บทที่ 8ผู้ใช้จิตวิญญาณจ้าวหลิงเหอตั้งใจช่วยเจรจาไกล่เกลี่ย เพื่อให้สถานการณ์ตึงเครียดเบาบางลง แต่ชายหนุ่มยังไม่ทันได้กล่าววาจา กลับมีเสียงหนึ่งเอ่ยขัดขึ้นมา ทำให้เขาชะงักปิดปากลง“ท่านประมุขได้โปรดพิจารณาเรื่องทั้งหมดให้ถี่ถ้วนก่อนเถิด เรื่องครานี้หาใช่ความผิดของคุณหนูใหญ่ นางไม่ได้ตั้งใจให้เรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของข้า ข้าประมาทเลินเล่อ ไม่ตรวจตราอาหารและเครื่องดื่มให้รอบคอบเสียก่อน ข้าทำหน้าที่บกพร่อง หากคุณชายจินต้องการเอาผิด ได้โปรดลงโทษข้าเถิดเจ้าค่ะ”เสียงกล่าวโทษเรียกสายตาของผู้มาร่วมงานให้หันไปมองที่ผู้พูดเป็นตาเดียว ว่านหนิงฮวายืนขึ้น มือขาวนวลเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ นางเตรียมงานอย่างรอบคอบ ตรวจสอบอย่างระมัดระวัง คาดไม่ถึงเลยว่านางจะพลาดพลั้งเพราะความใจอ่อนของตนเองหลินเหมยกุ้ยบอกกับนางว่า อยากชงชาแสดงความขอบคุณแก่ผู้มาร่วมงาน เด็กสาวที่ไม่เคยสนใจผู้ใดมาก่อน กลับให้ความเอาใจใส่ต่อผู้อื่นถึงเพียงนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีที่หลินเหมยกุ้ยจะได้แสดงข้อดีให้ผู้อื่นรับรู้ว่านหนิงฮวายอมให้เด็กสาวชงชาต้อนรับ ทั้งยังลงมือสอนตำรับลับของนางด้วยตนเอง หญิงสาวไม่ทันเอะใจเลยว่า หลินเหมยกุ้ยจะใส่สมุนไพรลงไปในน้ำชา เพื่อเพิ่มรสสัมผัสแปลกใหม่ในการดื่มด้วยว่านหนิงฮวาร้อนใจยิ่งนัก หรู่เซียงอาจมีประโยชน์สำหรับสตรีทั่วไป แต่มีโทษร้ายแรงต่อทารกในครรภ์ แม้หลินเหมยกุ้ยไม่ได้ตั้งใจ แต่ความผิดพลาดครั้งใหญ่อาจสร้างตราบาปในใจให้เด็กสาวไปตลอดชีวิต หากลูกเลี้ยงของนางต้องทุกข์ใจ นางขอน้อมรับความผิดทั้งหมดเอาไว้เพียงผู้เดียวความรักล้นเปี่ยมของว่านหนิงฮวา ช่างน่าซาบซึ้งใจยิ่งนัก แต่กลับสร้างความลำบากใจให้หลินเหมยกุ้ยได้ในคราวเดียวกัน ดวงตาทรงเสน่ห์เหลือบมองน้าชาย พยายามส่งสายตาขอร้องให้เขาช่วยแก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าให้เร็วที่สุด นางกังวลว่าบิดาจะตัดช่องน้อยแต่พอตัว ด่วนกล่าวโทษแม่เล็กเพื่อให้นางพ้นผิด โดยไม่คิดไต่สวนเรื่องทั้งหมดให้กระจ่าง“อนุว่านใจเย็นก่อนเถิด เจ้าอย่าพึ่งกล่าวโทษตนเองเลย อีกไม่นานผู้ใช้โอสถจะเดินทางมาถึง ระหว่างนี้พวกเราลองฟังกุ้ยเอ๋ออธิบายเรื่องทั้งหมดก่อนดีหรื.อ..ไ.ม่”จ้าวหลิงเหอลงมือแก้ไขสถานการณ์อย่างรวดเร็ว แต่ชายหนุ่มพูดไม่ทันจบประโยค เสียงหวานของฮูหยินรองตระกูลหลินกลับเอ่ยขัด ทำให้เหตุการณ์ที่ควรคลี่คลาย กลับเลวร้ายลงกว่าเดิม”“ยังต้องอธิบายอีกหรือ คุณหนูใหญ่ไม่รู้ความ ทำอันใดไม่ไตร่ตรองเสียก่อน ช่างวุ่นวายยิ่งนัก”อู๋ฟางเซียนเป็นเดือดเป็นร้อน แม้งานฉลองครั้งนี้นางไม่ได้ลงมือจัดการด้วยตนเอง แต่นางได้ชื่อว่าเป็นผู้รับผิดชอบ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นยากจะปัดออกให้พ้นตัว“หากไม่คิดช่วยเหลือก็หุบปากของเจ้าเสีย”หลินอี้หยางทนฟังอยู่นาน เมื่อเห็นว่าอู๋ฟางเซียนยิ่งพูดยิ่งทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ เขาจึงเอ่ยปากตำหนิออกมา‘นางเด็กไร้ค่า ไร้ประโยชน์ โดนตระกูลจินเอาผิดไปเสียก็ดี หากไม่มีมัน นางจะได้กำจัดเสี้ยนหนามในชีวิตออกไปได้ง่ายดายยิ่งขึ้น’คำต่อว่ารุนแรงของชายในดวงใจ ทำให้ใบหน้าของอู๋ฟางเซียนบึ้งตึง นางรู้สึกอับอายแต่ไม่กล้าโต้เถียงออกมา ทำได้เพียงเก็บความไม่พอใจเอาไว้ คิดแค้นในใจอย่างขุ่นเคือง“กุ้ยเอ๋อคนดี เจ้าลองบอกน้าสักนิดเถิด เหตุใดเจ้าถึงเลือกใส่หรู่เซียงลงไปในน้ำชาของท่านน้าฟางซินกันเล่า”จ้าวหลิงเหอหรี่ตามองอู๋ฟางเซียนราวกับหมายมั่นบางอย่าง ก่อนจะหันกลับไปถามหลานสาวเสียงนุ่ม ชายหนุ่มเข้าใจดีว่าพี่เขยและอนุว่านปรารถนาดี กับหลินเหมยกุ้ยมากเพียงใดพวกเขาหลงคิดว่ากุหลาบดอกนี้อ่อนหวาน บอบบาง จึงเผลอทะนุถนอมนางจนเคยชิน ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่า หนามรอบตัวของนางช่างแหลมคมและอันตรายยิ่งนัก“หากข้าบอกสาเหตุออกไป ทุกคนจะเชื่อข้าหรือเจ้าคะ”เสียงของหลินเหมยกุ้ยแผ่วเบาราวกับเลือนหายไปในอากาศ ท่าทางหวาดหวั่นไม่มั่นใจของคุณหนูตระกูลใหญ่ ช่วยละลายสายตาแข็งกร้าวหลายคู่ให้อ่อนลง“กุ้ยเอ๋อลองอธิบายมาเถิด ไม่ว่าเพราะสาเหตุใด บิดาย่อมเชื่อใจเจ้าแน่นอน”หลินอี้หยางเอ่ยย้ำให้บุตรสาวมั่นใจ เขาเชื่อว่าหลินเหมยกุ้ยมีเหตุผลที่ทำแบบนี้ออกมา หากเหตุผลของนางพอฟังขึ้น เรื่องราวยากแก้ไขจะได้เบาบางลง เขาจะช่วยเหลือนางทุกวิถีทาง ไม่มีวันปล่อยให้นางถูกตระกูลจินกล่าวโทษเด็ดขาด แม้หนทางช่วยเหลือที่เขาคิดออกในตอนนี้ จะทำให้ชื่อเสียงของนางมีตำหนิไปบ้าง แต่ย่อมดีกว่าปล่อยให้นางถูกคุณชายตระกูลต่ำต้อยเหยียดหยาม ทรมานจนชีวิตหาไม่“ข้าเห็นฮูหยินรองและสาวใช้คนสนิทชงชาผสมหรู่เซียงให้มารดาดื่ม พวกนางบอกว่า เป็นชาตำรับลับดีต่อร่างกาย ข้าเห็นว่าน่าสนใจ กอปรกับข้าห่วงใยสุขภาพของท่านน้าฟางซิน เกรงว่านางจะปวดเมื่อยเนื้อตัวเหมือนมารดา จึงชงชาแบบเดียวกันให้นางดื่มบ้าง”น้ำเสียงของหลินเหมยกุ้ยเต็มไปด้วยความประหม่า แต่ทุกคำที่นางเอ่ยออกมา ทำให้ผู้คนในงานฉลองตกตะลึงไปตามกัน“เจ้าพูดเพ้อเจ้ออันใดออกมา”อู๋ฟางเซียนหลุดปากตวาดหลินเหมยกุ้ยเสียงขุ่น คิ้วโก่งขมวดมุ่นงุนงงไม่ต่างจากผู้อื่น หลินเหมยกุ้ยจะเห็นเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างไร ยามที่ฮูหยินใหญ่ยังมีชีวิต เด็กสาวยังอยู่ในครรภ์ไม่ถือกำเนิดออกมาเลยด้วยซ้ำคำตอบเกินเชื่อได้ของหลินเหมยกุ้ย ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกันดังเซ็งแซ่ไปทั่ว ทุกคนต่างคิดว่าเด็กสาวหวาดกลัวความผิดจนสติวิปลาส คำดูถูกร้ายกาจของผู้ฟังคำอธิบาย ทำให้ใบหน้างามหม่นเศร้าลง“ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่า ทุกคนต้องไม่เชื่อคำพูดของข้า”น้ำตาเม็ดใหญ่ร่วงหล่นจากนัยน์ตาคู่สวยไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นไห้ราวจะขาดใจ ทำให้ประมุขตระกูลใหญ่วุ่นวายใจเหลือเกิน มือแข็งแกร่งดึงบุตรสาวเข้าสู่อ้อมกอดเพื่อปลอบประโลมทันที“กุ้ยเอ๋ออย่าเสียใจไปเลย ผู้ใดไม่เชื่อ บิดาเชื่อเจ้าก็พอแล้ว เพียงแต่...”คำพูดที่ขาดหายไป ทำให้หลินเหมยกุ้ยร้อนรนยิ่งขึ้น“บิดาต้องเชื่อกุ้ยเอ๋อนะเจ้าคะ กุ้ยเอ๋อไม่ได้โป้ปด”หลินเหมยกุ้ยเขย่าแขนบิดา พลางช้อนตามองอย่างออดอ้อน“สิ่งที่กุ้ยเอ๋อกล่าวมาเป็นเรื่องจริงทุกคำ ข้าเห็นฮูหยินรองอู๋ฟางเซียนนำชาผสมหรู่เซียงให้มารดาดื่ม ข้าจึงหลงคิดไปเองว่า ชาชนิดนี้ดีต่อสตรีตั้งครรภ์ ข้าถึงได้ทำชาแบบเดียวกันให้ท่านน้าฟางซินดื่มบ้าง ข้าปรารถนาดี ไม่ได้มีเจตนาคิดร้าย ไม่ได้ต้องการให้ผู้ใดได้รับอันตรายทั้งสิ้น”คำยืนยันหนักแน่นทำให้หลินอี้หยางหรี่ตามองบุตรสาวอย่างพิจารณา ไม่ว่าเขาจ้องจับผิดนางสักเพียงใด ดวงตากลมโตที่จ้องตอบกลับมา ยังคงใสกระจ่างไม่เปลี่ยนแปลง‘หลินเหมยกุ้ยพูดความจริง’นั่นคือสิ่งที่หลินอี้หยางสรุปได้ แต่ความคิดเช่นนั้น กลับสร้างความขัดแย้ง ในใจให้ประมุขหนุ่มเหลือเกิน‘คำพูดเกินเชื่อได้ แต่ไม่ใช่คำโป้ปด’เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้นกันเล่าหลินอี้หยางสามารถเชื่อทุกคำพูดของบุตรสาวโดยไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งใดยืนยัน แต่เขาไม่อาจบังคับให้ผู้อื่นรู้สึกเช่นเดียวกันกับเขาได้ คำพูดที่สร้างความสงสัยให้กับผู้คนมากมาย จำเป็นต้องมีหลักฐานมาคลี่คลายเรื่องราวให้กระจ่างด้วยยามนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินเผอเรอใส่หรู่เซียงให้ฮูหยินรองตระกูลจินดื่มเท่านั้น แต่เรื่องยังเกี่ยวพันถึงฮูหยินรองตระกูลหลินคิดปองร้ายฮูหยินใหญ่ประจำตระกูลอีกด้วยทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยงฉลองในวันนี้ ต่างรู้ดีว่าจ้าวเหมยหลิงเสียชีวิตเพราะตกเลือดอย่างหนัก หากหลินเหมยกุ้ยมีหลักฐานแน่ชัดมาอธิบายเรื่องที่นางเห็น หรู่เซียงเจ้าปัญหาจะกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของฮูหยินใหญ่ตระกูลหลินไปทันที อู๋ฟางเซียนยากจะหลีกหนีความผิดใหญ่หลวงในครั้งนี้ได้“อู๋ฟางเซียนเจ้ามีอันใดจะโต้แย้งหรือไม่”“ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดคุณหนูใหญ่ถึงได้กล่าววาจาเพ้อเจ้อเช่นนี้ออกมา แต่ท่านประมุขไม่อาจกล่าวโทษข้า เพียงเพราะความฝันตื่นหนึ่งนะเจ้าคะ”อู๋ฟางเซียนตอบกลับโดยไม่หลบสายตา ใบหน้างดงามหยิ่งทะนง แต่ดวงตา คู่สวยกลับแดงก่ำรื้นไปด้วยหยาดน้ำ ภาพสาวงามกำลังฝืนยืนหยัดอย่างเข้มแข็ง ทำให้บุรุษน้อยใหญ่จิตใจสั่นไหวอย่างรุนแรง พวกเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากปกป้องสาวงามจากความไม่เป็นธรรมหลินอี้หยางเต็มไปด้วยความสับสน เขาคิดไม่ตกว่า ควรตัดสินเรื่องตรงหน้าอย่างไรดี เขาเชื่อบุตรสาวสุดหัวใจ แต่ไม่อาจลงโทษผู้ใดโดยไม่มีหลักฐานได้ เช่นเดียวกับที่เขาไม่อาจทำให้ความผิดของหลินเหมยกุ้ยจางหายไป เพียงเพราะคำพูดที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ประโยคหนึ่งหลินอี้หยางทบทวนคำพูดของบุตรสาวซ้ำไปซ้ำมา ใบหน้ากลัดกลุ้มคลายออกเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นยินดี“เป็นไปได้หรือไม่ว่า เหตุการณ์ทั้งหมดที่กุ้ยเอ๋อบอกออกมา เกิดจากการปะทุพรสวรรค์ด้านจิตวิญญาณ นางสามารถเห็นเหตุการณ์ในอดีตได้”หลินอี้หยางโพล่งความคิดของตนเองออกมา เขารู้สึกลังเลผสมปนเปกับความดีใจ ทำให้น้ำเสียงยามบอกเล่าดังมากจนเหมือนตะโกน หากหลินเหมยกุ้ยไม่ได้โป้ปด ความเป็นไปได้ที่นางจะมองเห็นเรื่องราวในอดีต มีเพียงการปะทุพรสวรรค์ ด้านจิตวิญญาณเท่านั้น หากเป็นเรื่องจริง ทุกอย่างจะคลี่คลาย เหตุการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ จะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาทันทีคำสันนิษฐานของหลินอี้หยางก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นอีกครั้ง ทุกคนในชิงเต๋อต่างรู้ดีว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลหลินเป็นเด็กสาวไร้พรสวรรค์ สตรีไร้ค่าเช่นนั้นจะปะทุพลังกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์อันทรงคุณค่า ที่ถือกำเนิดขึ้นมาเพียงไม่กี่คนได้อย่างไร“ไม่จริง เป็นไปไม่ได้”อู๋ฟางเซียนปฏิเสธเรื่องน่ายินดีของหลินเหมยกุ้ยเป็นคนแรก หญิงสาวเบนสายตามองไปทางลูกเลี้ยง ก่อนถามด้วยน้ำเสียงจริงจังยิ่งกว่าครั้งใด“กุ้ยเอ๋อ แม่รองขอเตือน หากเจ้าไม่รู้จะแก้ไขความผิดที่ตนเองก่อขึ้น ได้อย่างไร เจ้าจงอยู่นิ่ง ๆ เสีย อย่าได้ริอาจพูดปดเด็ดขาด”อู๋ฟางเซียนไม่ได้พูดกับคุณหนูใหญ่ของตระกูล นางใช้คำพูดราวกับมารดา สั่งสอนบุตรสาว แต่คำสนทนาสนิทชิดเชื้อที่ใช้ในยามปกติ เวลานำมาพูดในสถานการณ์เช่นนี้ ช่างฟังคล้ายคำข่มขู่ยิ่งนักหลินอี้หยางไม่พอใจมาก เขามองฮูหยินรองของตนเองตาเขม็ง พิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างถี่ถ้วน ยิ่งอู๋ฟางเซียนร้อนรนมากเท่าไร ยิ่งสร้างความสงสัยให้เขา มากขึ้นเท่านั้นช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เขตแดนชิงเต๋อมีผู้ใช้จิตวิญญาณถือกำเนิดขึ้นมาเพียง 2 คนเท่านั้นคนแรกคือ ‘ฟางจิ่วเยว่’ เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณที่สามารถสื่อสารกับสิ่งมีชีวิต ทุกชนิด รวมไปถึงสัตว์อสูรหายากได้ น่าเสียดายที่เขาสิ้นใจไปเมื่อ 10 ปีก่อน ตอนอายุ 40 ปี เนื่องจากโดนลอบทำร้ายอีกผู้หนึ่งคือ ‘เส้าจิ้งสิง’ มีอายุ 35 ปี เป็นผู้ใช้จิตวิญญาณที่รู้แจ้งในศาสตร์วิชาทุกแขนง โดยไม่ต้องเรียนรู้หรือให้ผู้ใดสั่งสอน เขาหายตัวไปอย่างลึกลับ เมื่อ 10 ปีก่อนเช่นเดียวกัน ทุกคนในเขตแดนต่างเชื่อว่า ชายหนุ่มทั้งสองซ่อนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคุกคามของผู้ที่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์ จากความสามารถอันเปี่ยมล้นของตนเองผู้ใช้จิตวิญญาณจากตระกูลเล็ก ๆ ยังกลายเป็นบุคคลสำคัญ เป็นที่ต้องการของตระกูลใหญ่มากมาย แล้วคุณหนูผู้สืบสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของผู้นำสูงสุด แห่งเขตแดน นางจะไม่สำคัญโดดเด่นได้อย่างไร“กุ้ยเอ๋อมีสิ่งใดยืนยันคำพูดของเจ้าบ้างหรือไม่ หากมีช่วยแสดงออกมาให้ทุกคนในที่นี้เห็นสักนิดเถิด หากทุกอย่างเป็นดั่งที่เจ้าพูด ผู้ที่ทำร้ายเจ้ากับมารดา บิดาจะไม่ปล่อยให้มันใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขเด็ดขาด”หลินอี้หยางตวัดตามองใบหน้าหวานล้ำ น้ำเสียงที่เปล่งออกมากดต่ำจนน่ากลัวอู๋ฟางเซียนหน้าซีดเผือด เหตุการณ์พลิกผันตรงหน้า สร้างความหวาดกลัว ให้หญิงสาวยิ่งนัก นางพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกเอาไว้ภายใต้ใบหน้านิ่งเฉย นางไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้น มันเป็นไปไม่ได้ นางเด็กไร้ค่าแค่กำลังกดดันให้นางเปิดเผยเรื่องทั้งหมดออกมาเท่านั้น คนอย่างมันไม่มีทางปะทุพรสวรรค์อย่างเด็ดขาด“กุ้ยเอ๋อเป็นผู้ใช้จิตวิญญาณจริงหรือ”จ้าวหลิงเหอกระซิบถามหลานสาว เทียบเชิญที่เขาได้รับ เขียนเล่าเรื่องราวน่าตื่นตะลึงมากมาย แต่ไม่ได้กล่าวถึงเรื่องสำคัญเช่นนี้เอาไว้แม้แต่น้อย หลินเหมยกุ้ยหลงลืมบอกกล่าว หรือตั้งใจปิดบังเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ นางไม่เชื่อใจน้าชาย ของตนเองหรืออย่างไร ความหวาดระแวงที่หลานสาวแสดงออก ทำให้คุณชายตระกูลจ้าวหดหู่ใจยิ่งนัก“ข้าเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดด้วยตาของตนเอง แต่ไม่แน่ใจว่าใช่การปะทุพรสวรรค์ด้านจิตวิญญาณหรือไม่ ข้ากลัวว่าถ้าบอกความจริงออกไป ท่านอาจไม่เชื่อ ข้าไม่มีเวลาอธิบายจึงได้กล่าวคำโป้ปด ท่านน้าอย่าโกรธเคืองข้าเลยนะเจ้าคะ”หลินเหมยกุ้ยตอบกลับเสียงเบา เด็กสาวเขียนเรื่องที่อู๋ฟางเซียนลอบวางยาสังหารมารดา รวมถึงแผนเปิดโปงความชั่วร้ายของสองพี่น้องตระกูลอู๋ลงไป ท้ายเทียบเชิญ นางอ้างว่ารู้เรื่องทั้งหมด เพราะได้ยินฮูหยินรองและสาวใช้คนสนิทสนทนากันหลินเหมยกุ้ยไม่ได้บอกผู้ใดว่านางป่วยหนักจนตาย วิญญาณหลุดเข้าไปในดินแดนประหลาด ได้เห็นเหตุการณ์ในชีวิตทั้งหมดผ่านงิ้วแห่งความจริง นางกลัวว่าถ้าบอกทุกสิ่งที่ตนเองเห็น คงยากจะหาผู้ใดเชื่อได้“น้าไม่โกรธเจ้าหรอก แต่กุ้ยเอ๋อจะใช้วิธีใดพิสูจน์ให้บิดาของเจ้าและทุกคน เชื่อว่า พรสวรรค์ที่เจ้ามี เหตุการณ์ที่เจ้าเห็นเป็นเรื่องจริงกันเล่า”จ้าวหลิงเหอได้ฟังวาจาฉอเลาะของหลานสาว มีหรือที่เขาจะโกรธเคืองได้ เขายินดีช่วยเหลือนางด้วยความเต็มใจ ส่งต่อแผนการทั้งหมดให้ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น ชายหนุ่มเป็นห่วงหลานสาวยิ่งนัก หลินเหมยกุ้ยจะรู้สึกโศกเศร้าสักเพียงใด เมื่อเห็นสตรีชั่วร้ายสังหารมารดาจนสิ้นใจ โดยที่นางไม่สามารถช่วยเหลืออันใดได้เลย“หากกุ้ยเอ๋อบอกความลับของคนผู้หนึ่งและหาหลักฐานมายืนยันการกระทำของฮูหยินรองได้ ทุกคนจะเชื่อเรื่องที่ข้าพูดใช่หรือไม่เจ้าคะ”“หากมีหลักฐานแน่ชัด ทุกคนย่อมเชื่อเจ้าอย่างแน่นอน”จ้าวหลิงเหอกล่าวย้ำหนักแน่น ดวงตาสีเข้มจ้องมองหลานสาวอย่างอ่อนโยน แต่กลับตวัดมองศัตรูของพี่สาวเขม็ง หากดวงตาของคุณชายใหญ่ตระกูลจ้าวคือกระบี่แหลมคม สองสตรีตระกูลอู๋คงโดนอาวุธร้ายทิ่มทะลุอกจนขาดใจตายโดยไม่รู้ตัว