ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 56

    แรงกระเพื่อมจากการตวัดกระบี่ของลู่ชิงมิได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำลายอิฐหินในจวนตระกูลฉิน แต่มันคือการฉีกกระชากกฎเกณฑ์แห่งมิติในชั่วพริบตา คลื่นพลังที่มองไม่เห็นพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศประหนึ่งวงแหวนแห่งแสงที่ขยายตัวออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด พลังนั้นแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่ง "ต้นกำเนิด" ที่เก่าแก่และบริสุทธิ์ยิ่งกว่าผืนแผ่นดินต้าหยวน มันสั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณของยอดยุทธ์ทุกคนที่เข้าถึงวิถีแห่งเต๋า ราวกับมังกรบรรพกาลที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพเพิ่งจะพลิกกายเพียงนิดเดียวจนสวรรค์สะเทือน 

    ​สำหรับผู้คนทั่วไป มันอาจเป็นเพียงลมกรรโชกแรงที่ทำให้ขนลุกชัน ทว่าสำหรับเหล่าจอมราชันในแต่ละตระกูลใหญ่ที่กำลังนั่งเข้าฌานลึก พลานุภาพนี้กลับเปรียบเสมือนเสียงสายฟ้าที่ฟาดลงกลางจิตใจ พวกเขาต่างลืมตาขึ้นในเวลาเดียวกัน ดวงตาสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวที่ไม่อาจอธิบายได้ เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ "วิถี" ที่คลุมเครือทว่าสูงส่งจนเกินกว่าระดับมนุษย์จะจินตนาการถึง 

    ​ห่างไกลออกไปหลายร้อยลี้ ท่ามกลางเทือกเขาที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาและไอเย็นจัดตลอดทั้งปี ภายในถ้ำลึกที่ถูกปิดตายด้วยม่านพลังโบราณอันสลับซับซ้อน ร่างของผู้เฒ่าผมขาวผู้หนึ่งที่นั่งนิ่งสงบราวกับซากศพที่ถูกทิ้งร้างมานานนับร้อยปีค่อยๆ ขยับปลายนิ้วที่แห้งกร้านดุจกิ่งไม้แห้ง ฝุ่นผงและดินทรายที่พอกพูนบนไหล่ของเขาร่วงกราวลงพื้นเมื่อเขาขยับกายเพียงเล็กน้อย เสียงกระดูกทั่วร่างลั่นโครมครามประหนึ่งแผ่นดินแยก เมื่อเปลือกตาที่ปิดสนิทมานานนับศตวรรษค่อยๆ เปิดขึ้น ดวงตาคู่นั้นดูเหมือนจะไม่มีตาขาว แต่มันเป็นสีหม่นพร่ามัวที่ดูเหมือนจะมองทะลุผ่านมิติและกาลเวลาได้ 

    ​"หึๆๆ... อะ... อึก..." เสียงหัวเราะที่หลุดออกมาจากลำคอแหบพร่าประหนึ่งเสียงหินบดขยี้ 

    "กี่ร้อยปีแล้วที่ข้าไม่ได้สัมผัสถึง 'เต๋า' ที่สมบูรณ์เพียงนี้... ในดินแดนที่พลังปราณแห้งขอดและวิถียุทธ์เสื่อมถอยเช่นต้าหยวน กลับยังมีคนเข้าถึงแก่นแท้ที่แม้แต่ข้ายังมองไม่ทะลุงั้นรึ?" 

    ​เขาสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมที่ลู่ชิงสร้างขึ้น มันไม่ใช่พลังทำลายล้างที่รุนแรงธรรมดา แต่มันคือการรังสรรค์วิถีที่คลุมเครือทว่าไร้ที่ติ เป็นพลังที่อยู่เหนือขอบเขตของระดับเทพสงครามที่เขารู้จักเสียด้วยซ้ำ ผู้เฒ่าค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ พริบตาที่ฝ่าเท้าของเขาสัมผัสพื้นดินหน้าปากถ้ำ ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวด้วยแสงอาทิตย์ยามบ่ายพลันมืดดับลงอย่างกะทันหัน เมฆทะมึนแห่งความตายสีดำสนิทม้วนตัวก่อตัวขึ้นเป็นอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล บดบังแสงตะวันจนโลกทั้งใบตกอยู่ในความสลัวรางประหนึ่งวันสิ้นโลก 

    ​กลิ่นอายความเสื่อมสลายแผ่ซ่านออกมาจากทุกอณูขุมขนของเขา จนใบไม้และหญ้านับหมื่นรอบหุบเขากลายเป็นสีดำเหี่ยวเฉาและสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาเพียงแค่เขาเดินผ่าน เขาต้องการเห็นด้วยตาตนเอง ว่าเจ้าของกระบี่นี้เป็นเทพเซียนจากแดนใด หรือเป็นเพียงปีศาจเฒ่าที่จุติมาเกิดใหม่กันแน่ เขาจึงทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของเมืองหลวงต้าหยวนประหนึ่งเงาสีดำที่ตัดผ่านนภา ความเร็วของเขานั้นเหนือล้ำกว่าสายตาจะมองทัน ทิ้งไว้เพียงร่องรอยของความตายและความหนาวเหน็บที่ทำให้สิ่งมีชีวิตโดยรอบต้องสิ้นใจทันที 

    ​ในขณะที่เมฆแห่งความตายกำลังเคลื่อนตัวมาจากขอบฟ้าไกล ลู่ชิงที่ยังคงยืนถือซากกระบี่ร้าวๆ ในมือกลับเริ่มรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ เขาไม่ได้สัมผัสถึงเต๋าหรือแรงกดดันวิญญาณใดๆ ทั้งสิ้น เขาสัมผัสได้เพียงแค่ว่าอากาศมันเริ่มเย็นจนน่ากลัว 

    ​"ฮัดเช่ย!" ลู่ชิงจามออกมาเสียงดังสนั่นจนนกที่เกาะหลังคาจวนบินหนี "น้องฉิน... ข้าว่าบ้านเจ้านี่ฮวงจุ้ยแปลกๆ นะ เมื่อกี้ยังแดดร้อนเปรี้ยงอยู่เลย ทำไมตอนนี้ลมพัดมาเย็นเยือกเหมือนอยู่ในป่าช้าแบบนี้ล่ะ? หรือว่ากำแพงที่ข้าทำพังมันไปทำลายผนึกผีเจ้าที่เข้าหรือเปล่า? เจ้าน่าจะบอกข้าก่อนนะ ข้าจะได้เลือกไปฟันกำแพงห้องครัวแทน!" 

    เช้าวันถัดมา เมืองหลวงต้าหยวนประจักษ์แก่สายตาของลู่ชิงในฐานะมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ถนนสายหลักกว้างขวางปูด้วยหินเรียบกริบจนแทบจะใช้แทนคันฉ่องส่องหน้าได้ สองข้างทางเต็มไปด้วยอาคารไม้สูงระฟ้าสลักลวดลายลงรักปิดทอง ร้านรวงต่างๆ ขนสินค้าล้ำค่าที่ลู่ชิงไม่เคยเห็นแม้แต่ในฝันมาวางเรียงราย ทั้งผ้าแพรจากแดนใต้ที่นุ่มลื่นดุจสายน้ำ และเครื่องเทศหอมฟุ้งที่ลอยมาปะทะจมูกจนบัณฑิตหนุ่มต้องรีบเอามือกุมถุงเงิน (ที่แทบจะว่างเปล่า) ของตัวเองไว้แน่นด้วยความระแวง 

    "โอ้โห... น้องฉิน ดูนั่นสิ! กระถางต้นไม้หน้าบ้านเขายังทำจากศิลาขาวประดับมุกเลยหรือ? ถ้าข้าแอบกะเทาะมุกไปสักเม็ด คงซื้อซาลาเปาเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้านชิงหมิงได้เป็นปีแน่ๆ!" ลู่ชิงอุทานพลางทำตาวาววับประหนึ่งแมวเจอปลาย่าง
    ฉินอวี้ได้แต่ยิ้มแห้งๆ พลางรีบดึงตัวสหายรักให้เดินเร็วขึ้น 

    "พี่ลู่... นั่นมันของประดับฮวงจุ้ยท่านอย่าไปจ้องมันนักเลย วันนี้พี่หญิงฉินเยี่ยของข้าจัดเตรียม 'ของดี' ไว้ให้ท่านโดยเฉพาะ เราไปที่ ภัตตาคารหมื่นเมฆา กันเถอะ" 

    เมื่อทั้งคู่มาถึงหน้าภัตตาคารที่ขึ้นชื่อว่าหรูหราที่สุดในใต้หล้า อาคารเจ็ดชั้นที่ประดับด้วยโคมไฟระย้าและป้ายชื่อทองคำแท้ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ทันทีที่ลู่ชิงก้าวเท้าพ้นธรณีประตู เหล่าผู้เฝ้าประตูร่างยักษ์ในชุดเครื่องแบบเนี๊ยบกริบก็ผงะถอยหลัง มือขยับจะเข้ามาขวางบัณฑิตชุดปะชุนผู้นี้ทันที สายตาของพวกเขาบอกชัดเจนว่า "นี่มันยาจกหลงถิ่นชัดๆ!" 

    ทว่าคำด่าที่เตรียมไว้ในใจกลับต้องถูกกลืนลงคอไปดัง อึก! เมื่อสายตาปะทะเข้ากับรัศมีคุณชายผู้สูงศักดิ์ของฉินอวี้ที่เดินขนาบข้างมา พวกทหารยามได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ทำหน้าปั้นยากประหนึ่งกลืนกระดูกไก่ติดคอ ใจหนึ่งก็อยากไล่ลู่ชิงไปให้พ้นหน้า แต่อีกใจก็กลัวจะไปล่วงเกินสหายของผู้สูงศักดิ์ท่านนี้ 

    "นี่เป็นภัตตาคารชื่อดังที่สุดในเมืองหลวงเลยนะพี่ลู่ หากสามัญชนจะมาทานต้องจองล่วงหน้าเป็นปีๆ แต่วันนี้พี่สาวข้าใช้อำนาจพิเศษจัดแจงให้เราในฐานะแขกคนสำคัญที่สุด" ฉินอวี้กระซิบเล่า 

    หลังจากเหตุการณ์ 'หนึ่งกระบี่ทลายกำแพงวิญาณ' เมื่อวาน ทัศนคติของคนตระกูลฉินที่มีต่อลู่ชิงก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังเท้า บัดนี้ทุกคนมองเขาประหนึ่งยอดคนเร้นกายที่สูสีกับปรมาจารย์หวังซิว การปฏิบัติทุกอย่างจึงหรูหราจนลู่ชิงแทบสำลักความสบาย (แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธ เพราะของฟรีคือของโปรด) 

    สาวใช้นางหนึ่งเดินเข้าต้อนรับอย่างอ่อนน้อม 

    "มิทราบว่าคุณชาย..." นางชะงักไปเมื่อเห็นรอยปะที่ก้นกางเกงลู่ชิง แต่พอเห็นป้ายหยกตระกูลฉินในมือฉินอวี้ นางก็รีบเปลี่ยนท่าที 

    "โอ้! คนของตระกูลฉิน! โปรดรอสักครู่เจ้าค่ะ ข้าจะไปตามผู้จัดการมาต้อนรับเดี๋ยวนี้!" 

    ไม่นานนัก ผู้จัดการร้านร่างท้วมในชุดผ้าไหมหรูหราก็เดินยิ้มกริ่มมาแต่ไกล 

    "ยินดีต้อนรับคุณชายฉิน... อ๊ะ!" รอยยิ้มพิมใจพลันเหี่ยวเฉาลงทันทีเมื่อสายตาเลื่อนไปสบเข้ากับลู่ชิงที่กำลังแคะฟันพลางมองแจกันดอกไม้ราคาแพง ใบหน้าผู้จัดการเปลี่ยนเป็นสีทะมึนประหนึ่งท้องฟ้าก่อนพายุเข้า แต่พอฉินอวี้กระแอมไอเบาๆ ใบหน้าเขาก็ดีดกลับมายิ้มแย้มประหนึ่งเล่นงิ้วเปลี่ยนหน้ากาก 

    "เชิญ... เชิญด้านบนเลยขอรับคุณชายฉินและ... เอ่อ... ผู้ติดตามท่านนี้" 

    ลู่ชิงขมวดคิ้วพลางพึมพำเบาๆ 

    "คนเมืองหลวงนี่เขาฝึกวิชาเปลี่ยนสีหน้ากันทุกคนเลยหรือไงนะน้องฉิน? เมื่อกี้หน้าเขาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อข้าอยู่เลย พอกระพริบตาอีกทีกลับยิ้มหวานเหมือนจะยกลูกสาวให้ข้าเสียอย่างนั้น" 

    ฉินอวี้ขำพรืดออกมา 

    "พี่ลู่... ตราบใดที่ท่านยังไม่ยอมเปลี่ยนจากชุดปะชุนนี่เป็นผ้าไหม ท่านก็ต้องเจอหน้ากากแบบนี้ไปตลอดนั่นแหละ เชิญเถอะ ชั้นบนสุดวิวสวยและอาหารอร่อยที่สุด" 

    ทั้งคู่ถูกนำทางขึ้นสู่ชั้นเจ็ดซึ่งเป็นชั้นส่วนตัวที่มองเห็นทัศนียภาพของเมืองหลวงได้ทั้งเมือง ลู่ชิงทรุดตัวลงบนเบาะขนนกนุ่มนิ่มพลางถอนหายใจ 

    "นุ่มปานเมฆเลยนะเนี่ย... เอาล่ะ ในเมื่อพี่สาวท่านใจดีสั่งจองให้ ข้าลู่ชิงก็มิต้องเกรงใจแล้ว! น้องฉิน... สั่งไอ้ที่มันแพงที่สุด มีทองคำเปลวแปะหน้ามาเลยนะ ข้าจะกินให้สมกับค่าที่ต้องเดินฝ่าสายตาดูแคลนพวกนั้น!" 

    ครู่ต่อมาเบื้องหน้าของลู่ชิงบัดนี้คือภาพจำลองของสรวงสวรรค์ที่ถูกจัดวางลงบนจานกระเบื้องเคลือบสีมุก อาหารแต่ละอย่างแผ่ซ่านไอความร้อนที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมจรุงใจจนบัณฑิตหนุ่มถึงกับต้องลอบกลืนน้ำลาย 

    จานหลักคือ "เป็ดอบน้ำผึ้งแปดเซียน" หนังเป็ดสีน้ำตาลแดงวาววับราวกับแผ่นอัญมณีที่ถูกทาด้วยน้ำผึ้งป่าเดือนห้า เนื้อเป็ดด้านในนุ่มชุ่มฉ่ำจนแทบละลายในปาก ทานคู่กับผักเหมันต์ที่กรอบเกรียวสดชื่น ถัดมาคือ "ซุปปลาเกล็ดหิมะ" น้ำซุปสีขาวนวลราวกับน้ำนมที่เคี่ยวจากกระดูกปลาวิเศษนานถึงสามวันสามคืน ส่งกลิ่นหอมละมุนของโสมคนและสมุนไพรปราณล้ำค่า และที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ "ข้าวหอมนิลเจ็ดดาว" เมล็ดข้าวสีม่วงเข้มเปล่งประกายเรียงตัวสวยงาม ส่งกลิ่นหอมคล้ายดอกกล้วยไม้ป่าที่อบอวลไปทั่วทั้งห้อง 

    "โอ้โห... นี่มันไม่ใช่แค่อาหารแล้วน้องฉิน แต่มันคือศิลปะที่กินได้!" ลู่ชิงอุทาน แววตาเป็นประกายยิ่งกว่าตอนเห็นกระบี่วิเศษเสียอีก เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาเตรียมจะบรรเลงมื้ออาหารที่แพงหูฉี่นี้ให้คุ้มค่ากับความหิวโหย 

    ทว่า ในขณะที่ปลายตะเกียบกำลังจะสัมผัสหนังเป็ดอันกรอบกรุบ เสียงโวยวายอันแสนโอหังดุจเสียงอีแร้งสำลักน้ำก็ดังแทรกบรรยากาศขึ้นมาจากทางบันไดชั้นล่าง ทำเอาลู่ชิงชะงักกึกกลางอากาศ 

    "พวกเจ้าตาถั่วรึไง! บอกว่าที่นั่งเต็มหมดแล้วงั้นรึ! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร!" 

    เสียงฝีเท้ากระแทกกระทั้นดังใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงตะคอกใส่เหล่าบริกรจนขวัญหนีดีฝ่อ ลู่ชิงถอนหายใจยาวพลางมองหนังเป็ดในจานด้วยสายตาละห้อย 

    "ข้าว่าคนเมืองหลวงนี่แปลกนะ แทนที่จะเอาเวลาไปหัดคีบตะเกียบให้คล่อง กลับเอาเวลามาประกาศชื่อแซ่กลางร้านอาหารเสียอย่างนั้น ข้าล่ะกลัวจริงๆ ว่าเขาจะโวยวายจนน้ำลายกระเด็นมาโดนซุปปลาของข้า!"

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    เส้นทางเทพยุทธ์​ (Trail of God)

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    152K 152
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    กำเนิดเทพเจ้าเหนือยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.18M 1115
    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    ไปต่างโลกก็ต้องไปกับสมาร์ทโฟนสิ (Isekai wa Smartphone to Tomoni)

    นิยาย แฟนตาซี
    4.85M 1262
    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    มังกรพิชิตฟ้าออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    3.72M 1271
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    ประชันยุทธ์สะท้านฟ้า

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.58M 3137
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258