ยืนครุ่นคิดอยู่หน้าประตูบ้านเพียงชั่วครู่ นางหลี่จึงหันหลังกลับ และเดินเข้ามาภายในบ้านของตน สิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของนาง คือเด็กรูปร่างผอมแห้งสามคนที่กำลังนั่งเฝ้ารอการกลับมาของนางผู้เป็มารดาอยู่ ภายในอกเกิดความรู้สึกวูบโหวงขึ้นมา ดวงตาทอประกายเ็ปกลับกลายเป็ความรู้สึกผิดกับลูกๆของตนขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
" เย้ๆ! ท่านแม่กลับมาแล้ว "
เป็เสียงของเสี่ยวชิงเ้าประจำอีกเช่นเคยที่ร้องขึ้นด้วยความดีใจกับการกลับมาของนางนางหลี่จึงส่งยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน
"ท่านแม่ไปที่ไหนมาหรือเ้าคะ"
หลี่ลู่เอินเห็นสีหน้าหม่นหมองยิ้มแบบฝืนๆของผู้เป็มารดาแล้วจึงอดไม่ได้เอ่ยปากถามออกไปในที่สุด ชาติก่อนนั้นสิ่งที่นางถนัดอีกอย่างคือการสังเกตสีหน้าของผู้คน จึงพอรู้อยู่บ้างว่านางหลี่มีความทุกข์ใจบางอย่างที่ปิดยังไงก็ไม่มิด
นางหลี่ถอนหายใจเถือกคราหนึ่ง ตัดสินใจบอกกล่าวเด็กๆให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้
"แม่เพิ่งกลับมาจากบ้านท่านปู่ท่านย่าของพวกเ้า"
"ไปทำไมหรือเ้าคะ"
"ท่านปู่ของพวกเ้าล้มเมื่อวานนี้ อาการค่อนข้างรุนแรงพอควร ท่านลุงใหญ่จึงต้องเชิญท่านหมอหวังมาดูอาการ แต่หมอหวังก็จนปัญญาจะรักษาได้ พวกเราจึงปรึกษากันว่าจะพาท่านปู่เข้าไปตรวจอาการกับร้านหมอในเมืองในวันพรุ่งนี้เช้า เช่นนี้แม่จึงมอบเงินที่เหลือทั้งหมดของบ้านเราให้กับท่านลุงใหญ่ไปแล้ว แม่ต้องขอโทษลูกทั้งสามคนด้วย"
เล่าจบนางหลี่ก็น้ำตารื้นขึ้นมา เมื่อนึกถึงความลำบากที่ลูกๆของนางจะได้รับต่อจากนี้ แถมยังค้างค่าตรวจของท่านหมอหวังอยู่อีกตั้ง ร้อยอีแปะ
"โอ๋ๆ!ท่านแม่ ไม่เป็ไรนะเ้าคะไม่ต้องร้องไห้ไปเ้าค่ะ"
"ใช่แล้วขอรับท่านแม่ อย่าเสียใจไปเลยขอรับ"
"ท่านแม่ทำถูกต้องแล้วเ้าค่ะ เป็หน้าที่ของพวกเราที่ต้องกตัญญูแทนท่านพ่อนะเ้าคะ"
เด็กทั้งสามต่างก็เอ่ยปลอบโยนมารดาของตนคนละคำสองคำ เมื่อเห็นว่านางร้องไห้ออกมา
"ท่านแม่มาดูนี่ก่อน! พวกเรายังมีของพวกนี้ นำพวกมันไปขายเราก็จะได้เงินมาแล้ว ท่านแม่โปรดอย่าได้ทุกข์ใจเกินไปเลยเ้าค่ะ"
หลี่ลู่เอินจูงมือมารดาให้มาดูของที่พวกตนเก็บกลับมาจากบนเขา นางหลี่เมื่อได้เห็นสิ่งของที่ลูกๆนำกลับมาจากบนเขาแล้วถึงกับตาโตด้วยความใ จึงพึมพำออกมาคำหนึ่ง
"เยอะเพียงนี้เชียว "
"ใช่เ้าค่ะ เอาไว้พรุ่งนี้เช้าเราไปจ้างรถเทียมเกวียนเอาของไปขายในเมืองกันดีหรือไม่เ้าคะท่านแม่"
"ข้าวของเยอะเช่นนี้ หากจะอาศัยติดรถที่ท่านลุงใหญ่เช่าเอาไว้คงขนไปไม่หมดแน่ ไหนจะพวกเ้าอีก เช่นนี้เห็นทีคงต้องจ้างรถเทียมเกวียนสักคันดังเ้าว่า"
"เช่นนั้นพรุ่งนี้เราจะได้ไปเที่ยวในเมืองกันใช่หรือไม่เ้าคะ"
"ใช่แล้วๆ! เอาไว้พรุ่งนี้พี่จะพาเ้าไปเที่ยวซื้อขนมอร่อยๆดีหรือไม่เล่า"
"เย้ๆๆ!ดีมากๆเลยเ้าค่ะ
หลี่ลู่ชิงร้องขึ้นด้วยความตื่นเต้น นางไม่เคยเข้าเมืองมาก่อนเลย เมื่อมีโอกาศเข้าไปเที่ยวเล่นเช่นนี้จึงะโโลดเต้นด้วยความดีใจ เรียกเสียงหัวเราะของทุกคนำด้เป็อย่างดี
"ทีนี้ก็เลิกเศร้าแล้วมาทานข้าวกันเถิดเ้าค่ะพวกเราหิวจะแย่แล้ว"
หลี่ลู่เอินดันแผ่นหลังมารดาให้ไปนั่งที่แคร่ไม้ไผ่หน้าบ้าน และส่งสัญญาณให้หลี่ลู่เสียนกับหลี่ลู่ชิงยกกับข้าวตามออกมาทานนอกบ้าน ซึ่งทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปปฏิบัติภารกิจอย่างรวดเร็ว
ทั้งสี่คนนั่งทานอาหารกันอย่างมีความสุข เมื่อจบมื้ออาหารลงพวกเขาต่างตระเตรียมข้าวของที่จะนำไปขายในวันพรุ่งนี้
ทุกคนตกลงกันว่าพรุ่งนี้จะไปเช่าเกวียนแต่เช้าเพื่อเดินทางไปยังตัวเมืองโดยจะไปกันั้แ่เช้าตรู่ เมื่อได้ข้อสรุปทั้งหมดก็พากันนอนพักผ่อนเพื่อที่พรุ่งนี้จะได้ตื่นแต่เช้า
เช้ามืดบนท้องฟ้ายังคงมืดมิดไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆ ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโผล่ขึ้นจากท้องฟ้าด้วยซ้ำ แต่นางหลี่ก็รู้สึกตัวตื่นั้แ่ฟ้ายังไม่สาง นางลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตาเพื่อเตรียมตัว เด็กๆเมื่อได้ยินเสียงกุกกักของมารดาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาเช่นกัน ซึ่งเด็กทุกคนต่างก็ตื่นเต้นที่จะได้เข้าไปเที่ยวเล่นในเมืองกันใหญ่โดยเฉพาะเสี่ยวชิงที่มีอาการนอนไม่หลับั้แ่เมื่อคืน
ทุกคนจัดการทำธุระส่วนตัวของตนเองเสร็จแล้วจึงรีบจัดของที่จะนำไปขายใส่ลงไปในตระกร้าสะพายหลังไปหลายใบ ส่วนปลานั้นก็นำใส่ถังไม้ใส่น้ำไปด้วยเพื่อไม่ให้ปลาพวกนั้นตายในระหว่างทาง
"เช่นนั้นข้าจะไปเช่าเกวียนนะขอรับ"
หลี่ลู่เสียนบอกมารดา ซึ่งนางหลี่ก็เห็นด้วย
"ไปเถอะจ้ะ"
เวลาผ่านไปราวสองเค่อหลี่ลู่เสียนก็กลับมาพร้อมกับวัวเทียมเกวียนที่มีชายวัยห้าสิบปีซึ่งเป็เ้าของรถเทียมเกวียนคันนี้มาด้วย
"รบกวนท่านลุงเจินแล้วเ้าค่ะ"
"รบกวนอันใดกัน รีบขึ้นมาเถิดปะเดี๋ยวจะไปถึงสายเกินไป"
"เด็กๆช่วยกันขนของขึ้นเกวียนกันเร็ว"
ทุกคนต่างช่วยกันขนข้าวของขึ้นไปบนรถเทียมเกวียนด้วยความรวดเร็ว เสร็จแล้วจึงออกเดินทางในทันที
เด็กทุกคนต่างก็ตื่นเต้นกับการเข้าเมืองครั้งแรก พูดคุยกันไปตลอดทาง กว่าจะถึงตัวเมืองต้องผ่านหมู่บ้านไปถึงสองหมู่บ้านด้วยกันซึ่งต้องใช้เวลาราวหนึ่งชั่วยามกว่าเป็อย่างน้อย กว่าที่ทุกคนจะมาถึงด้านหน้าประตูเมืองก็เป็เวลาสายมากแล้ว