ไห่เยวียนนอนจนบ่ายสี่โมงกว่าถึงค่อยตื่น แถมยังครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะเป็ไข้
เด็กหนุ่มปากแตก คางก็บวมตุ่ย อาฉาจึงไปซื้อโจ๊กกวางตุ้งสองถุงมากินด้วยกัน กินโจ๊กไม่ต้องเคี้ยว ไห่เยวียนจะได้ไม่ลำบาก
“นายทำงานพิเศษที่ไหน” เขาถามพลางตักโจ๊ก
“ผับ” ฝ่ายตรงข้ามตอบเนือยๆ อย่างสดชื่นไม่ออก
“พับ” อาฉาขมวดคิ้วครุ่นคิด นึกไม่ออกว่าธุรกิจอะไรเรียกว่า ‘พับ’
“ทำงานพับต้องทำจนดึกดื่นขนาดนี้ แล้วไปโรงเรียนได้เรอะ” เขาถามอีก “ตอนกลางวันเรียนหนังสือยังไง”
“หลับให้อาจารย์ดู” ไห่เยวียนตอบ
“เฮอะ นักเรียนเรียนหนังสือแบบนี้ก็ได้แฮะ” อาฉาส่ายหน้า “เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ระวังร่างกายจะพังเอานา”
“อืม” ฝ่ายตรงข้ามรับคำ
ั้แ่ไห่เยวียนตื่นนอนจนกินโจ๊กหมดชาม พวกเขายังไม่ทะเลาะกันเลย อาฉาปลอดโปร่งในอารมณ์ รู้สึกว่าวันนี้ควรค่าแก่การรำลึกถึงเป็อย่างยิ่ง
จากนั้นไห่เยวียนก็กลับไปนอนต่อ อาฉาเห็นอีกฝ่ายเริ่มเป็ไข้ จึงไม่อยากกวน เดินกลับบ้านตัวเอง ลำเลียงข้าวของที่จะเอาไปหอใส่กระสอบ จากนั้นก็ล็อกกุญแจบ้านให้เรียบร้อย แล้วแบกกระสอบไปข้างบ้าน
เขาไม่มีอะไรทำ เลยนั่งลงข้างๆ ไห่เยวียน เปิดโทรทัศน์ที่อยู่ในห้อง
สุดท้ายเสียงรายการข่าวในโทรทัศน์ก็ทำให้ไห่เยวียนตื่น เด็กหนุ่มลืมตาขึ้นมา แล้วประสานสายตากับอาฉาเข้าพอดี
“ตื่นแล้วเรอะ!” ฝ่ายนั้นทัก
ไห่เยวียนกะพริบตา ก่อนจะลุกจากผ้านวมขึ้นมานั่งด้วยสีหน้างัวเงีย ร่างกึ่งเปลือยสวมแต่กางเกงยีน เส้นผมสีดำอ่อนนุ่มยุ่งเป็กระเซิง
“นอนต่ออีกหน่อยซี เดี๋ยวจะได้กลับหอกัน!” อาฉาบอก
“ไว้ค่อยกลับพรุ่งนี้” แค่ได้ยินคำว่ากลับหอ ไห่เยวียนก็ล้มตัวลงนอนหนุนหมอนอีกครั้ง
“ไม่ได้นา!” อาฉาดึงแขนเด็กหนุ่มขึ้นมา ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีลากอีกฝ่ายลงจากเตียง แล้วผลักเข้าไปในห้องน้ำให้ล้างหน้าแปรงฟัน “ลืมแล้วเรอะว่านายรับปากแม่ไว้ว่ายังไง รึต้องให้แม่นายกลับมาพานายไปโรงเรียน นายถึงจะยอมเข้าเรียนแต่โดยดี”
ไห่เยวียนเดาะลิ้น ก่อนจะล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ ทำเสียงก๊อกแก๊กในห้องน้ำอยู่สักพัก สุดท้ายก็พันผ้าเช็ดตัวออกมาเดินไปเดินมาตรงหน้าอาฉา
เด็กหนุ่มมีรูปร่างกำยำได้สัดส่วน กล้ามเนื้อหนั่นแน่นเป็เส้นโค้งนูนกำลังดี ไหล่กว้าง เอวสอบ บั้นท้ายงอนเคร่งครัด ออกมาเดินฉุยฉายในผ้าเช็ดตัวผืนเดียวแบบนี้ อาฉาไม่รู้จะเอาลูกตาไปไว้ตรงไหนดี
ไห่เยวียนเหลือบมองฝ่ายตรงข้าม ตอนแรกตั้งใจจะบอกให้ออกไปก่อน ตนจะได้แต่งตัว แต่คิดดูอีกทีเห็นเป็ผู้ชายเหมือนกันทั้งคู่ ไม่มีความจำเป็ต้องทำอย่างนั้น จึงแค่เปิดประตูตู้เสื้อผ้ามาบังไว้ิ่ๆ แล้วดึงผ้าเช็ดตัวออกเพื่อสวมกางเกง
“เฮ้ย เหยดแหม่!” อาฉาอุทานเบาๆ ไม่รู้ว่าไห่เยวียนเกิดเพี้ยนอะไร ดึงกางเกงในขึ้นมาได้แค่ครึ่งเดียวร่องก้นโผล่ ยังกล้าให้เขาเห็นอีก
“อย่าบอกนะว่าจะใส่เสื้อผ้าตรงนี้” เขาถาม
“พื้นห้องน้ำเปียกหมด จะให้ยืนแต่งตัวยังไง” เด็กหนุ่มหน้ามุ่ย เพราะยังงัวเงียไม่หาย “ปกติฉันก็แต่งตัวในห้องตลอดแหละ หลับตาเอาไม่ได้หรือ”
“ก็มันดันเห็นก่อนที่จะหลับตาน่ะสิ!” อาฉาบ่น “ฉันจะเป็ตากุ้งยิงเพราะนายนี่แหละ”
“หนวกหูชะมัด ทำไมถึงได้พูดมากจังหา” อีกฝ่ายบ่น
จากนั้นไห่เยวียนก็เดินลงไปชั้นล่างโดยไม่ถืออะไรติดมือไปทั้งสิ้น พอเห็นสัมภาระของอาฉาก็ใจนตาแทบถลนออกจากเบ้า “นี่จะย้ายบ้านหรือไง เวอร์ไปหน่อยไหม”
ไม่รู้ว่าอาฉายัดทะนานอะไรลงไปในบ้าง กระสอบถึงได้นูนสูงขึ้นมาเกือบถึงเอว แถมยังอ้วนซะจนกางแขนโอบไม่รอบ
“จะให้เอาไปยังไงเนี่ย” ไห่เยวียนถาม
“ไม่งั้นฉันให้เหล่าหวังขับรถมาขนไปให้ก็ได้” อาฉาว่าพลางเดินตรงไปคว้าหูโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์
ไห่เยวียนเปิดกระสอบใบนั้น ลงมือรื้อข้าวของข้างในออกมาโดยไม่ขออนุญาตเ้าของ
วิทยุรุ่นเก๋ากึ๊กเครื่องใหญ่เทอะทะ หม้อหุงข้าวไฟฟ้ายี่ห้อต้าถง เสื้อผ้าเก่าๆ หลายชุดที่ซักแล้วซักอีกจนเปื่อยเป็รูแต่ยังไม่ยอมทิ้ง ชุดชงชาคนแก่[1]ใบชาเกาซานสองกระป๋อง ชุดหมากรุก กระดาษชำระแบบแผ่นยี่ห้อคลีเน็กซ์ที่เ้าตัวใช้จนชินหนึ่งแพ็ค กาเหล็กสำหรับต้มน้ำร้อนหนึ่งใบ แล้วก็กล่องคุกกี้สีแดงขึ้นสนิมหนึ่งกล่อง...
อะไรไม่ควรขนไป ไห่เยวียนจับแยกออกมาหมด สุดท้ายยอมให้อาฉาเอาไปแค่ของใช้ส่วนตัวจำพวกผ้าขนหนูกับแปรงสีฟันเท่านั้น
“อย่างอื่นเจ๋อฟางมีหมด นายไปใช้ของเขาแล้วกัน จะได้ไม่ยุ่งยาก” เด็กหนุ่มผูกปิดกระสอบ แล้วโยนไปให้เ้าของ
“อัยยะ ฉันไม่ชินนิ อย่างน้อยก็ต้องให้เอาชุดชงชากับใบชาไปด้วย วันไหนไม่ได้ดื่มชามันรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไปทั้งวัน” ว่าแล้วก็จัดการหยิบอุปกรณ์ชงชากับใบชาใส่กลับลงไปในกระสอบ “แล้วก็ไอ้นี่...ไอ้นี่ก็ต้องเอาไปเหมือนกัน” เขาใส่กล่องคุกกี้กลับลงไปเหมือนเดิม
“ตามใจ”
เชิงอรรถ
^ รูปแบบการชงชาที่ต้องมีอุปกรณ์และขั้นตอนเฉพาะ คล้ายชากังฟู แต่ไม่เป็นพิธีการและไม่พิถีพิถันเท่า