“นายหญิงเจ้าคะ ได้ยินมาว่า...ท่านหญิงหลิงหยางฉุดคนกลับวังไปแล้วเจ้าค่ะ”กู่ซินเอ่ยด้วยรอยยิ้มนางเห็นว่าท่านหญิงหลิงหยางนั้นสมควรแล้วที่ต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้บังอาจยั่วโมโหนายหญิงของนาง ช่างรนหาที่ตายยิ่งนักคราวนี้คงขายหน้าจนหมดสิ้นกระมัง
“แต่ว่าท่านหญิงหลิงหยางสูงส่งถึงเพียงนี้ยังมีกะจิตกะใจฉุดบุรุษรูปงามกลับไปอีก” กู่ซินกล่าวพลางส่ายหน้าอย่างเหลือทนนี่เท่ากับว่าอนาคตของบุตรชายคนเล็กของท่านเสนาบดีถูกทำลายไปแล้วเสียสิ้นช่างน่าเสียดายยิ่งนัก
ได้ยินว่าบุตรชายคนเล็กผู้นั้นรูปงามปานเทพเซียนทั้งยังมีความสามารถโดดเด่นเช่นนั้นท่านหญิงหลิงหยางจะคู่ควรกับบุตรชายคนเล็กของท่านเสนาบดีได้อย่างไร?
กู้ชิงเฉิงมองอาวุธที่สร้างขึ้นใหม่ในมือก่อนจะโยนให้กู่ซินอย่างเบามือ “ดูท่าว่ายาจะน้อยไปเสียแล้ว”กู่ซินจึงรับแหวนมาสวมที่นิ้วก้อย
“เจ้ากดที่หน้าแหวน ก็จะมีอาวุธลับที่อาบยาพิษร้ายแรงพุ่งออกมา” กู้ชิงเฉิงกล่าวเสียงต่ำว่า “วันหน้าค่อยสร้างเพิ่มเยอะๆก็แล้วกัน” ห้องทดลองของนางมีทุกสิ่งการสร้างสิ่งของเล็กน้อยเช่นนี้เป็นเรื่องง่ายดายสำหรับนาง
“ขอบคุณนายหญิงเจ้าค่ะ” กู่ซินยิ้มกว้างดวงตาทั้งสองข้างหยีเป็นเสี้ยวจันทร์
แม้พวกเขาจะมีวรยุทธ์แต่หากเจอผู้เยี่ยมยุทธ์ก็อาจเพลี่ยงพล้ำได้ การมีสิ่งของเล็กๆ น้อยๆติดตัวเช่นนี้ ก็สามารถพลิกสถานการณ์ให้เป็นฝ่ายชนะได้อย่างไม่คาดคิดและช่วยให้รอดพ้นจากภัยอันตรายได้ นี่นับว่าเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง
--------
เสนาบดีฟู่หนิงหน้ามืดครึ้มยิ่งนักราวกับอยากจะบุกเข้าไปในตำหนักจิ่นหยางเพื่อบีบคอท่านหญิงหลิงหยางให้ตายไปเสียให้รู้แล้วรู้รอดโลกนี้ยังมีสตรีที่ไร้ยางอายถึงเพียงนี้อีกหรือหากบุตรชายของตนต้องแต่งกับสตรีเช่นนี้เข้าจวนเสนาบดี เขาคงต้องเจ็บใจตายเป็นแน่
“ท่านเสนาบดีฟู่” ฮองเฮาทรงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก้าวเดินมาอย่างช้าๆสีหน้าไม่เย็นชาเหมือนก่อนแล้ว แต่กลับมีรอยยิ้มเล็กน้อยฮองเฮารู้ดีว่าที่เสนาบดีฟู่หนิงไม่ได้ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทก่อน แต่กลับมาที่นี่ย่อมเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน เรื่องนี้สำหรับใครก็ไม่เป็นเรื่องดี ฮองเฮาเองก็ไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นแต่ในเมื่อเรื่องเกิดแล้ว ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้า
“ถวายบังคมฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีฟู่หนิงยังคงมีใบหน้าบึ้งตึง
“ที่หยางเอ๋อร์ทำเช่นนี้ ข้าก็รู้สึกโกรธเคืองยิ่งนักต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดเป็นแน่แท้ หยางเอ๋อร์นั้นแม้จะกล้าหาญและไม่เกรงกลัวผู้ใดแต่ก็ไม่เคยทำเช่นนี้มาก่อน” ฮองเฮาเองก็มีสีหน้าสำนึกผิดครั้งนี้นางเสียหน้าครั้งใหญ่แล้ว
“เช่นนั้น ฮองเฮาทรงสอบสวนความเข้าใจผิดนั้นแล้วหรือยังพ่ะย่ะค่ะ?” เสนาบดีฟู่หนิงถามด้วยน้ำเสียงหยาบกร้านเขาไม่สนว่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดหรือไม่ นั่นเป็นหน้าที่ของฮองเฮาที่ต้องสืบสวนเขาเพียงต้องการทวงคืนความยุติธรรมให้แก่บุตรชายของตน
เมื่อเห็นท่าทีที่ของเสนาบดีฟู่หนิงฮองเฮาก็ขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างหนัก “ท่านเสนาบดีฟู่เรื่องได้เกิดขึ้นแล้ว บัดนี้ควรคิดหาวิธีแก้ไขปัญหาจะมัวแต่โทษกันไปมาก็หาประโยชน์อันใด?”
ฮองเฮาทรงสามารถดูแลควบคุมฝ่ายในได้อย่างเป็นระเบียบย่อมแสดงถึงความสามารถและกลอุบายของนางเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ย่อมไม่ทำให้นางหวั่นไหวได้
ยิ่งกว่านั้นข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว มีแต่ต้องพระราชทานสมรสเท่านั้นด้วยฐานะของท่านหญิงหลิงหยาง ย่อมคู่ควรกับฟู่อวี้เกินพอที่เสนาบดีฟู่หนิงทำหน้าเหมือนกับเสียเปรียบเช่นนี้ก็ทำให้ฮองเฮาทรงรู้สึกขัดเคืองอยู่บ้าง
“ฮองเฮาทรงไม่ทราบหรือว่าภายนอกผู้คนกำลังพูดถึงอะไรกัน” เสนาบดีฟู่หนิงให้เกียรติฮองเฮาแล้ว แม้ตระกูลเกอจะทรงอิทธิพลแต่ตระกูลฟู่ของเขาก็ไม่หวั่นเกรง
“ไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้พวกเขาพูดไปเถิด อีกไม่นานเมื่อเรื่องซาลงไปก็จะไม่มีใครพูดถึงอีกแล้ว” ฮองเฮาไม่ใส่ใจแน่นอนต่อให้ใส่ใจก็ไม่อาจห้ามปากคนทั้งโลกได้ สู้ปล่อยให้เรื่องเงียบไปเองดีกว่าเพราะเวลาจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้
เสนาบดีฟู่หนิงยังคงรู้สึกไม่พอใจเขาอยากจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลั้นไว้ได้
“ท่านเสนาบดีฟู่คงเข้าใจดีว่าข่าวลือเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลอันใดมากนัก”ฮองเฮาเคยผ่านเรื่องราวร้ายแรงมามากมายเรื่องนี้จึงนับว่าเล็กน้อยจริงๆ
สำหรับเสนาบดีฟู่หนิงเองก็ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตนัก เพียงแต่เขารู้สึกขยะแขยงท่านหญิงหลิงหยางจริงๆและไม่อยากให้นางแต่งเข้าจวนตระกูลฟู่เลยฟู่อวี้เป็นบุตรหลานตระกูลฟู่ที่มีอนาคตไกลที่สุดในรุ่นนี้นี่แทบจะเท่ากับการถูกทำลายไปแล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ต้องถูกพวกขุนนางจับผิดจนน่ารำคาญ
“กระหม่อมจะไปดูอวี้เอ๋อร์ก่อน” เสนาบดีฟู่หนิงยังคงกัดฟันพูดเขาไม่อาจต่อสู้กับราชวงศ์ได้ แม้ฟู่อวี้จะถูกท่านหญิงหลิงหยางบังคับแต่ฝ่ายหญิงก็เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ตระกูลฟู่ก็ต้องแสดงท่าทีที่เหมาะสม
“ไปเถิด” ฮองเฮาทรงทราบดีว่าเรื่องนี้คงไม่ยุ่งยากนักท่าทีของเสนาบดีฟู่หนิงได้แสดงออกชัดเจนแล้ว เพียงรอตัดสินใจเรื่องวันแต่งเท่านั้น
--------
อีกด้านหนึ่งฟู่อวี้กำลังทำหน้าบึ้งตึงจ้องมองท่านหญิงหลิงหยางที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขาอย่างดุเดือดนัยน์ตาคู่นั้นแทบจะพ่นไฟออกมาได้
"คุณชาย ข้า... ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย ได้แต่..."ท่านหญิงหลิงหยางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนแทบไม่ได้สติใบหน้าของนางเปรอะเปื้อน ชุดอาภรณ์หลุดลุ่ยทั่วร่างเต็มไปด้วยความอับอายและสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
ความจริงแล้วนางเองก็ไม่ได้พิศวาสฟู่อวี้เลยแม้แต่น้อยเขาก็แค่นักปราชญ์ผู้อ่อนแอ ไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถแบกหามสิ่งใดได้ หากแต่งงานไปนางคงต้องคอยดูแลเขา อีกทั้งนางรู้สึกรังเกียจเขายิ่งนักแต่แล้วเหตุการณ์เช่นนี้ก็เกิดขึ้น นางยังได้กระทำเรื่องเกินเลยกับคุณชายผู้นี้ไปแล้วบัดนี้จะกล่าวสิ่งใดก็สายเกินไปแล้ว
"ข้าไม่มีวันแต่งกับเจ้า!" ฟู่อวี้เอ่ยด้วยความเจ็บแค้นกัดฟันแม้จะอับอายไปแล้วครั้งหนึ่ง เขาก็ยอมรับ
ท่านหญิงหลิงหยางชะงักไปครู่หนึ่งทว่าก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดได้ จึงได้แต่ก้มหน้ากล่าวว่า"ข้า... ข้าก็ไม่อยากแต่งกับท่าน"
แท้จริงแล้วนางก็เจ็บปวดนักเมื่อถูกบุรุษกล่าวเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจยอมรับได้ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสองก็มีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกันไปแล้ว
"เช่นนั้นก็ดี" ฟู่อวี้เอ่ยอย่างขยะแขยงพลางยกมือจัดอาภรณ์ให้เรียบร้อย "เจ้าไปชี้แจงกับฮองเฮาด้วยตนเองเถอะ"
"แต่ว่า..." ทันใดนั้นสาวใช้ข้างกายท่านหญิงหลิงหยางก็เอ่ยขึ้นอย่างร้อนรนว่า "คุณชายเจ้าคะตอนนี้ชาวเมืองหลวงทั้งเมืองต่างก็รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับท่านหญิงแล้วท่านจะปฏิเสธการแต่งงานกับท่านหญิงได้อย่างไรกัน?"
แม้ว่านางจะถูกท่านหญิงหลิงหยางทุบตีอยู่เสมอแต่นางก็ไม่สามารถไปจากตำหนักจิ่นหยางได้ ไม่อย่างนั้นนางก็คงจะยิ่งลำบากด้วยเหตุนี้ไม่ว่าอย่างไรนางก็ต้องพยายามเรียกร้องผลประโยชน์ให้กับท่านหญิงหลิงหยาง
"ความสัมพันธ์เช่นนี้ ต้องโทษนางเองที่ไม่รู้จักอับอายไม่รู้จักระมัดระวังตน ชั่วชีวิตนี้แม้ข้าจะไม่ได้แต่งงานแต่ก็ไม่จะมีวันแต่งกับเจ้าเด็ดขาด!" ฟู่อวี้ตะโกนเสียงกร้าวจนแทบจะคลุ้มคลั่ง เขารู้สึกรังเกียจท่านหญิงหลิงหยางยิ่งนัก
"เหลียนเฉียว เจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้!" แม้ท่านหญิงหลิงหยางจะหาญกล้านักแต่บัดนี้นางก็ถูกกล่าวหาจนไร้ที่ยืนจะซ่อนกาย นึกถึงการกระทำของตนแล้วนางก็รู้สึกทนไม่ได้เช่นกัน
จากนั้นท่านหญิงหลิงหยางก็มองฟู่อวี้อีกครา"คุณชาย เรื่องราววันนี้ ข้าต้องขออภัย หากท่านรู้สึก...เสียเปรียบ ข้าสามารถชดเชยให้ท่านได้ จากนี้ไปพวกเราก็ต่างคนต่างอยู่ไม่ข้องเกี่ยวกันอีกเจ้าค่ะ"
"ไม่จำเป็น" ฟู่อวี้แค่นเสียงเย็นเขาสะบัดแขนเสื้อ ก่อนจะก้าวเท้าออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อก้าวออกจากตำหนักจิ่นหยางเขาก็รู้สึกพร่าเลือนไปชั่วขณะเมื่อได้เห็นแสงอาทิตย์อันเจิดจ้าราวกับชีวิตของเขาได้พังทลายลงแล้ว
--------
อีกด้านหนึ่งณ ตำหนักบูรพา
"ท่านพ่อ" กู้จิ่งเซวียนผู้กำลังเล่นอยู่กับหมาป่าหิมะหันไปเรียกโม่อวี้เฉินอย่างเป็นธรรมชาติเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา
โม่อวี้เฉินมองเจ้าตัวน้อยด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ"เจ้าคุ้นเคยกับที่นี่บ้างหรือยัง?"
"ถึงแม้จะสู้บ้านพักบนภูเขาไม่ได้ แต่ก็พออยู่ได้ขอรับ" กู้จิ่งเซวียนเอ่ยตามตรงด้วยรู้ดีว่าบ้านพักบนภูเขาของกู้ชิงเฉิงนั้นเปี่ยมด้วยการออกแบบที่ทันสมัยแม้กระทั่งพระราชวังก็ยังไม่อาจเทียบเคียงได้
โม่อวี้เฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ากู้ชิงเฉิงมีบ้านพักบนภูเขาด้วย แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่าอันหยวนถังและสวนหรูอี้ก็ล้วนเป็นของนางดังนั้นการที่มีบ้านพักบนภูเขาอีกแห่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
ในเวลาเพียงห้าปีจากคนที่ไม่มีแม้แต่ข้าวจะกิน ต้องนอนกลางถนนกลับกลายเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่เช่นนี้ กู้ชิงเฉิงผู้นี้ช่างน่ากลัวเสียจริงหากนางได้รับเวลาและโอกาสมากกว่านี้ไม่แน่ว่าทั่วทั้งต้าฉินคงตกอยู่ในกำมือของนางกระมัง
ทว่ากู้ชิงเฉิงผู้นี้กลับไม่ใฝ่หาอำนาจนางชอบการหาเงินมากที่สุด! เป้าหมายแรกเริ่มของนางคือการหาเงินบรรดาอำนาจที่นางมีอยู่ ล้วนนำมาซึ่งรายได้มหาศาลให้กับนางทั้งสิ้นเมื่อมีอำนาจและเงินทองเพียงพอ ไม่ว่าจะไปที่แห่งใดก็สามารถเชิดหน้าได้อย่างผ่าเผย
"แม่ของเจ้ากำลังจะไปตำหนักรุ่ยอ๋อง เจ้าจะไปด้วยหรือไม่?" โม่อวี้เฉินเอ่ยถามอีกครั้งเขารู้ว่าการที่ฮ่องเต้และฮองเฮาจะยอมรับกู้ชิงเฉิงนั้นเป็นเรื่องยาก
แน่นอนว่ากู้จิ่งเซวียนย่อมไม่เหมือนกันดังนั้นจึงต้องให้กู้จิ่งเซวียนอยู่กับกู้ชิงเฉิงตลอดเวลา แยกจากกันไม่ได้ตอนนี้เขาคาดว่าข่าวคงจะไปถึงวังหลวงแล้วและคงจะกำลังปรึกษาหารือกันว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไรเขาไม่ยอมให้ฮ่องเต้และฮองเฮาขับไล่กู้ชิงเฉิงไปแน่เขาลำบากแทบตายกว่าจะหลอกพาตัวนางกลับมาได้
"พาจินเถียวไปด้วยนะขอรับ" กู้จิ่งเซวียนเพิ่งมาถึงยังไม่อยากอยู่ที่นี่ตามลำพัง
"อืม ได้สิ" โม่อวี้เฉินพยักหน้า
เมื่อสิ้นเสียงกู้ชิงเฉิงก็เดินเข้ามา "ไปกันเถอะ"นางก็จะไม่ทิ้งกู้จิ่งเซวียนไว้ตามลำพังเช่นกันแม้จะมีหูเอ้อร์และกู่ซินคอยคุ้มกัน นางก็ยังไม่วางใจเมืองหลวงแห่งนี้แตกต่างจากเมืองอี๋สุ่ย ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง
นางรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำของโม่อวี้เฉินเล็กน้อยพลันนึกถึงบางอย่างได้ จึงยิ้มบางๆ "ตอนที่องค์รัชทายาทรับพวกเราแม่ลูกกลับมาไม่ได้คิดเลยหรือว่าจะรับมือกับราชวงศ์อย่างไร?"