ความมืดมิดใน "หุบเขาหมื่นศพ"มิใช่เพียงการไร้ซึ่งแสงสว่างจากดวงตะวันหรือรัศมีจันทร์แจ่มกระจ่างทว่ามันคือความมืดที่อัดแน่นไปด้วยไอหยินอันเยือกเย็นและรังสีแห่งความตายที่เข้มข้นจนแทบจะบดขยี้แสงสว่างทุกอณูให้ดับสิ้นดั่งถูกธรณีสูบลงสู่ห้วงอเวจี เมื่อท้องฟ้าเบื้องบนปิดสนิทไร้แสงดาวและจันทราซ่อนเร้นกายอยู่เื้ักระพุ้งเมฆหนาทึบก็เปรียบดังโลกใบนี้ได้สูญเสียดวงตาของเทพเ้าไปโดยสิ้นเชิงทิ้งให้สรรพสิ่งเบื้องล่างต้องดิ้นรนเข่นฆ่าและกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดภายใต้สัญชาตญาณดิบเถื่อนเพียงอย่างเดียว
ราตรีกาลคืบคลานเข้าปกคลุมหุบเขาดุจผ้าคลุมผืนใหญ่สีนิลที่ถักทอด้วยเส้นไหมแห่งความโศกเศร้าและความอาฆาตพยาบาทหมอกธูปที่เคยเป็สีเทาหม่นในยามกลางวันบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีดำข้นคลักลอยสะเปะสะปะอยู่ตามซอกศิลาแหลมคมและกองกระดูกมนุษย์นับหมื่นที่ทับถมกันเป็พะเนินเทินทึกไม่ต่างจากร่างแหที่มองไม่เห็นซึ่งดักรอเกี่ยวิญญาผู้หลงทางให้จมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวังเสียงลมที่พัดผ่านรอยแยกของหน้าผาสูงชันส่งเสียงโหยหวนคล้ายเสียงขลุ่ยคร่ำครวญของปีศาจผู้เดียวดายที่เฝ้าคอยิญญาดวงใหม่มาเป็เพื่อนร่วมทางในนรกบนดินแห่งนี้...
คนเรามักหวาดกลัวความมืด เพราะในความมืดมีสิ่งที่ดวงตาไม่อาจมองเห็นแต่สำหรับฟางหานในยามนี้ ความมืดกลับเป็สิ่งเดียวที่ซื่อสัตย์ต่อเขาที่สุดมันปกปิดาแที่น่าเกลียดและเป็ร่มเงาให้เพลิงแค้นในใจได้เติบโตอย่างเงียบเชียบ
ฟางหานนั่งขัดสมาธิอยู่บนยอดกองกระดูกที่สูงที่สุดอุปมาได้ว่าประทับอยู่บนบัลลังก์แห่งมัจจุราชผู้เหี้ยมเกรียมหลังจากที่สติของเขาเพิ่งฟื้นคืนมาจากนิมิตอันเ็ปเหนือป่าไผ่เขียวมรกตบัดนี้ดวงตาของเขาแจ่มชัดขึ้นอย่างน่าประหลาดแม้ร่างกายจะยังคงบอบช้ำจนถึงกระดูกสลักและเส้นชีพจรที่แหลกเหลวทว่าพลังงานบางอย่างที่ได้รับจากการ "สลักกระดูกเปลี่ยนิญญา"กลับกลายเป็แรงผลักดันมหาศาลที่ซ่อมแซมสังขารที่ใกล้แตกสลายิัที่เคยซีดขาวอมโรคบัดนี้เริ่มมีประกายเงางามเฉกเช่นโลหะจาง ๆอันเป็ผลจากการเริ่มสะสมไอแห่งความตายเข้าสู่ขั้วปอดตามวิถีทางของ"ลมปราณกลืนิญญา"
พลังปราณสีม่วงดำในร่างของเขากำลังหมุนวนอย่างบ้าคลั่งราวกับกระแสน้ำวนในมหาสมุทรที่มืดมิดทะลวงผ่านจุดชีพจรสำคัญทั้งเจ็ดที่เคยถูกฝ่ามือม่วงทะลวงสรวงของฉู่เทียนบดขยี้ให้กลับมามีความร้อนรุ่มและเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาอีกครั้งทว่ามันมิใช่ชีวิตที่อบอุ่นแบบมนุษย์ หากแต่เป็ชีวิตที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งใต้ทะเลลึกทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจเข้าไอเย็นสีม่วงจะพุ่งออกมาจากรูขุมขนจนเกิดเป็เกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ ปกคลุมไปทั่วร่างเสมอเหมือนเขากำลังสร้างดักแด้แห่งมรณะขึ้นมาห่อหุ้มตนเองเพื่อรอวันลอกคราบกลายเป็อสุรกายที่สมบูรณ์แบบ
ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงเกล็ดหิมะตกกระทบพื้นศิลาประสาทััที่ถูกลับจนคมกริบด้วยความแค้นพลันรับรู้ถึง"การเคลื่อนไหว" บางอย่างที่ผิดแผกไปจากธรรมชาติ...มันมิใช่การเคลื่อนไหวของสายลมที่พัดผ่านรอยแตกของหิน แต่มันคือการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่ไร้ซึ่งลมหายใจและจังหวะของชีพจร!
แกร๊ก... แกร๊ก... เสียงกระดูกแห้ง ๆ กระทบกันดังขึ้นช้า ๆจากเงามืดมิดเบื้องหน้า ฟางหานมิได้ลืมตาขึ้นมองในทันทีแต่เขากลับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบยิ่งกว่าผิวน้ำในสระน้ำนิ่งท่ามกลางป่าช้า
“ท่านอาจารย์... ท่านเคยบอกข้าว่าที่นี่มีแต่ซากศพที่ไร้ิญญามิใช่หรือ?”
“ถูกต้อง...”
เสียงของ เฒ่าดับสูญ ดังแว่วมาจากทิศทางที่ยากจะระบุราวกับเสียงนั้นดังออกมาจากผนังถ้ำและดวงิญญาของหุบเขาเอง
“แต่บางครั้งศพในหุบเขาแห่งนี้ก็มิชอบการนอนหลับใหลอย่างสงบนิ่งชั่วนิรันดร์พวกมันมักจะมีความอาลัยอาวรณ์ในโลกที่สาบสูญ”
“ศพที่นอนไม่หลับ มักจะทำสิ่งใด?”
ฟางหานถามต่อพลางรวบรวมลมปราณที่เข้มข้นไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองข้างจนไอม่วงแผ่ซ่านคลุมข้อมือดุจถุงมือปีศาจ
“มักจะหาเพื่อนมานอนเคียงข้าง...”ชายชราหัวเราะในลำคออย่างน่าขนลุก
“และเพื่อนที่พวกมันโปรดปรานที่สุดคือคนที่มีกลิ่นอายความแค้นหอมหวานและเข้มข้นประหนึ่งเหล้าชั้นเลิศเช่นเ้า!”
สิ้นประโยคของเฒ่าดับสูญ ฟางหานก็ลืมตาขึ้นทันที!ประกายตาสีม่วงมรณะของเขาสว่างวาบท่ามกลางราตรีที่มืดมิดไม่ต่างจากลูกไฟโลกันตร์
เบื้องหน้าของเขาคือร่างห้าหกร่างที่โผล่ออกมาจากกองกระดูกที่ทับถมกันมานานปีพวกมันมิใช่คน และมิใช่ผีร้ายธรรมดา ทว่าคือ “หุ่นศพ”ที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยปราณหยินเน่าเสียมานานนับศตวรรษิัของพวกมันแห้งกรังดุจแผ่นไม้เก่าที่ถูกแดดเผาเล็บยาวโง้งดำคล้ำแฝงพิษร้ายที่เพียงแค่ััก็อาจทำให้โลหิตแข็งตัวแววตาว่างเปล่าไร้ชีวิตแต่กลับเต็มไปด้วยความหิวโหยที่ไม่อาจเติมเต็มได้ด้วยเนื้อหนัง
“พวกมันหิวโหยสิ่งใด?”
ฟางหานยืนขึ้นอย่างช้า ๆเสียงกระดูกในร่างของเขาลั่นดังสนั่นเปรียบดังเสียงประทัดที่จุดท่ามกลางความเงียบงันยามนี้เขามิใช่เด็กหนุ่มขี้ขลาดที่ยอมก้มหัวให้ใครอีกต่อไป
“พวกมันมิได้หิวโหยเนืุ้์ แต่มันหิวกระหายใน ‘ิญญา’ที่เปี่ยมด้วยพลังอาฆาต” เฒ่าดับสูญกล่าวต่อ
“หากเ้าล้มลงเพียงครั้งเดียวกระดูกที่เหลืออยู่ของเ้าจะถูกพวกมันทึ้งไปกลายเป็ส่วนหนึ่งของบัลลังก์ศพที่พวกมันสถิตอยู่เ้าจงใช้พวกมันเป็หินลับกระบี่ของเ้าเสีย!”
ฟางหานขยับมุมปากเป็รอยยิ้มเย็นเยียบประหนึ่งคมดาบที่เพิ่งออกจากเตาหลอมแววตาของเขาไม่มีความหวาดกลัวเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"น่าเสียดายที่พวกมันมาผิดเวลา... เพราะข้าในยามนี้ไม่มีิญญาเหลือให้พวกมันกัดกินอีกต่อไปแล้ว!ใจของข้ามีเพียงความตายที่กำลังรอวันเอาคืน!"
หุ่นศพตัวแรกพุ่งเข้าใส่ฟางหานดั่งสายฟ้าแลบท่ามกลางความมืดท่วงท่าของมันบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติแต่กลับแฝงด้วยพละกำลังมหาศาลฟางหานไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขาคว้าจับข้อมือที่แข็งดุจเหล็กกล้าของมันไว้แล้วโคจรลมปราณกลืนิญญาสวนกลับไปทันที! พลังปราณสีม่วงดำพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างของศพเดินได้จนมันส่งเสียงเปรี๊ยะคล้ายไม้แห้งที่ถูกเผาไฟก่อนจะแหลกสลายกลายเป็ผงธุลีในพริบตา นี่คืออานุภาพแรกของวิชากาลกิณีที่เขาได้รับมันมิใช่เพียงการทำลายร่างกาย ทว่าคือการ "ดูดกลืน"พลังงานหยินเ่าั้มากลั่นกรองเป็วัตรปฏิบัติของตนเอง
ฟางหานรู้สึกได้ถึงพละกำลังที่เพิ่มพูนขึ้นทุกครั้งที่เขาทำลายหุ่นศพลงหุ่นศพที่เหลือเริ่มพุ่งเข้ามารุมล้อมจากทุกทิศทางฟางหานวาดลวดลายท่วงท่าที่ดุดันและอำมหิตผิดมนุษย์ทุกฝ่ามือที่ซัดออกไปแฝงไว้ด้วยไอเย็นที่สามารถแช่แข็งโลหิตของยอดฝีมือได้การเคลื่อนไหวของเขาในความมืดดูคล้ายกับการร่ายรำของเทพมรณะท่ามกลางทุ่งสังหารที่อ้างว้างทว่าในขณะที่เขากำลังจะปลิดชีพหุ่นศพตัวสุดท้ายแรงกดดันมหาศาลพลันกดทับมาจากเบื้องบนเสมอเหมือนขุนเขาไท่ซานถล่มลงมา!
ท้องฟ้าที่ไร้ดาวกลับปรากฏเงาร่างหนึ่งพุ่งลงมาราวกับพญาเหยี่ยวสังหารเหยื่อปัง! ฟางหานยกแขนขึ้นต้านรับแรงปะทะนั้นด้วยพละกำลังทั้งหมดร่างของเขาถอยครูดไปตามกองกระดูกจนเกิดรอยลึกยาวหลายจ้างฝุ่นกระดูกฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาในยามนี้คือชายชุดดำลึกลับที่สวม “หน้ากากศิลา” ปิดบังใบหน้าไว้อย่างมิดชิดแววตาของผู้นี้คมกริบไม่ต่างจากกระบี่ที่อาบยาพิษและเปี่ยมด้วยพลังฝีมือที่เหนือกว่าหุ่นศพเ่าั้หลายเท่าตัว
“เ้าไม่ใช่ศพ...” ฟางหานเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยียบพลางสะบัดแขนที่ชาหนึบจากการปะทะครั้งมหาศาล
“คนเป็ที่อยากตาย มีค่ามากกว่าศพที่อยากอยู่เสมอ”
ชายหน้ากากศิลากล่าวด้วยเสียงทุ้มลึกที่ฟังกังวานผิดมนุษย์ประหนึ่งเสียงที่รอดมาจากก้นเหว
“ใครส่งเ้ามา หรือฉู่เทียนจะกลัวว่าข้ายังตายไม่สนิทพอจึงส่งสุนัขรับใช้เช่นเ้ามาตามเช็คผลงาน?” ฟางหานแค่นหัวเราะเยาะด้วยความดูแคลน
ชายหน้ากากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแววตาภายใต้หน้ากากวาวโรจน์ขึ้น
“ในยุทธภพนี้มีหลายคนที่อยากให้เ้าตายและก็มีบางคนที่อยากให้เ้า ‘กลายเป็’บางอย่างที่น่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก... เ้าคิดจริง ๆ หรือฟางหานว่าการที่เ้าตกลงมาที่นี่และพบกับเฒ่าดับสูญ คือความบังเอิญที่์จงใจเมตตาเ้า?”
คำถามนั้นดุจสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจของฟางหานความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ท้องฟ้าที่ไร้แสงดาวดูจะยิ่งมืดมนลงไปอีกเขาจ้องมองไปที่เฒ่าดับสูญที่นั่งสงบนิ่งอยู่บนโขดหินไกลออกไปชายชราไม่ได้มีทีท่าจะเข้ามาแทรกแซง ยังคงใช้เศษหินสลักอักขระลงบนกระดูกอย่างใจเย็นอุปมาได้ว่าเหตุการณ์ตรงหน้าเป็เพียงตัวอักษรบทหนึ่งในตำรานรกที่เขาเขียนขึ้นเอง
ชายหน้ากากศิลาขยับกายอีกครั้งท่วงท่าของเขาลึกลับซับซ้อนแฝงไว้ด้วยวิชา "ท่าร่างไร้เงา"เขาซัดฝ่ามือเข้าใส่ฟางหานอย่างต่อเนื่อง ทุกกระบวนท่าล้วนเล็งไปที่จุดตายของร่างกายมนุษย์แฝงไว้ด้วยพลังที่ร้อนแรงดั่งลาวาเหลวซึ่งขัดแย้งกับลมปราณเย็นเยียบของฟางหานอย่างรุนแรงราวน้ำกับไฟที่ไม่มีวันอยู่ร่วมโลก
บึ้ม! บึ้ม! บึ้ม!
แรงปะทะทำให้กองกระดูกรอบข้างะเิกระจายกลายเป็เศษฝุ่นเล็กๆ ฟางหานกัดฟันสู้เขาใช้ความเ็ปเป็แรงผลักดันชั้นเลิศรอยสักรูปดวงตาปีศาจบนอกเริ่มเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้าลามออกมาถึงลำคอเขามิได้ใช้เพียงลมปราณ แต่เขาใช้ "ดวงจิตอาฆาต"ในการขับเคลื่อนร่างกายที่พังทลาย!
“เ้าสู้เพื่ออะไร เพื่อชีวิตที่เหลือเพียงซากไร้ค่าหรือเพื่อความแค้นที่ไม่มีวันสิ้นสุดที่จะเผาพลาญตัวเ้าเอง?”
ชายหน้ากากศิลาถามพลางวาดกระบี่สั้นในมือพุ่งเฉียดคอของฟางหานไปเพียงเส้นยาแดง
"ข้าสู้เพื่อล้างแค้น!และข้าจะอยู่เพื่อเห็นพวกมันพินาศคามือข้า!"ฟางหานคำรามพลางซัดหมัดเข้าที่ยอดอกของอีกฝ่ายด้วยพลังลมปราณกลืนิญญาทั้งหมดที่มี
ตุบ!ชายหน้ากากศิลาถอยฉากออกไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งิญญาที่ไร้เงาเขามองดูฟางหานที่หอบหายใจรุนแรงแต่ดวงตากลับยิ่งวาวโรจน์ด้วยสีม่วงเข้มราวกับอสูรที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
“เ้าสอบผ่าน... สำหรับคืนนี้ท้องฟ้าไร้แสงดาวเพราะเมฆหมอกบดบัง แต่ใจคนมืดมิดเพราะถูกความสัตย์จริงหลอกลวงจงจำคำข้าไว้ให้ดี ฟางหาน...ศัตรูที่แท้จริงของเ้านั้นอาจมิใช่คนที่ลงมือส่งเ้าลงมายังนรกแห่งนี้แต่คือคนที่จูงมือเ้าก้าวต่อไปในความมืดมิดที่เ้าเรียกว่าพลังต่างหาก!”
ชายลึกลับกล่าวทิ้งท้ายเป็ปริศนาที่กรีดลึกในความคิดก่อนจะพุ่งกายหายลับไปในม่านหมอกสีดำหนาทึบทิ้งไว้เพียงความเงียบและข้อสงสัยที่หนักอึ้งประหนึ่งตะกั่วในใจของเด็กหนุ่ม
ฟางหานทรุดกายลงนั่งความเหนื่อยล้าจู่โจมเขาราวกับคลื่นั์ในมหาสมุทรเขาหันไปมองเฒ่าดับสูญที่บัดนี้เดินเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้าด้วยสีหน้าที่ยากจะหยั่งถึง
“ท่านรู้จักเขาไหมอาจารย์? เขาเป็คนของสำนักบรรพตม่วงใช่หรือไม่?”
เฒ่าดับสูญหยุดยืนเบื้องหน้าศิษย์ แววตาสีม่วงจาง ๆของเขามองไปยังทิศทางที่ชายหน้ากากหายไป
“คนในยุทธภพมีหลายประเภท บางคนเดินมาเพื่อปลิดชีวิตเ้าบางคนเดินมาเพื่อสอนสั่ง และบางคน... เดินมาเพื่อให้เ้าเริ่มสงสัยในจุดยืนที่เ้าเหยียบอยู่ท้องฟ้าที่ไร้แสงดาวนี้ สิ่งที่นำทางเ้าได้ดีที่สุดมิใช่ดวงตาที่ใช้มองเห็นรูปกายแต่มันคือเพลิงแค้นที่ส่องสว่างอยู่ในใจเ้าเอง จงอย่าถามหาแสงดาวในนรกเพราะที่นี่มีเพียงแสงไฟจากโลกันตร์เท่านั้นที่เป็ความจริง”
ฟางหานกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อจนเืซึมเขาไม่สนว่าใครจะจัดฉาก หรือใครจะส่งใครมาทดสอบ ตราบใดที่เขายังมีลมหายใจและตราบใดที่ฉู่เทียนยังเสวยสุขอยู่บนยอดบรรพตม่วงด้วยชื่อเสียงที่ได้มาจากการเหยียบย่ำคนอื่นเขาจะฝึกฝนวิชากาลกิณีนี้ต่อไปจนกว่าโลกทั้งใบจะสยบแทบเท้าเขาและเขาจะเป็คนกระชากหน้ากากที่ลวงโลกนั้นออกมาด้วยมือที่อาบเืของเขาเอง!
ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาหมื่นศพเสียงหัวเราะของเฒ่าดับสูญดังแว่วมาตามลมอุปมาได้กับเสียงขานรับของนรกที่กำลังรอคอยความพินาศครั้งใหญ่ที่กำลังจะอุบัติขึ้น!
*******************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่"กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร