วันที่หนึ่งเดือนหนึ่งเดิมทีพวกนางวางแผนจะไปบวงสรวงเทพเจ้าที่อารามชิงหัวแต่ไม่คาดคิดว่าจะมีแขกคนสำคัญมาเยือน ทำให้แผนการนี้ต้องเลื่อนออกไปก่อน
เผยรุ่นจือสวมเสื้อผ้าแพรไหมหรูหรายืนอยู่หน้าประตู มีเด็กรับใช้สองคนติดตามมาด้านหลังมือทั้งสองข้างถือกล่องของขวัญอันล้ำค่า
“ฤกษ์งามยามดีรับปีใหม่~” เขายกมือขึ้นประสานกันแล้วยิ้ม“ข้ามาอวยพรปีใหม่กะทันหัน ไม่ทราบว่าเป็นการรบกวนหรือไม่?”
ท่วงท่าของบุตรชายจากตระกูลผู้ดีที่สง่างามโดยธรรมชาติทำให้ชาวบ้านที่ตามมามุงดูรถม้าตะลึง ไอ๊หยา ดูรถม้าที่โอ่อ่าคันนั้นสิ!แถมเครื่องแต่งกายหรูหราของคุณชายผู้นี้ก็ยังสูงส่งกว่านายท่านหวังเสียอีก!ซูเหนียงจื่อรู้จักคนเช่นนี้ได้อย่างไร!
“คุณชายเจ้าของห้าง!”
เย่จื้อเฟิงตะลึงไปชั่วขณะก่อนจะรีบดึงสติและเชื้อเชิญชายหนุ่มให้เข้ามาในบ้านทันที“สมควรที่เราจะเป็นฝ่ายไปอวยพรปีใหม่ท่านต่างหากขอรับ สวัสดีปีใหม่!สวัสดีปีใหม่!”
ทันทีที่เผยรุ่นจือย่างก้าวเข้าสู่ลานบ้านบรรยากาศก็ดูแปลกไปถนัดตาเขาสวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีขาวนวลราวแสงจันทร์ที่ไร้ซึ่งมลทินท่วงท่าสง่างามเหนือผู้ใด ส่วนลานบ้านที่เก่าคร่ำคร่าแห่งนี้ มีหลังคาไม้และเตาไฟด้านหนึ่งเป็นกองฟืน อีกด้านเป็นแปลงผักเล็กๆ ช่างเรียบง่ายเสียนี่กระไร
นางซูรู้สึกขัดเขินปนความไม่มั่นใจเล็กน้อยนางรินชาให้เขาแล้วเอ่ยว่า “ช่างน่าละอายนักบ้านชาวไร่เช่นนี้มีแต่ชาหยาบๆเกรงว่าคุณชายเจ้าของห้างคงไม่คุ้นเคยกับการดื่มชาเช่นนี้กระมัง”
“ป้าซูพูดเกินไปแล้ว” เผยรุ่นจือเป็นคนใจดีอย่างยิ่งเขาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าต่างหากที่มารบกวนพวกท่าน”
“คุณชายเจ้าของห้าง ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านมาเยือนยังสถานที่เล็กๆแห่งนี้” เย่ชิงชิงถอนหายใจมองดูรูปลักษณ์ของเขาที่ดูราวกับไม่ได้แตะต้องความขุ่นมัวในโลกมนุษย์การแต่งกายดีก็เสริมบุคลิกภาพเช่นกัน!
เผยรุ่นจือเงยหน้าขึ้นยิ้มจนตาหยี “เสื้อผ้าใหม่ของเสี่ยวชิงชิงช่างพิเศษยิ่งนัก”
เมื่อคนมาถึงแล้วไม่ว่านางซูจะกล่าวสิ่งใดก็ต้องรั้งเขาให้อยู่กินข้าวเที่ยงให้ได้ ในลานบ้านเล็กๆไม่มีอะไรเป็นสิ่งบันเทิง จึงให้เย่ชิงชิงพาเขาออกไปเดินเล่น
“ตามที่ท่านเห็น นี่คือหมู่บ้านเล็กๆ ธรรมดาแห่งหนึ่งเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจำเป็นเดินนำหน้าอย่างเชื่องช้า
นางสวมถุงมือรูปทรงกระบอกที่ทำขึ้นเองมีขนฟูฟ่องอบอุ่นสบายหมวกใบเล็กบนศีรษะเข้ากันได้ดีกับคอเสื้อขนสัตว์ที่ไม่เหมือนใครนางจึงดูโดดเด่นสะดุดตา
เผยรุ่นจือมาที่นี่ก็ย่อมไม่ใช่เพื่อชมวิวทิวทัศน์เป็นแน่เมืองสืออันก็ไม่ได้ใหญ่โตนักการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายที่แผงลอยในถนนจิ้นเหมินสร้างความคึกคักไม่น้อยเผยรุ่นจือย่อมต้องได้ยินข่าวคราวอย่างเลี่ยงไม่ได้เขาจึงให้ความสนใจอย่างมากกับวิธีการเช่นนี้
ยิ่งกว่านั้นเขาได้รับข่าวมาเมื่อสองวันก่อนว่า ในวันที่หนึ่งเดือนหนึ่งสกุลไช่จะพาบุตรสาวมาเยี่ยมอวยพรปีใหม่ ด้วยความฉลาดเฉลียวของเผยรุ่นจือไฉนเลยจะไม่รู้ความหมายที่ซ่อนอยู่
ก็มิได้มีอะไรมากไปกว่าเรื่องชายหนุ่มถึงวัยแต่งงานหญิงสาวถึงวัยออกเรือน เรื่องเช่นนี้ฝ่ายชายก็ไม่ควรรีบร้อนปฏิเสธจึงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้และหลบเลี่ยงออกมาเงียบๆ
เย่ชิงชิงพูดคุยกับเขาเรื่องกลยุทธ์การส่งเสริมการขายนางเองก็มิได้เรียนวิชาการตลาด เพียงแต่เห็นจนชินตาในยุคปัจจุบันก็เลยเลียนแบบมาใช้บ้างเท่านั้น
“คุณชายเจ้าของห้างมีฝีมือเก่งกาจในการจัดการ มีความเชี่ยวชาญการค้าขายย่อมต้องเข้าใจดีกว่าข้าเป็นแน่เจ้าค่ะ”
เมื่อไม่ได้ยินเสียงเผยรุ่นจือตอบกลับนางจึงหันไปมอง ก็เห็นเขากำลังจ้องมองนางไม่ละสายตาอีกทั้งในสายตานั้นยังแฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
เย่ชิงชิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจะป้องกันตัวโดยการพูดอะไรบางอย่างเขากลับยิ้มให้เหมือนเช่นเคยทันที “ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนักการได้พูดคุยกับเสี่ยวชิงชิงมักจะทำให้ข้าได้รับประโยชน์อยู่เสมอเลย”
“...”นางเผลอเผยอะไรบางอย่างไปแล้วหรือเปล่านะ? ไม่ทันรู้ตัวนางก็เผลอแสดงท่าทางที่ไม่เหมือนเด็กเจ็ดขวบออกไป
เดินเล่นไปมาจนถึงบ่อน้ำในหมู่บ้านบริเวณโดยรอบโล่งกว้าง มองเห็นคนสองคนกำลังนั่งอยู่ได้อย่างชัดเจน
ผิวน้ำในฤดูหนาวได้จับตัวเป็นแผ่นน้ำแข็งบางๆแล้ว มีคนกำลังทุบน้ำแข็งให้แตกออกแล้วใช้แหจับปลาเห็นได้ชัดว่าช่างว่างงานนักในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้!
หนึ่งในนั้นคือหูหลิ่วหมิงบุตรชายคนโตของคนขายเนื้อสกุลหู อีกคนเป็นชายหนุ่มแปลกหน้าซึ่งเย่ชิงชิงไม่รู้จักมักจี่กับเขาเท่าไหร่นัก
“เจ้าเองรึ” หูหลิ่วหมิงมองดูเย่ชิงชิงและเผยรุ่นจือก่อนจะหันไปทางชายหนุ่มข้างกายแล้วกล่าวว่า “นี่แหละเย่ชิงชิง”
คำพูดนี้ช่างแปลกประหลาดนักดูเหมือนนางจะมีชื่อเสียงเสียด้วยซ้ำ? เย่ชิงชิงมองพวกเขาด้วยความสับสนงุนงง
ชายหนุ่มผู้นั้นทำท่าราวกับเข้าใจแล้วเขามองเผยรุ่นจือซึ่งมีท่าทางสง่างามจนมิอาจมองข้ามได้ก่อนจะหันไปเบะปากให้เย่ชิงชิงอย่างเหยียดหยามแล้วกล่าวว่า“ที่แท้ก็เลือกไขว่คว้ากิ่งฟ้าเสียแล้ว”
เกิดอะไรขึ้น?เย่ชิงชิงไม่แน่ใจว่าเขากำลังพูดกับนางหรือไม่ จึงถามหูหลิ่วหมิงว่า“คนผู้นี้คือใคร?”
“เขาชื่อเกาเฟิง มาจากหมู่บ้านข้างๆ เรานี่เอง” หูหลิ่วหมิงพูดแล้วก็มองมาด้วยสายตาแปลกๆ
เกาเฟิงผู้นี้คือคนที่ญาติของเขาเคยมาทาบทามนางแต่นางซูเห็นว่าเย่ชิงชิงยังเด็กเกินไป จึงปฏิเสธไปทันทีและไม่ได้บอกนางแม้แต่ครึ่งคำ เย่ชิงชิงจึงไม่รับรู้สิ่งใดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย
ส่วนหูหลิ่วหมิงก่อนที่จะไปเรียนกับนายพราน เคยถูกส่งไปสำนักศึกษาเพื่อเรียนรู้การอ่านเขียนและเกาเฟิงก็คือเพื่อนร่วมโต๊ะของเขา ทั้งสองคนจึงมักจะไปเล่นด้วยกันอยู่เสมอและเขาย่อมต้องได้ยินเรื่องนี้จากเกาเฟิงมาบ้าง
เงื่อนไขของเกาเฟิงผู้นี้ไม่ได้แย่นักเมื่อเทียบกับคนในสองหมู่บ้านเขาเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากนักในตอนแรก แต่เมื่อถูกหญิงอัปลักษณ์ปฏิเสธชายหนุ่มย่อมไม่พอใจเป็นธรรมดา