ท่ามกลางความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้ว เสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดังสะท้อน...
เธอยังจำอะไรได้อยู่บ้าง?
ยิ่งพยายามเค้นความทรงจำ สติสัมปชัญญะกลับยิ่งกระจัดกระจาย ราวกับพยายามไขว่คว้าปลายหางของบางสิ่งที่ไม่เคยจับต้องได้
ก่อนมาถึงที่นี่ เธอจำได้ว่าวิ่งหนีมาเป็เวลานาน... แต่จะหนีไปที่ไหนหรือถูกสิ่งใดไล่ล่า เธอกลับจำไม่ได้เลย
เปลือกตาหนักอึ้งขึ้นทุกที ไม่ได้... จะสลบไปตอนนี้ไม่ได้
เธอฝืนลืมตาขึ้นจนพบแหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียว มันคือรอยแยกเล็กๆ บนเพดานที่ทอแสงสลัวลงมา
‘เพดาน?’
กลิ่นอับชื้นคละคลุ้งในโพรงจมูก ปนเปมาด้วยกลิ่นคาวสนิมที่ชวนให้คลื่นเหียน นั่นคือกลิ่นเื... เืของเธอเองที่กำลังไหลทะลักออกมาจากจุดที่ถูกคมดาบแทงทะลุบริเวณช่องอกอย่างไม่ต้องสงสัย
พลกำลังและสติสัมปชัญญะค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับโลหิตที่รินไหล เธอรู้สึกเหมือนสิ่งที่ไหลผ่านง่ามนิ้วไปคือเศษเสี้ยวสุดท้ายของชีวิตที่เหลืออยู่
เธอรู้สึกเหมือนมีดวงตาเ็าคู่หนึ่งเฝ้ามองดูลมหายใจสุดท้ายของเธออยู่ในเงามืด สายตานั้นมองเธอราวกับมองมดปลวกไร้ค่าที่จะเหยียบให้ตายเมื่อใดก็ย่อมได้ ทันใดนั้น ความเ็ปเหลือคณาก็แล่นพล่านเข้าสู่ขั้วหัวใจ เป็ความเ็ปคนละอย่างกับาแทางกาย
น้ำตาอุ่นๆ รื้นและไหลอาบแก้มอย่างไม่อาจสะกดกลั้น ในวินาทีนั้น ภาพที่แล่นเข้ามาในหัวยังคงเป็เงาร่างของชายคนนั้น... ชายผู้ผลักไสให้เธอต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้
ท่ามกลางความเงียบ แว่วเสียงแ่เบาดังมาจากที่ห่างไกล ‘เสียงเพลงงั้นเหรอ?’
หากใช่ คงเป็บทเพลงส่งิญญา ในห้วงสำนึกที่พร่าเลือน เธอเคยจินตนาการว่าความตายคงเป็สิ่งที่สงบเงียบและงดงาม ไม่ใช่จุดจบที่อนาถเช่นนี้
วินาทีสุดท้ายก่อนสติจะดับวูบ เธอเค้นเรี่ยวแรงที่เหลือเอ่ยชื่อนั้นออกมา ชื่อที่เธอเรียกขานในใจนับครั้งไม่ถ้วนตลอดชีวิต
จะมีใครได้ยินไหม?
เสียงที่แ่เบาหายลับไปในความมืดพร้อมกับคำว่า...
“...เซดริก”