เฉียวปินไม่มีความกล้าพอที่จะทำลายดวงตาของตัวเองจริงๆจึงหันหลังวิ่งหนีไป ทิ้งไว้เพียงคู่รักที่ยังค้างอยู่ในท่าจูบกัน
หมิงจูกะพริบตาปริบๆ'คราวนี้แย่แล้ว...'
ตอนแรกก็พุ่งเข้าใส่เขาตอนนี้ก็ยังบังคับจูบเขาอีก
เจียงตั่วจะต้องคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงร้ายกาจเต็มตัวแน่
แต่โชคดีที่เจียงตั่วไม่ได้ผลักเธอออกไปไม่อย่างนั้นเธอคงอับอายขายหน้ามาก!
เธอแสร้งทำเป็นใจเย็นยึดหลักว่าตราบใดที่ตัวเองไม่อาย คนที่อายก็คือคนอื่น แล้วก็ค่อยๆคลายอ้อมแขนออกจากเจียงตั่ว ก่อนจะกระแอมไอแล้วพูดว่า“ผู้กองเจียงคะ เรื่องนี้จะโทษฉันว่าฉวยโอกาสไม่ได้นะคะฉันแค่ตั้งใจจะจูบแก้มของคุณ แต่ไม่คิดว่าคุณจะหันหน้ามาเองอย่างนี้”
น้ำเสียงของเธอเจือด้วยความน้อยใจโดยไม่รู้ตัว
เจียงตั่วกลืนน้ำลายลงคอเสียงของเขาแหบต่ำเล็กน้อย “นั่นเพราะว่ามีคนมา”
“ดังนั้นนี่เป็นเพียงความเข้าใจผิด อย่าถือสาเลยนะคะ...แต่ถ้าคุณถือสาจริงๆ ฉันก็รับผิดชอบไม่ได้หรอกค่ะ”
พูดจบเธอก็ยิ้มสดใสให้เจียงตั่วแล้วลุกกลับไปที่แท่นเตาอิฐ หั่นขิงต่อไป
เจียงตั่วเองก็ลุกขึ้นยืนร่างกายสูงใหญ่ยืนอยู่ข้างๆ สีหน้าของเขาดูกระอักกระอ่วน“เธอจัดการต่อเถอะ ฉันจะออกไปดูข้างนอก”
“เข้าใจแล้วค่ะ”
ขณะที่เจียงตั่วเดินออกจากห้องครัวนิ้วหัวแม่มือของเขาก็ลูบที่ริมฝีปากที่ยังอุ่นอยู่โดยไม่รู้ตัว...
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หมิงจูจูบเขาครั้งที่แล้วในห้องใต้ดินเก็บเสบียงยิ่งเร่าร้อนกว่านี้เสียอีก
แต่ไม่รู้ทำไมเจียงตั่วกลับรู้สึกว่าการจูบเพียงผิวเผินเมื่อครู่นี้ถึงทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงเลือดลมไหลเวียนผิดปกติเช่นนี้
ในชีวิตนี้เขายังไม่เคยสัมผัสความรู้สึกแบบนี้มาก่อนเลย นี่มัน...บ้าไปแล้ว!
เฉียวปินเห็นเจียงตั่วเดินออกมาก็รีบลุกขึ้นจากโต๊ะกินข้าวที่ใช้นั่งพักผ่อนแล้วหิ้วกาต้มน้ำเดินเข้ามาอย่างเก้ๆ กังๆ ราวกับอยากจะอธิบายเรื่องอะไรบางอย่าง“หัวหน้าครับ...”
“ไปเอาน้ำเหรอ?”
เขาพยักหน้าแล้วรีบพูดว่า“ชะ...ใช่ครับ ผมแค่กระหายน้ำ และในกาน้ำก็ไม่มีเหลือเลยผมอยากเข้าไปในครัวแล้วขอน้ำสักหน่อยแต่ใครจะไปคิดว่าดันไปเจอคุณกับพี่สะใภ้กำลังจูบกันอยู่ ผม...”
“ส่งมันมาให้ฉัน” เจียงตั่วขัดคำพูดของเฉียวปิน 'อะไรกัน กำลังจูบกันอยู่งั้นเหรอ นั่นมันเข้าใจผิดแล้วต่างหาก!'
ถ้าเฉียวปินไม่ปรากฏตัวกะทันหันคงไม่มีเรื่องน่าอายแบบนั้นเกิดขึ้น
เฉียวปินรีบยื่นกาต้มน้ำให้แล้วลดเสียงลงเตือนอย่างหวังดีว่า “หัวหน้าครับถ้าคราวหน้าคุณทนไม่ไหวอยากจะทำจริงๆ ก็หลบสายตาคนหน่อยนะครับ? ผมเห็นสองครั้งแล้ว คุณสองคนห้ามใจตัวเองไม่ได้เลย...”
“หุบปาก แล้วไปทำงานซะ”
เจียงตั่วออกคำสั่งแล้วเดินกลับไปที่ห้องครัวอีกครั้ง
เฉียวปินเกาท้ายทอยด้วยความงุนงงตอนแรกเขาคิดว่าหัวหน้าต้องโกรธและลงโทษเขาแน่ เพราะเขาดันไปเห็นเรื่องใหญ่เช่นนี้แต่คราวนี้หัวหน้ากลับไม่โกรธเลย?
อารมณ์ขึ้นๆลงๆ ตลอดแบบนี้ ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อย่าบอกนะว่าติดเชื้อจากหมิงจูมา!
หมิงจูเห็นเจียงตั่วหิ้วกาน้ำของเฉียวปินเข้ามาเธอก็รีบเดินไปรับมันมา รินน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วของเธอลงไปแล้วถามว่า“เฉียวปินล้อคุณหรือเปล่าคะ?”
“เขาไม่กล้าหรอก”
หมิงจูรินน้ำเสร็จก็ส่งกาน้ำคืนให้เขา“ไม่กล้าก็ดีแล้ว ถ้าเขากล้าแซวคุณ ฉันจะช่วยคุณชกเขาเอง”
เธอพูดพลางกำหมัดขวาแสร้งทำเป็นดุดัน แล้วหมุนกำปั้นชกลม
เจียงตั่วยกยิ้มมุมปากท่าทางของหมิงจูแบบนี้... ดูน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
ยังกล้าต่อยตีคนอีกเรี่ยวแรงแค่นี้ บอกว่าต่อยสวยไร้พลังยังเรียกว่าชมกันเกินไปเลย!
เขาเชิดคางไปทางข้างหม้อแล้วพูดเสียงแผ่วเบาว่า “น้ำเดือดแล้ว”
หมิงจูรีบหันกลับไปเดินไปที่แท่นเตาอิฐ เทเนื้อกระต่ายลงในหม้อ เติมต้นหอม ขิง และเหล้าขาวลงไปเคี่ยว
ขณะที่ไฟในหม้อกำลังลุกโชนเธอก็เดินไปที่แปลงผักเล็กๆ ถอนต้นผักโขมมากำมือหนึ่งพร้อมกับหยิบผักจี้ไช่ที่ป้าขุดกลับมาเมื่อวาน แล้วนำไปล้างพร้อมกัน
เมื่อเนื้อกระต่ายตุ๋นได้ที่เธอก็ตักเนื้อกระต่ายออกมา เหลือแต่น้ำซุปในหม้อแล้วใส่ผักจี้ไช่กับเต้าหู้ลงไปตุ๋นเป็นซุป
หม้ออีกใบก็เริ่มก่อไฟหมิงจูนำต้นหอม ขิง กระเทียม พริกแห้งที่หั่นไว้แล้วลงไปผัดจนหอมจากนั้นใส่เต้าเจี้ยวกับน้ำตาลทรายลงไป แล้วเทเนื้อกระต่ายลงไปผัดเผ็ด!
มื้อเที่ยงเนื้อกระต่ายผัดเผ็ด ผักโขมเส้นบะหมี่คลุกและซุปเต้าหู้เนื้อกระต่ายกับผักจี้ไช่ก็ถูกยกขึ้นโต๊ะอาหาร...
เฉียวปินคุ้นเคยกับฝีมือการทำอาหารของหมิงจูมานานแล้วจึงลงมือกินเงียบๆ และพยายามยัดให้เต็มท้อง!
ส่วนหมิงต้าเฉิงเพิ่งเคยได้กินอาหารที่หมิงจูทำเป็นครั้งแรก ถึงกับตกใจ!
ใครๆก็พูดกันว่าหมิงจูเป็นภรรยาที่ไม่เอาไหน เป็นหญิงใจร้าย แต่ความจริงแล้ว...ฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นยอดเยี่ยมมาก!
ไม่ว่าจะเป็นผักเต้าหู้ หรือเนื้อกระต่าย ทุกอย่างก็ทำออกมาได้อร่อยเหลือเชื่อเมื่อเทียบกับบรรดาแม่บ้านในหมู่บ้านเสี่ยวจิ่งทั้งหมดแล้วใครจะมีฝีมือทำอาหารได้ขนาดนี้?
ตอนแรกเขาอายที่จะกินเยอะแต่พอเห็นเฉียวปินกินขนมปังแป้งข้าวโพดไปสี่ชิ้นในเวลาอันสั้นหมิงต้าเฉิงก็ไม่ได้รู้สึกอายอีกต่อไป แล้วก็กินอย่างเอร็ดอร่อยตามไปด้วย
พอตอนเย็นกลับถึงบ้านหมิงต้าเฉิงมองอาหารที่ภรรยาตัวเองทำ ซึ่งเป็นขนมปังแป้งข้าวโพดเหมือนกันทำไมมันถึงได้กลืนยากขนาดนี้?
ตกกลางคืนผู้คนมากมายมารวมตัวกันที่ศูนย์กลางหมู่บ้านเพื่อรับลมเย็นพวกเขาก็พูดคุยเรื่องสัพเพเหระ และกลับมาพูดถึงหมิงจูอีกครั้ง
มีคนบอกว่าหมิงจูขี้เกียจและตะกละตั้งแต่แต่งงานมาก็ไม่เคยออกไปทำงานเลยไม่รู้ว่าเจียงตั่วแต่งงานกับผู้หญิงขี้เกียจแบบนี้ไปทำไม?
หมิงต้าเฉิงรีบโต้แย้งทันทีว่าหมิงจูปลูกผักเก่ง ทำอาหารอร่อย แถมยังชงชาสมุนไพรเก่งอีกด้วยชาหม้อนั้นดื่มไปแล้วรู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันทีเลย!
บางคนก็บอกว่าเขาโม้บางคนก็หัวเราะเยาะเขาว่าไร้สาระกินข้าวบ้านเขาแค่มื้อเดียวก็พูดแทนหญิงใจร้ายเสียแล้ว น่าละอายนัก!
หมิงต้าเฉิงเป็นคนซื่อๆและพูดไม่เก่ง เขาจึงไม่สนใจพวกนั้นอีกต่อไป แล้วชวนภรรยาตัวเองกลับบ้านไปนอน
คำพูดของเขาไม่มีใครฟังแต่เงาร่างผอมบางที่อยู่นอกกลุ่มคน กลับหรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด...
......
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งวันผนังห้องครัวก็ก่อเสร็จแล้วและเสาไม้สามเหลี่ยมสำหรับตั้งหลังคาก็ตั้งเรียบร้อยแล้วงานหลักของวันที่สองจึงเป็นการสร้างหลังคา
เจียงตั่วและเฉียวปินไปยืมรถม้าที่โรงงานกระเบื้องแห่งเดียวในตลาดตั้งแต่เช้าตรู่แล้วลากกระเบื้องเล็กๆ ที่สั่งไว้ล่วงหน้ากลับมา
เมื่อหมิงต้าเฉิงมาถึงเขาก็เริ่มยึดหลังคาและวางกระเบื้อง
ดูเหมือนงานไม่เยอะแต่ทั้งสามคนก็ยุ่งอยู่ตลอดทั้งวัน
พอตกค่ำหมิงจูทำอาหารเสร็จแล้ว เธอก็เรียกทั้งสามลงมากินข้าว
เฉียวปินเหนื่อยจนแทบหมดแรงแต่หลังจากดื่มน้ำวิเศษชาไผ่หินที่หมิงจูชงให้ เขาก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่ามีพลังงานเต็มเปี่ยมทันที!
ขณะที่หมิงต้าเฉิงไปเข้าห้องน้ำเขาก็กระซิบกับเจียงตั่วว่า “หัวหน้าครับมีไท่สุ้ยนี่แล้ว ชีวิตก็เหมือนเทพเซียนเลยครับภรรยาของคุณนี่เก็บสมบัติล้ำค่ากลับมาจริงๆ!”
เจียงตั่วไม่ตอบสำหรับเขาที่แข็งแรงดีอยู่แล้ว ของแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรนักแต่ถ้าหมิงจูกับป้าดื่มเยอะๆ ก็สามารถบำรุงสุขภาพได้
โดยเฉพาะหมิงชุนนีเธอมีท่าทางดีขึ้นในช่วงสองวันนี้ หมิงจูบอกเขาว่าอาจเป็นเพราะน้ำวิเศษนี้ได้ผล
ขณะที่เจียงตั่วกำลังคิดอยู่เขาก็เห็นหมิงจูเดินออกมาจากห้องครัว
“แปลกจัง ปกติเวลานี้ป้าก็น่าจะกลับมาแล้ว ทำไมวันนี้ยังไม่เห็นเลยล่ะ?”
เธอถอดผ้ากันเปื้อนออกแล้วเรียกเจียงตั่วที่กำลังดื่มชาอยู่ในลานบ้านว่า “เจียงตั่วพวกคุณสามคนกินข้าวก่อนเลยนะ ฉันจะไปหาป้า ไม่ต้องรอเราหรอก”
เจียงตั่วเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นจะไปกับเธอแต่หมิงจูปฏิเสธ
ทั้งสามคนทำงานหนักมาทั้งวันแล้วคงจะเหนื่อยมาก การตามหาป้าเป็นเรื่องเล็กน้อย เธอจัดการคนเดียวได้
หมิงจูรู้ว่าช่วงบ่ายหมิงชุนนีทำงานเก็บข้าวโพดที่คันนาทางตะวันตกของลานตากข้าว
แต่พอเธอไปถึงที่นั่นก็ไม่เจอใครแล้ว
หมิงจูขมวดคิ้ว'หรือว่าป้าเดินกลับบ้านอีกทาง?'
เธอหันหลังเดินไปตามทางเล็กๆนั้น ไม่นานก็เจอหมิงชุนนีนั่งยองอยู่ข้างกองฟางริมทาง
หมิงจูสังเกตเห็นความผิดปกติจึงรีบเดินเข้าไปนั่งยองลงข้างๆ
สิ่งที่เห็นคือบาดแผลบนหน้าผากของหมิงชุนนีที่ยังมีเลือดไหลอยู่และเธอก็ดูเลื่อนลอย ตัวสั่นเทา
หมิงจูใจหายวาบจับไหล่หมิงชุนนีทั้งสองข้าง แล้วถามอย่างร้อนรน “ป้าคะเกิดอะไรขึ้น? ป้าโดนใครทำร้ายมา?”