“ข้าอยากรู้ว่าเหตุผลของเ้า…”
หลินเยว่หยุดเดินอยู่ที่ขอบลานประลอง ชุดฝึกสีขาวขอบเงินของเขาสะอาดเรียบร้อย ไม่มีฝุ่นติดแม้แต่น้อย ต่างจากหลินเฉิงที่ยังนอนหายใจแรงอยู่บนพื้นอีกด้าน
เขามองหลินอวี่ด้วยสายตานิ่งลึก
ไม่เหมือนคนดูทั่วไป
ไม่เหมือนหลินเฉิง
ไม่ใช่ดูถูก
ไม่ใช่โกรธ
ไม่ใช่สนุกเพียงเพราะเห็นเื่ประหลาด
แต่เป็สายตาของคนที่กำลัง “ศึกษา”
“…ใช้กับข้าได้หรือไม่”
ลานประลองเงียบลง
เสียงซุบซิบที่เพิ่งเริ่มก่อตัวเมื่อครู่หายไปทีละน้อย เหมือนทุกคนพร้อมใจกันกลั้นหายใจ
ชื่อของหลินเยว่ ไม่ใช่ชื่อที่ควรถูกเอ่ยเล่น ๆ ในหมู่ศิษย์สายนอก
เขาเป็ศิษย์สายใน แม้อายุยังไม่มาก แต่ฝีมือเหนือกว่าศิษย์สายนอกทั่วไปอย่างชัดเจน
ต่างจากหลินเฉิงที่ขึ้นชื่อเื่พละกำลังและหมัดหนัก หลินเยว่ขึ้นชื่อเื่ความนิ่ง ความแม่น และท่าร่างที่ยากจะคาดเดา
หากหลินเฉิงคือก้อนหินที่พุ่งเข้าใส่โดยตรง หลินเยว่ก็คือเงาที่เลื่อนไปมาตามแสง
ไม่ดัง
ไม่หนัก
แต่จับยากกว่า
หลินอวี่มองเขาเงียบ ๆ จากระยะห่างเพียงไม่กี่สิบก้าว เขาเห็นหลายอย่าง
ท่ายืนมั่นคง หัวไหล่ผ่อนคลาย ลมหายใจยาวและสม่ำเสมอ สายตาไม่จ้องจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป มือทั้งสองไม่กำแน่น ไม่เกร็ง ไม่เปิดช่องอย่างชัดเจน
คนละแบบกับหลินเฉิง
หลินอวี่คิด
หลินเฉิงใช้แรงนำอารมณ์
แต่คนผู้นี้แสดงอารมณ์น้อยเกินไป
เสียงระบบดังขึ้นในหัว
[เริ่มวิเคราะห์เป้าหมายใหม่]
[ระดับการควบคุมร่างกาย: สูง]
[ระดับการถูกรบกวนทางอารมณ์: ต่ำ]
[ความเป็ไปได้ในการทำให้เสียสมดุลด้วยตรรกะเดิม: 18%]
ต่ำมาก
หลินอวี่ถอนหายใจเบา ๆ
“ก่อนตอบ ข้าขอถามอย่างหนึ่งได้หรือไม่”
หลินเยว่เลิกคิ้วเล็กน้อย
“ถามมา”
หลินอวี่มองเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ถ้าข้าบอกว่าข้าเหนื่อย เ้าจะเลิกสนใจหรือไม่”
“…”
คนดูเงียบไปเสี้ยวหนึ่ง จากนั้นเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้นบางส่วน
“เหนื่อย?”
“มันเพิ่งทำให้หลินเฉิงล้มสองครั้ง แล้วบอกว่าเหนื่อย?”
“นี่มันกลัวหรือี้เีกันแน่”
อาเหยียนยืนอยู่ด้านนอกวงคนดู เขาไม่ได้หัวเราะ แต่มองหลินอวี่ด้วยสายตากังวล
เพราะเขาเห็นชัดกว่าคนอื่นเล็กน้อย ใบหน้าของหลินอวี่ยังคงสงบก็จริง แต่ริมฝีปากซีดลงกว่าเดิม ปลายนิ้วที่ซ่อนอยู่ใต้ชายแขนเสื้อขยับเบา ๆ ราวกับกำลังบังคับไม่ให้สั่น
นายน้อยเหนื่อยจริง
ไม่ใช่พูดเล่น
หลินเยว่เองก็ไม่ได้หัวเราะ เขามองหลินอวี่อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง ๆ
“ถ้าเ้ากลัว ข้าจะไม่บังคับ”
หลินอวี่พยักหน้า
“ดี”
เขาหันตัวเล็กน้อย เหมือนจะเดินลงจากลาน
คนดูหลายคนอ้าปากค้าง หลินเยว่นิ่งไปเสี้ยวหนึ่ง หลินเฉิงที่ยังนั่งอยู่บนพื้นถึงกับเงยหน้าขึ้น
อาเหยียนเองก็สะดุ้ง
“นะ…นายน้อย?”
หลินเยว่หัวเราะเบา ๆ
“เ้าจะไปจริงหรือ”
หลินอวี่หันกลับมา
“เ้าบอกเองว่าจะไม่บังคับ”
“ข้าบอกว่าถ้าเ้ากลัว”
“ข้าไม่ได้กลัว”
“แล้วเหตุใดจึงจะไป”
หลินอวี่ตอบด้วยสีหน้าจริงจังมาก
“เพราะข้าเหนื่อย”
ทั้งลานเงียบอีกครั้ง บางคนอยากหัวเราะ แต่หัวเราะไม่ออก เพราะหลังจากเห็นหลินเฉิงล้มสองครั้ง คำพูดของหลินอวี่เริ่มฟังดูแปลกประหลาดเกินกว่าจะตัดสินง่าย ๆ
หลินเยว่จ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรอยยิ้มก็ลึกขึ้น
“เ้าน่าสนใจจริง ๆ”
หลินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
คำว่า น่าสนใจ มักเป็จุดเริ่มต้นของความยุ่งยาก
ด้านข้างลาน หลินจงก้าวออกมาหนึ่งก้าว
“หลินเยว่”
เสียงของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย
“เ้าเป็ศิษย์สายในแล้ว การลงมือกับศิษย์สายนอกในลานทดสอบ ไม่เหมาะสม”
“ผู้าุโ ข้าไม่คิดทำร้ายเขา”
หลินเยว่หันไปประสานมืออย่างสุภาพ เขาหันกลับมามองหลินอวี่
“เพียงหนึ่งกระบวนท่า”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที
“หนึ่งกระบวนท่า?”
“หลินเยว่จะลงมือจริงหรือ?”
“กับหลินอวี่เนี่ยนะ?”
“เขาเพิ่งทำให้หลินเฉิงล้มจริง ๆ นะ บางทีอาจมีอะไรแปลก ๆ ก็ได้”
“แปลกหรือไม่แปลก เจอหลินเยว่ก็รู้เอง”
หลินจงไม่ได้ตอบทันที เขามองหลินอวี่ สายตาคราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว ตอนแรกหลินจงมองหลินอวี่เป็เพียงศิษย์อ่อนแอคนหนึ่ง
หลังหลินเฉิงล้มครั้งแรก เขามองด้วยความสงสัย หลังหลินเฉิงล้มครั้งที่สอง เขาเริ่มไม่แน่ใจ
และตอนนี้…
เขาเองก็อยากรู้
อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้ทำอะไรได้กันแน่
หลินจงถามเสียงเรียบ “หลินอวี่ เ้ารับหรือไม่”
ทุกสายตาหันมาหาหลินอวี่อีกครั้ง
อาเหยียนกำมือแน่น อยากส่ายหน้าแทนนายน้อย แต่เขาทำไม่ได้
หลินอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง ความคิดในหัวเรียงตัวอย่างรวดเร็ว
ถ้าปฏิเสธตอนนี้ คนจะคิดว่าข้าใช้เล่ห์กลกับหลินเฉิงจริง
ถ้ารับเต็มกำลัง ร่างนี้รับไม่ไหว
ถ้าชนะหลินเยว่เร็วเกินไป ปัญหาจะใหญ่กว่าเดิม
ถ้าแพ้หมดสภาพ ก็เสียเวลาและเจ็บตัว
เขามองหลินเยว่ อีกฝ่ายไม่โกรธ ไม่เร่ง ไร้ช่องว่าง
ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดไม่ใช่ชนะ
แค่ไม่แพ้แบบน่าเกลียดก็พอ
หลินอวี่ถอนหายใจ แล้วพูดออกไปเหนื่อย ๆ
“หนึ่งกระบวนท่า”
หลินเยว่พยักหน้า “หนึ่งกระบวนท่า”
“ถ้าข้าล้ม ถือว่าข้าแพ้”
“ได้” หลินเยว่พยักหน้า
“ถ้าข้ายังยืนอยู่ เ้าถือว่าพอหรือไม่” หลินอวี่เสนอ
หลินเยว่มองเขานิ่ง ๆ ดวงตาสงบของเขามีประกายสนใจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย
“เ้าไม่ได้ตั้งใจชนะข้า?”
หลินอวี่ตอบเรียบ ๆ
“ข้าบอกแล้วว่าข้าเหนื่อย”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบสนามอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนก่อน มันมีความไม่แน่ใจปะปนอยู่
ไม่มีใครกล้าหัวเราะเต็มเสียงแล้ว
หลินเยว่ยิ้ม “ดี”
เขาก้าวขึ้นลานประลองอย่างช้า ๆ ฝ่าเท้าของเขาแตะพื้นแทบไม่มีเสียง เสื้อคลุมไม่สะบัดแรง ร่างทั้งร่างเคลื่อนเข้ามาอย่างนุ่มนวล เหมือนไม่ได้เดินอยู่บนพื้นดิน แต่ลอยอยู่เหนือจังหวะของคนอื่นครึ่งก้าว
หลินอวี่มองทุกการเคลื่อนไหว
แทบไม่ทิ้งแรงลงพื้น อ่านจากรอยเท้ายาก
[ข้อมูลการเคลื่อนไหวไม่เพียงพอ]
[ไม่สามารถยืนยันแนวโจมตี]
[ความเป็ไปได้ในการทำให้เป้าหมายเสียสมดุล: 16%]
ต่ำกว่าเดิมอีก
หลินอวี่อยากถอนหายใจซ้ำ แต่กลัวเสียลมหายใจโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าอ่านเขาไม่ได้…
ก็ต้องอ่านตัวเอง
เขาก้มมองพื้นใต้เท้า พื้นลานตรงนี้มีรอยแตกร้าวเล็ก ๆ เป็เส้นเฉียง ด้านหลังสามก้าวมีพื้นแข็ง ด้านซ้ายมีฝุ่นบาง ด้านขวาเป็รอยเท้าเก่าที่ทำให้พื้นนุ่มกว่าเดิมเล็กน้อย
ลมพัดจากซ้ายไปขวา ชายเสื้อของเขาหลวมพอจะสะบัดบังสายตาได้เล็กน้อย ร่างกายของเขายังเหนื่อย กล้ามเนื้อต้นขาเริ่มล้า ลมหายใจยังควบคุมได้ แต่ไม่เหมาะกับการเคลื่อนไหวต่อเนื่อง
ถ้าหลบมากเกินไป ขาจะตามไม่ทัน
ถ้ารับตรง ๆ ร่างนี้พัง
ถ้าก้าวผิด ล้มแน่
เขาค่อย ๆ ขยับปลายเท้า เล็กน้อย จนแทบสังเกตไม่เห็น
เป้าหมายไม่ใช่ทำให้เขาล้ม
เป้าหมายคือทำให้ข้ายังยืนอยู่
เสียงหลินเยว่ดังขึ้น
“พร้อมหรือยัง”
หลินอวี่เงยหน้าขึ้น
“ถ้าข้าบอกว่ายังไม่พร้อม เ้าจะรอหรือไม่”
“ไม่”
“งั้นเ้าถามเพื่ออะไร”
หลินเยว่หัวเราะเบา ๆ
“เพื่อดูว่าเ้าจะตอบอย่างไร”
“น่ารำคาญ”
“มีคนเคยพูดเช่นนั้นกับข้าเหมือนกัน”
“คนนั้นน่าจะมีเหตุผล”
สิ้นประโยคนี้ หลินเยว่ขยับ
ไม่มีเสียงเตือน
ไม่มีแรงกดดันพุ่งมาก่อน
ร่างของเขาเหมือนเลื่อนหายจากตำแหน่งเดิม ฝุ่นใต้เท้าแทบไม่ฟุ้ง แต่ระยะห่างสิบก้าวลดลงครึ่งหนึ่งในพริบตา คนดูหลายคนยังมองไม่ทัน
อาเหยียนเบิกตากว้าง
“นายน้อย!”
หลินอวี่ไม่ได้มองใบหน้าหลินเยว่ เขามองชายแขนเสื้อ มองแนวไหล่ มองเงาบนพื้น
ไหล่ไม่เปิด
มือขวาไม่ชัด
สายตาไม่บอกเป้าหมาย
นี่ไม่ใช่หมัดตรง
[ไม่สามารถยืนยันแนวโจมตี]
หลินเยว่เข้ามาถึงระยะสามก้าว ฝ่ามือซ้ายยกขึ้น ช้าในสายตาคนดู แต่เร็วเกินกว่าร่างของหลินอวี่จะรับตรง ๆ ได้
ฝ่ามือนั้นไม่ได้พุ่งเข้าหน้า ไม่ได้พุ่งเข้ากลางอก มันเลื่อนเฉียงลงเหมือนจะตัดเข้าชายโครง แต่ข้อมือขวาของหลินเยว่กลับขยับต่ำกว่านั้น
หลอกบน
จริงล่าง?
ไม่…
หลินอวี่เห็นเงาบนพื้นเปลี่ยน ขาซ้ายของหลินเยว่ถ่ายน้ำหนักน้อยกว่าที่ควร
เขายังไม่ได้ลงแรงจริง
นี่เป็การบังคับให้ข้าขยับก่อน
ถ้าหลินอวี่หลบตามฝ่ามือซ้าย การโจมตีจริงจะตามมา
ถ้าเขาอยู่เฉย ฝ่ามือซ้ายก็ยังพอทำให้เขาเสียหลักได้
หลินอวี่เลือกทางที่สาม เขาก้าวถอยเฉียงลงต่ำ ไม่ใช่หลบเต็มตัว ไม่ใช่รับ แต่ลดจุดศูนย์ถ่วงของตัวเอง พร้อมปล่อยให้ชายเสื้อสะบัดผ่านแนวสายตาของหลินเยว่
แค่ชั่วเสี้ยวพริบตา หลินเยว่เห็นภาพขาวซีดของชายเสื้อขยับผ่านหน้า
ไม่มากพอให้ตาพร่า
แต่พอให้จังหวะประเมินระยะเปลี่ยนไปเล็กน้อย
[สร้างเงื่อนไข: รบกวนการประเมินระยะ]
[ผลลัพธ์ที่้า: ผู้ใช้งานยังยืนอยู่]
[ความเป็ไปได้: 49%]
ยังไม่พอ
ฝ่ามือของหลินเยว่เฉียดผ่านไหล่หลินอวี่ แรงลมคม ๆ กรีดผ่านผิวจนเจ็บแปลบ
หลินอวี่กัดฟัน
แรงปะทะเฉียง
ต้องปล่อยผ่าน ไม่ต้าน
เขาหมุนไหล่ตามแรง ยอมให้ตัวเองถอย
หนึ่งก้าว
สองก้าว
ส้นเท้าข้างหลังััรอยแตกบนพื้นพอดี รอยแตกนั้นเป็ร่องเล็ก ๆ
ถ้าเหยียบผิด จะสะดุด
ถ้าเหยียบถูก จะใช้เป็จุดหยุดตัว
หลินอวี่กดปลายเท้าลง ใช้รอยแตกทำหน้าที่เป็จุดยึด
[เพิ่มความเป็ไปได้: 67%]
หลินเยว่ไม่ได้หยุด ฝ่ามือซ้ายเฉียดไปแล้ว แต่ไหล่ขวาของเขาขยับตาม การโจมตีที่สองซ่อนอยู่หลังการโจมตีแรกจริง ๆ
เร็ว
นุ่มนวล
ต่อเนื่อง
มาแล้ว
หลินอวี่ขยับแขนขึ้นรับไม่ได้ ร่างนี้ไม่ทันความคิดเขา เขาจึงเลือกทำสิ่งที่แย่ที่สุดให้กลายเป็สิ่งที่พอใช้ได้
เขาปล่อยให้แรงปราณที่เฉียดมาชนชายแขนเสื้อ ให้มันสะบัดเข้าหน้าตัวเองเล็กน้อย
ดูเหมือนเสียจังหวะ แต่แท้จริงทำให้ลำตัวเขาหมุนเพิ่มขึ้นอีกนิด
นิดเดียว
พอให้ฝ่ามือที่สองไม่ปะทะตรง ๆ
ฝ่ามือเฉียดผ่านหน้าอก แรงลมกระแทกจนหลินอวี่ถอยไถลไปอีกครึ่งก้าว หน้าอกเจ็บแปลบ ลมหายใจสะดุด ขาแทบอ่อน
อาเหยียนร้องเสียงหลง
“นายน้อย!”
คนดูหลายคนคิดว่าหลินอวี่ล้มแน่ แต่หลินอวี่ใช้ส้นเท้าหลังยันพื้นแข็ง เข่าขวางอเล็กน้อย สะโพกลดต่ำ แรงที่เหลือไหลผ่านร่างลงพื้น
ไม่ต้าน
ไม่รับ
ปล่อยให้มันผ่านไป
[ความเป็ไปได้: 82%]
หลินอวี่หายใจออกสั้น ๆ “เหตุผลเพียงพอแล้ว”
[ยืนยันตรรกะ]
ฝุ่นใต้เท้าเขาฟุ้งขึ้นเล็กน้อย ร่างของเขาไถลถอยไปอีกครึ่งก้าว
แต่ไม่ล้ม
เสื้อคลุมสีขาวซีดสะบัดแรง ปลายแขนเสื้อขาดเล็กน้อย เส้นผมบางส่วนหลุดลงมาข้างแก้ม
ลานประลองเงียบสนิท หลินเยว่หยุดมือ ฝ่ามือของเขาค้างอยู่กลางอากาศ ห่างจากหน้าอกหลินอวี่ไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ
ถ้าเขา้าโจมตีต่อ หลินอวี่คงรับไม่ไหว แต่กติกาคือหนึ่งกระบวนท่า และหลินอวี่ยังยืนอยู่
หลินอวี่ยืนอยู่จริง ๆ
แม้หน้าอกจะกระเพื่อมแรงขึ้น
แม้ปลายนิ้วจะชา
แม้ขาจะล้า
แต่เขายังยืนอยู่
เสียงระบบดังขึ้นในหัวอย่างราบเรียบ
[ตรรกะสำเร็จ]
[ผลลัพธ์: ผู้ใช้งานยังยืนอยู่]
หลินอวี่หลุบตามองเท้าตัวเอง
เกือบไป
ถ้าร่างนี้ช้ากว่านี้อีกนิด ข้าคงล้ม
ถ้าอ่านพื้นผิด ข้าคงล้ม
ถ้าเขาใช้แรงเพิ่มอีกเล็กน้อย ข้าก็อาจล้ม
เขาเงยหน้าขึ้น สีหน้ายังคงสงบ แต่ลมหายใจหนักขึ้นอย่างปิดไม่มิด
หลินเยว่มองเขานิ่ง ๆ ดวงตาที่เคยสนใจอยู่แล้ว ตอนนี้จริงจังขึ้นอีกระดับ
“เ้าไม่ได้พยายามชนะข้า”
หลินอวี่ตอบทันที “ข้าเหนื่อย”
“แต่เ้ารอด”
“นั่นคือผลลัพธ์ที่ข้า้า”
หลินเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะเบา ๆ
ไม่ใช่เสียงหัวเราะเยาะ แต่เป็เสียงหัวเราะของคนที่เจอสิ่งน่าสนใจจริง ๆ
“ดี”
เขาลดมือลง
“หลินอวี่” หลินเยว่เรียกเบา ๆ
หลินอวี่รู้สึกไม่ดีทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงนั้น
“อะไร”
หลินเยว่มองเขาด้วยรอยยิ้มบาง ๆ
“หลังจากนี้ ข้าจะมาหาเ้าอีก”
หลินอวี่เงียบ จากนั้นพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ตามเหตุผลแล้ว เ้าไม่ควรทำเช่นนั้น”
“เพราะอะไร”
“เพราะข้าไม่ต้อนรับ”
หลินเยว่ยิ้ม
“น่าเสียดาย ข้าเริ่มสนใจเหตุผลของเ้าแล้ว”
หลินอวี่มองเขา
แย่แล้ว
คนฉลาดน่ารำคาญกว่าคนโง่หลายเท่า
-----
หลินจงประกาศให้การทดสอบจบลงในเวลาต่อมา เสียงรอบสนามไม่ได้กลับไปดังเหมือนเดิมทันที ทุกคนยังคงมองหลินอวี่
บางคนสับสน บางคนระแวง บางคนเริ่มกลัว ไม่มีใครหัวเราะเต็มเสียงอีกแล้ว
หลินเฉิงถูกพยุงออกไป สีหน้ายังคงว่างเปล่า
อาเหยียนรีบวิ่งเข้ามาหาหลินอวี่ทันที
“นายน้อย ท่านเป็อะไรหรือไม่ขอรับ!”
หลินอวี่ก้าวลงจากลาน
ก้าวแรกยังมั่นคง
ก้าวที่สองเริ่มช้าลง
ก้าวที่สาม ขาขวาของเขาทรุดลงเล็กน้อย
อาเหยียนรีบเข้าไปประคอง
“นายน้อย!”
หลินอวี่จับแขนอาเหยียนไว้ น้ำหนักตัวกดลงไปมากกว่าที่ตั้งใจ
แต่เขายังคงเงยหน้าตรง พึมพำออกมาเสียงเบา
“อย่าให้ใครเห็น”
อาเหยียนกลืนน้ำลาย รีบพยักหน้า
“ขอรับ”
หลินอวี่เดินต่ออย่างช้า ๆ ภายนอกยังเหมือนเดิม
สงบ เฉยชา เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจเขาชัดเจนแล้ว
เหตุผลอาจพอแล้ว แต่ร่างกายนี้…ยังไม่พอ
เขาหลุบตามองมือของตน มือขาวซีดที่ยังสั่นเล็กน้อย
ดูเหมือนคืนนี้ ข้าคงต้องเริ่มสั่งสอนร่างกายนี้เสียหน่อย