แม้จะมีเื่อยากบ่นมากมายแต่เธอก็ไม่โต้แย้งอะไรมากไปกว่านั้น
จะคัดค้านสักแค่ไหนว่าตัวเองบริสุทธิ์อีกฝ่ายก็เป็ถึงองค์ชายของประเทศนี้
จะใส่ร้ายป้ายสีหรือลอบสังหารใครก็ไม่ใช่เื่ยากถกเถียงไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
เธอไม่รู้หรอกว่าป่าปีศาจเป็ที่แบบไหนแต่ก็คงมีหวังรอดมากกว่าอยู่ที่นี่ให้ถูกฆ่า
จากนั้นเธอก็ถูกมัดทั้งแขนขาโยนขึ้นที่บรรทุกของของรถม้าไปราวกับเป็สัมภาระ
รูริพยายามขอกระเป๋าที่เอามาจากโลกเดิมแต่ก็ไม่มีใครสนใจฟังจนได้แต่เดาะลิ้นกับตัวเอง
หน้าต่างทุกบานของรถม้าถูกปิดเพื่อกันหนีเธอเคยฝันว่าอยากออกจากปราสาทเพื่อจะได้ห่างจากอาซาฮิ แต่นึกไม่ถึงจริงๆว่าจะกลายเป็จริงในรูปแบบนี้
หญิงสาวหลับๆตื่นๆ อยู่บนพื้นไม้ที่แข็งกระด้างของรถม้าโดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่แต่ยิ่งนาน ตัวรถก็ยิ่งโคลงเคลงมากขึ้น
ในที่สุดรถก็หยุดลงอย่างกะทันหัน แล้วเธอก็ถูกกระชากตัวลงมา
“เจ็บนะจะบอกให้!”
“หนวกหูจะแค้นก็แค้นความโง่ของตัวเองเถอะ”
“เฮ้ยเร็วเข้าสิ”
“เออขืนไม่รีบหนี พวกเราก็จะพลอยซวยไปด้วย”
ทหารพากันทิ้งคำพูดชวนหวั่นใจไว้แล้วก็กลับไปอย่างรวดเร็ว
“อย่างน้อยช่วยแก้เชือกหน่อยก็ไม่ได้หรือไง”
รูริยังคงถูกมัดมือเท้าไว้
พยายามดิ้นแค่ไหนเชือกที่มัดแน่นก็ไม่หลุดง่ายๆ
เธอบิดข้อมือเพื่อหาทางสลัดออกมาหากก็เพียงทำให้เชือกเสียดสีผิวเจ็บขึ้นมาเท่านั้นเอง
เมื่อลองมองรอบๆเผื่อจะมีอะไรที่ตัดเชือกได้ เป็ต้นว่าหินที่คมสักนิดก็ไม่มีของเช่นนั้นอยู่ใกล้ตัวแม้แต่น้อย
พอกำลังคิดว่าต้องคลานหาดูรูริก็รู้สึกได้ว่าสิ่งที่รัดแขนขาอยู่พลันหายไปลดสายตาลงมองก็พบว่าเชือกนั้นเลื่อนหลุดจากแขน เชือกที่มัดขาก็คลายออกแล้ว
ปมเชือกไม่ได้ถูกแกะแต่เหมือนมีบางอย่างที่แหลมคมมาตัดขาด ซึ่งรูริก็ได้แต่งุนงง
“ไม่รู้ว่าทำไมหรอกนะแต่ก็รอดไปที”
เธอลูบข้อมือที่พ้นพันธนาการพลางลุกขึ้นกวาดตามอง
ป่าทึบทะมึนไปด้วยหมู่ไม้
รูริยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้มากนักเธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน
ไม่มีทั้งอาหารและน้ำเรียกว่าเป็สภาพที่น่าสิ้นหวังเป็ที่สุด
หากต้องตายที่นี่ก็ไม่ใช่เื่แปลกเลย
แต่ว่า...เธอยังมีเป้าหมายอยู่อย่างหนึ่ง
“ฉันจะเอาชีวิตรอดกลับไปแก้แค้นเ้าพวกนั้นให้ได้ฉันผิดตรงไหนกัน โดนอาซาฮิเกาะแจ ฉันก็ไม่ได้ดีใจเสียหน่อย”
เธอยินดีและพร้อมจะแยกตัวออกห่างด้วยซ้ำถ้าอยากได้ตำแหน่งเพื่อนสนิทนัก ก็จะใส่พานถวายให้เลยด้วย
ปากบอกว่าจะแก้แค้นแต่เธอยังไม่มีแผนเลยว่าต้องทำอะไรต่อไป
สำคัญที่สุดตอนนี้คือต้องหาทางออกจากป่าให้ได้เสียก่อน
เธอพยายามนึกถึงแผนที่ของโลกนี้ซึ่งได้ขอดูไว้ทันทีที่มาถึงที่นี่
“จำได้ว่ามีประเทศใหญ่อยู่ติดกับนาดาเชีย...”
ทางตะวันออกเฉียงเหนือของราชอาณาจักรนาดาเชียมีอีกประเทศหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่โตกว่าหลายเท่า
เหมือนว่าจะเป็ประเทศที่มีชนเผ่าโบราณอาศัยอยู่เป็จำนวนมากเสริมอีกนิดคือนาดาเชียจงเกลียดจงชังประเทศของชนเผ่าโบราณนี้เหลือเกิน
“ถ้าคนประเทศนี้เกลียดนักอาจจะกลับกันว่าทางโน้นสิที่เป็ประเทศปกติก็ได้นี่นา”
แต่เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนหรือควรต้องเดินไปทางไหนดี
พระอาทิตย์กำลังจะลับฟ้าในไม่ช้า
ก่อนอื่นเธอต้องหาน้ำกับที่นอนให้ได้
แต่พยายามเงี่ยหูฟังเสียงน้ำแค่ไหนก็ได้ยินเพียงเสียงใบไม้เสียดสีกันเท่านั้นเอง
พอกำลังยืนคิดอยู่ว่าควรทำยังไงหูก็ได้ยินเสียงกระดิ่งดังแว่วมา
เสียงนั้นค่อยๆดังห่างออกไป เธอจึงวิ่งไปในทิศทางนั้นด้วยความหวังว่าจะมีใครอยู่
หญิงสาววิ่งตามอย่างเอาเป็เอาตายอยู่นานแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้
เธอหอบหายใจพร้อมกับทรุดตัวลงเมื่อวิ่งต่อไปไม่ไหวแล้ว
รอบข้างถูกโอบอุ้มด้วยความมืดดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่ช่วยส่องแสงให้เห็นอยู่บ้าง หากในยามนี้ รูริกลับนึกเสียใจในความผลีผลามของตัวเอง
ตอนนั้นเองที่เธอได้ยินเสียงน้ำไหลอยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อเค้นแรงเฮือกสุดท้ายเดินตามเสียงก็พบกับลำธารสายเล็กๆทำให้เธอค่อยโล่งใจระคนยินดี
“...ดื่มแล้วจะเป็ไรไหมนะอือออ แต่ก็ยังดีกว่าคอแห้งตายแล้วกัน”
ความกระหายชนะอยู่ดีหญิงสาวทำใจว่าอาจจะท้องเสีย แล้ววักน้ำขึ้นมาดื่มอึกแล้วอึกเล่า
เธอจดจ่อกับเื่ตรงหน้าจนไม่ทันสังเกตว่าเสียงกระดิ่งเงียบหายไปแล้ว
เมื่อดื่มน้ำจนชุ่มคอค่อยหมดห่วงไปอย่างหนึ่งแล้วสิ่งต่อไปที่ต้องทำก็คือหาที่พักนอน
เธอโกยใบไม้แห้งที่ร่วงอยู่มาสุมบนพื้นทำที่นอนชั่วคราวอย่างง่าย
แต่ความมืดรอบๆก็ทำให้อดกังวลไม่ได้อยู่ดี
เป็ธรรมดาที่ป่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ถ้าเป็สัตว์เล็กก็ว่าไปอย่าง หากมีสัตว์ใหญ่จะมาทำร้ายเธอก็คงไม่สามารถป้องกันตัวเองได้
คิดจะก่อกองไฟก็ไม่มีเครื่องมืออะไรเลย
“เวลาแบบนี้ถ้าใช้เวทมนตร์ได้ก็คงดีหรอก”
เธอนึกไปถึงเวทมนตร์ที่นักบวชเคยใช้ให้ดู
เวทมนตร์ที่สร้างไฟกับน้ำมาจากความว่างเปล่านั่นเองที่คงจะจำเป็กับรูริในตอนนี้ที่สุด
หญิงสาวหลับตาลงวาดภาพไฟในใจ แล้วคำรามฮึ่มเหมือนหัวหน้านักบวชในตอนนั้น
“...ว่าเข้านั่น”
เธอไม่มีทางทำได้อยู่แล้ว
ได้ยินว่าจะใช้เวทมนตร์ได้นั้นต้องมีคุณสมบัติและได้รับการฝึกเฉพาะทางนักบวชที่ใช้เวทมนตร์ได้จึงมีตำแหน่งสูงในอาณาจักรนาดาเชีย
ถ้าทำได้ง่ายๆโลกของเธอก็คงเต็มไปด้วยจอมเวทแล้ว
ว่าแล้วก็นึกอายตัวเองที่หลงคิดว่าอาจจะใช้ได้สักนิด
รูริปลอบตัวเองเช่นนั้นพร้อมกับลืมตาขึ้นแล้วพบกับเปลวไฟสีแดงที่ลุกโชนอยู่บนพื้นตรงหน้า
“หา?”
เธอแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ขณะกำลังใเปลวไฟก็ค่อยๆ เล็กลงทีละน้อย เธอจึงรีบกวาดเศษใบไม้สุมลงไป
เมื่อโล่งใจว่ามีไฟแล้วคราวนี้ก็มานั่งคิดว่าไฟตรงหน้านี้มาจากไหน
“...ไม่น่าไม่มีทางเป็ไปได้หรอก”
เธอจะใช้เวทมนตร์ได้อย่างไรกัน
ปากพูดเช่นนั้นคราวนี้ลองหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาแล้ววาดภาพไฟในใจอีกครั้งปลายกิ่งก็ติดไฟราวกับเป็เทียนแท่งเล็กๆ
“ฮะๆๆๆ...ท่าทางนี่จะเป็ความฝันสินะตื่นเมื่อไหร่ ฉันคงเจอตัวเองนอนอยู่บนเตียงแหละ”
หญิงสาวล้มตัวลงอย่างเหนื่อยอ่อนและหนีความจริงไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป
เมื่อตื่นในเช้าวันถัดมาแม้จะเจ็บหลังเจ็บไหล่อยู่บ้าง หากสมองก็โล่งปลอดโปร่ง
เธอยันตัวลุกขึ้นพลางนึกระอาตัวเองที่ใจกล้าหลับสนิทได้ในสถานการณ์แบบนี้และเมื่อพบว่าตัวเองยังคงอยู่กลางป่า ก็ต้องผิดหวังเหลือเกินที่นี่ไม่ใช่ความฝัน
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ readawrite
https://bit.ly/2Gbylei