ในขณะที่การทำลายล้างยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด
ประกายแสงเพลิงแห่งหายนะยังคงลุกโชนทั่วผืนแผ่นดิน เสียงคำรามของเผ่าพันธุ์ระดับสูงยังคงดังก้องข้ามมิติ ทะลุผ่านกำแพงของความสิ้นหวัง ะเืไปถึงหัวใจของผู้ที่ยังหลงเหลืออยู่ในโลกที่แทบไม่มีคำว่าปลอดภัยให้พำนักอีกต่อไป
ทว่าในท่ามกลางความโกลาหลอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น ป้อมปราการสุดท้ายแห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ยังตั้งตระหง่านอยู่แม้จะเต็มไปด้วยรอยแผล
ปราการที่มั่นสุดท้ายแห่งอารยธรรมผู้วิวัฒน์ที่ยังคงมีลมหายใจ พวกเขาไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะล่มสลาย
ไม่มีใครยอมสยบให้กับความหายนะ ไม่มีผู้ใดยอมศิโรราบให้กับการล้างเผ่าพันธุ์โดยไร้คำอธิบาย
ที่กลางวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งป้อมปราการสุดท้าย วิหารที่สูงตระหง่านและวิจิตรดั่งภาพวาดในตำนาน
พื้นศิลาเปล่งแสงเรืองรองจากอักขระที่สลักอยู่ทุกมุมเสา เพดานโดมที่ประดับด้วยคริสตัลเวทสะท้อนภาพของมิติที่แตกสลายภายนอกอย่างเลือนราง ภายในห้องโถงหลักที่ใช้สำหรับประชุมผู้มีพลังระดับสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในยุคสุดท้าย
เสียงโหวกเหวกปนด้วยความหวาดหวั่นและสิ้นหวังได้กระทบโสตของทุกผู้ที่อยู่ภายในอย่างไม่อาจละเลยได้
สีหน้าของเหล่าผู้วิวัฒน์ที่รอดชีวิตแต่ละคนต่างซีดเผือด เต็มไปด้วยเหงื่อที่ผุดขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้ บางคนยืนกอดร่างของตนเองราวกับจะหยุดอาการสั่นเทา บางคนพูดพร่ำราวกับสติใกล้จะแตกสลาย
“ทะ.. ทำไมมันถึงได้เกิดเื่เช่นนี้ขึ้น เพียงแค่วันเดียว..”
“เพียงแค่วันเดียวเท่านั้นเองนะ อารยธรรมมนุษย์ของพวกเราก็แทบจะจบสิ้นลงไปทั้งหมดแล้ว!”
“ชะ.. ใช่! แค่เพียงหนึ่งวัน! แล้วดูสิ่งที่เหลืออยู่ในตอนนี้!”
“แค่เผ่าพันธุ์เทพอสูรจันทรา เผ่าพันธุ์เทพอสูรัพลิกฟ้า เผ่าพันธุ์เทพอสูรมารศักดิ์สิทธิ์ เราก็ไม่มีทางสู้พวกมันได้แล้ว”
“แล้วนี่อะไร? ยังมีเผ่าพันธุ์ัศักดิ์สิทธิ์ เผ่าฟินิกซ์เพลิงะ พยัคฆ์ครามเวหา นกเพลิงรัตติกาล มารโลหิตนิรันดร์ สุนัขเทพศักดิ์สิทธิ์ ค้างคาวอเวจี อีกาอสูร กะโหลกเพลิง ราชันย์โลกันตร์ และอีกไม่รู้กี่ร้อยเผ่าพันธุ์ที่ร่วมกันโจมตีเรา!”
“ทำไม? ทำไมพวกมันถึงได้ร่วมมือกันเพื่อโจมตีเรา? ทำไมถึงต้องเป็มนุษย์? เราไปทำอะไรให้พวกมันกัน!”
พวกเขาสูญเสียสติและเริ่มะโใส่กัน
บ้างปาหินเวทใส่กำแพง บ้างร่ำไห้ด้วยความเ็ป บ้างเพียงยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีแม้แต่คำพูดใดหลุดออกมาจากริมฝีปาก ปฏิกิริยาทั้งหมดเป็เพียงการระบายความรู้สึกอัดอั้นจากความหวาดกลัวอันบริสุทธิ์ที่กำลังคลี่คลุมจิตใจของพวกเขาในทุกขณะ
“จบสิ้นแล้ว.. จบสิ้นแล้วจริงๆ ยุคสมัยศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราจบสิ้นลงตรงนี้แล้ว.. ไม่มีอะไรให้ปกป้องอีกต่อไป..”
“พูดคุยเถอะ! ส่งสารไปหาพวกมัน! ถามพวกมันว่าเกิดอะไรขึ้น!”
“ทำไมถึงต้องทำเช่นนี้! หรืออย่างน้อยก็ให้พวกเราตายโดยที่รู้เหตุผล! เรามีสิทธิ์จะรู้!”
แววตาของเหล่าผู้รอดชีวิตเต็มไปด้วยประกายแห่งความว่างเปล่า บ้างไม่รู้แม้แต่ว่าตนเองกำลังพูดอะไรอยู่
ความวุ่นวายลุกลามไปทั่ว แม้แต่ผู้วิวัฒน์มีพลังระดับ 8 และ 9 ยังมิอาจควบคุมจิตใจของตนได้อีกต่อไป
กระทั่งท่ามกลางความบ้าคลั่งอันไร้ทิศทางนั้น เสียงเคาะไม้เท้าหนึ่งครั้งก็ดังกึกก้องขึ้นทั่วห้องโถง
มันไม่ได้เป็เพียงเสียงธรรมดา หากแผ่ประกายแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ออกมาไล่ความมืดในใจของทุกผู้ที่ได้ยินให้จางหายไปทีละเล็กละน้อย ประหนึ่งแสงแห่งพระอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านม่านหมอกหม่นในยามรุ่งสาง
เสียงนั้นไม่เพียงแค่ปลุกพวกเขาให้ได้สติ แต่ยังเยียวยาความร้าวรานภายในดวงจิตที่แทบจะแตกสลาย
“ท่านโซเฟีย..”
ก่อนที่สายตาทุกคู่จะค่อยๆหันไปยังหญิงคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ตรงกลางของวงล้อมผู้มีพลังระดับสูง
หญิงสาวร่างใหญ่ ผิวขาวอมชมพู ใบหน้ากลมกลึงที่เคยดูอ่อนโยนบัดนี้เต็มไปด้วยริ้วรอยของความเหนื่อยล้า
ดวงตาหยีแทบมองไม่เห็นในยามปกติกลับเปิดขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นประกายแสงเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ในยามเที่ยงวัน เสื้อคลุมของนางปักลวดลายของอักขระศักดิ์สิทธิ์ที่แทบไม่เคยพบเห็นอีกแล้วในยุคนี้
“ข้าเป็เพียงคนเดียวในผู้นำแห่งหกวิหารที่ยังคงเหลือรอดอยู่”
คำพูดของโซเฟียสงบนิ่ง ราบเรียบ แต่หนักแน่นราวกับสะกดฟ้าดิน
“ข้า.. จอมเวทย์แห่งแสงเรืองรอง วิหารศักดิ์สิทธิ์สุดท้ายของมนุษยชาติ ผู้นำแห่งแสงที่ยังไม่ดับสูญ..”
“ผู้วิวัฒน์ระดับ 9 ขั้นสูงสุดที่ยังคงยืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้..”
ขณะที่พูด ตัวของนางได้ทอดสายตามองรอบด้าน ราวกับสำรวจซากความหวังที่กระจัดกระจายอยู่ในใจของทุกคนก่อนเอ่ยคำถัดมา
“แต่สถานการณ์ในตอนนี้.. ข้าเห็นมันแล้วอย่างชัดเจน เราไม่มีความหวังเหลือเลย.. ไม่แม้แต่เศษเสี้ยวหนึ่ง!”
คำพูดของโซเฟียเต็มไปด้วยน้ำเสียงแห่งความสิ้นหวังที่ไม่อาจกลบเกลื่อน
หญิงวัยกลางคนที่เคยยิ้มแย้มอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยเมตตา คนที่เคยช่วยเหลือทุกชีวิตในวิหารด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ตอนนี้กลับแผ่รังสีแห่งความโกรธเกรี้ยวออกมาราวกับเทพอสูรผู้หลับใหลกำลังตื่นขึ้นในร่างของนาง
เจตจำนงแห่งความชิงชังที่ถูกกดทับมานานเริ่มเผยออกมาในแววตาคู่นั้น
ใบหน้ากลมที่ครั้งหนึ่งเคยเปื้อนยิ้มตอนนี้กลับกลายเป็เงาระทม ดั่งภาพวาดที่ถูกฉีกทำลายและแปดเปื้อนด้วยเืแห่งความแค้น แสงแห่งศรัทธาที่เคยเปล่งประกายในนาง ถูกแทนที่ด้วยเปลวเพลิงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งที่ทำลายอารยธรรมของพวกเขา
และภายใต้สายตาที่ทอดมองออกไปนอกหน้าต่างของวิหาร บนท้องฟ้าที่มืดมิดด้วยเงาแห่งสัตว์อสูร