก่อนหน้านี้จอร์นได้ไปยืนยันที่เกิดเหตุอีกครั้งและเขากำลังจะกลับมา... แล้วก็สำหรับการติดต่อกับโบสถ์ไม่ใช่เื่ยากหน่วยงานของเรามีความสัมพันธ์กับศาสนจักรขององค์เทพทั้งสิบ ผู้วิเศษของศาสนจักรถือเป็ระดับสูงของหน่วยงานส่วนใหญ่เป็ผู้วิเศษระดับั้แ่หกขึ้นไป”
เป็อย่างที่คิดหน่วยงานของเทจและโบสถ์มีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ
แต่ดาเรียน อากัสบอกองค์เทพทั้งสิบไว้ใจไม่ได้นี่นา?
เทจ โคเลอร์เล่าถึงระดับผู้วิเศษให้ลูซีฟฟังเป็ความรู้พื้นฐานเพิ่มด้วยซึ่งเป็ไปตามที่แซมเคยกล่าวไว้ ในปัจจุบันพวกเขาจำกัดระดับพลังพิเศษแค่เก้าระดับเท่านั้นพวกเขาไม่รู้ว่ายังมีระดับที่สูงไปกว่านั้นอีก
แล้วยังมีที่มาที่ไปของการทำให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็ผู้วิเศษตอนแรกคิดว่าต้องมีการฝึกฝน หรือปรุงยาดื่มเพื่อรับพลัง หรือไม่ก็ใช้หินปลุกพลังเป็ต้นแต่มันเป็อะไรที่ยุ่งยากกว่าที่เขาคิดไปไกลโข โดยเฉพาะพลังแต่ละสายมีวิธีการสร้างพลังพิเศษให้ตนเองที่แตกต่างกันไป
พลังประเภทกายภาพที่เกี่ยวกับเืเนื้อและิัสิ่งมีชีวิตเมื่อผ่านกรรมวิธีบางอย่างก็จะได้เป็วัตถุที่เขาจะต้องกลืนลงไป
พลังประเภทเวทมนต์จะเกี่ยวกับพืชและพื้นดิน เมื่อผ่านกรรมวิธีบางอย่างก็จะได้วัตถุสำหรับไปต้มลงในน้ำอาบเพื่อให้ซึมซับทางิั
พลังประเภทิญญาจะมีเงื่อนไขที่ยุ่งยากที่สุดเพราะ้าทั้งพืชและสัตว์ พิธีกรรมยังกำหนด่เวลาอย่างเคร่งครัดเสียด้วย แต่พวกเทจไม่ได้พูดอย่างละเอียดนักท่าทางกระอักกระอ่วนใจที่จะพูดถึงมัน
ท่าทางจะเป็เื่ที่ค่อนข้างน่าลำบากใจสำหรับคนธรรมดา
การพูดคุยเื่ผู้วิเศษไปพลางๆ ขณะรอข้อมูลจากจอร์นฮาเวล นักสืบของทิวลิปคิมหันต์ ทำให้เขาคิดไปเื่อื่นอย่างจริงจังจนแทบไม่รู้สึกถึงความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียพ่อไปอย่างกะทันหันและต้องเข้าร่วมโลกที่อันตรายมากกว่าเดิม
แต่ลูซีฟรู้ดีความโศกเศร้าที่อยู่ในร่างกายนี้ไม่ได้เป็ของตัวเขาเองทั้งหมด แต่เป็ของเ้าของร่างเดิมด้วยต่อให้ถูกพวกตำรวจหันเหความสนใจไปที่เื่อื่นก็ยังไม่อาจลบความรู้สึกนี้ออกไปได้แน่นอนว่าไม่ได้รู้สึกดีกับพวกตำรวจด้วยเหมือนกัน มันก็แค่ถูกกดเอาไว้ชั่วคราวด้วยความมีสติของลูซีฟคนปัจจุบัน
ความเสียใจก็มี แต่จะให้เขาทำตัวไม่ถูกเป็เด็กๆ คงไม่ได้เขายังมีน้องชายที่ต้องดูแล ถ้าตนเองเป็ที่พึ่งให้ไม่ได้แล้วใครยังจะเป็ให้ได้อีก
ครอบครัวฮิลเกรมเหลือแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น
ความรับผิดชอบที่วางบนบ่าอย่างกะทันหันนี้ทำให้เขาต้องเลิกเอ้อระเหยลอยชายต้องเริ่มวางแผนอนาคตที่จริงจังและรัดกุมเพื่อความปลอดภัยของญาติคนเดียวที่ยังเหลืออยู่แม้จะหลอกใช้ใครเพื่อให้ได้ประโยชน์ลูซีฟก็จะทำ และอาจจะไม่เกี่ยงวิธีการ
เทจ โคเลอร์จับตาดูลูซีฟอยู่ตลอดเพื่อสังเกตอารมณ์และความคิดของอีกฝ่ายหลักจากสูญเสียคนสำคัญในชีวิตเห็นชายหนุ่มยังสามารถนั่งนิ่งสงบอยู่ได้ทั้งยังรับฟังทุกเื่ได้อย่างมีสติ เขาก็รู้สึกพอใจอย่างมาก
ถึงขั้นวางแผนการเป็ผู้วิเศษให้ลูซีฟด้วยตนเองอย่างตั้งใจด้วยซ้ำเพื่อให้ชายหนุ่มที่มีศักยภาพคนนี้ได้กลายเป็กำลังสำคัญของพวกเขาในการจัดการปัญหามากมายในอนาคต
คนหนึ่งเห็นแก่ส่วนตัว อีกคนหนึ่งเห็นแต่ส่วนรวม พวกเขาจะเข้ากันได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ยังเป็เื่ของอนาคต
จนกระทั่งจอร์น ฮาเวลมาถึงพร้อมกับเอกสารที่สอบสวนจากบริเวรโบสถ์และผู้คนตลอดเส้นทางที่พบเห็นอลันในวันนี้
ซึ่งพอได้อ่านข้อมูลที่ได้รับมามุมปากของลูซีฟก็แสยะยิ้มกว้างขึ้น มันเต็มไปด้วยความเ็าจนถึงจุดที่สร้างความหวาดกลัวให้ผู้พบเห็น
เทจที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ขมวดคิ้วถามอย่างติดใจสงสัย
“เป็อะไรไปเหรอลูซีฟ มีอะไร?”
“ดูเหมือนคำให้การนี้จะมีปัญหานะครับ”
“ฮะ?”
“มีแผนที่ไหม กางออกมาตอนนี้เลย!”