บทที่ 9 กิ๊กในฝัน
“คุยกันเสร็จแล้วหรือยังครับ ถ้าไม่ไป ผมจะไปแล้วนะ”
เซี่ยปู้เอ้อร์พูดอย่างใจร้อน แต่ครูใหญ่สื่อก็ได้แต่หันมาด้วยความประหลาดใจตอบว่า “ตอนนี้มีซอมบี้อยู่ทั้งข้างบนข้างล่าง ปลอดภัยสุดคือเราต้องหาห้องสักห้องเป็ที่หลบภัย และรอคอยความช่วยเหลืออยู่ในนั้น เราไปที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
“ไม่ต้องมาสนใจว่าพวกเราจะไปไหนกัน ทางใครทางมัน”
เซี่ยปู้เอ้อร์หันมาจ้องมองเฉินจิงฮัว อดีตคุณครูประจำชั้นของเขาเกิดความลังเลเล็กน้อย และมีสีหน้าอยากเกลี้ยกล่อมให้เด็กหนุ่มอยู่ต่อ แต่เซี่ยปู้เอ้อร์พูดตัดบทอย่างเด็ดขาดว่า “ครูเฉิน ตอนนี้ครูต้องเลือกแล้วล่ะว่าจะอยู่กับพวกเขาต่อหรือจะมากับผม ไม่จำเป็ต้องพูดอะไรมากไปกว่านี้ผมไม่ยอมเข้าไปตายในห้องนั้นแน่ๆ”
“ปู้เอ้อร์! ครูจะสนับสนุนเธอเต็มที่ ครูจะไปทุกที่ที่เธอไป”
ซงเจี่ยเหวินยืนพูดอยู่ด้านหลังเซี่ยปู้เอ้อร์ ต้ายุ้ยโถวและคนอื่นไม่พูดอะไรอีก เฉินจิงฮัวได้แต่มองไปยังครูใหญ่สื่อด้วยความกระวนกระวายใจ แล้วในทันใดนั้นเอง ครูใหญ่สื่อก็พูดออกมาด้วยสีหน้าอึดอัดว่า “ปู้เอ้อร์เอ๋ย! ฉันรู้ว่าเธอกำลังเข้าใจอะไรฉันผิด การไล่เธอออกเป็มติของกรรมการโรงเรียน ครูใหญ่ไม่ได้เป็คนตัดสินใจเลย”
“ปู้เอ้อร์! ครูก็ไม่ได้ปฎิบัติต่อเธอไม่ดี ครูยังเคยเลี้ยงข้าวเธอเลย”
คุณครูผู้ชายที่ใส่แว่นคนหนึ่งรีบพูดขึ้น ทุกคนจ้องไปหาเขากันหมด เมื่อทุกคนมายืนรวมกลุ่มกันแล้ว จึงได้ทราบว่าในตอนนี้พวกเขามีเด็กวัยรุ่นชาย 3 คน ผู้หญิงอีก 3 คนและมีคุณครู 6 คน นอกจากคุณครูสอนวิชาชีววิทยาที่ตัวใหญ่ที่สุดแล้ว คุณครูผู้ชายคนอื่นก็ออกแนวผอมแห้งอ่อนแอตามฉบับหนอนหนังสือ ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่สับไก่ด้วยซ้ำ ดังนั้นเมื่อเทียบกับเด็กหนุ่มที่มีลักษณะเป็นักบู๊อย่างเซี่ยปู้เอ้อร์แล้ว เขาจึงดูเป็คนที่ฝากความหวังเอาไว้ได้มากที่สุดนั่นเอง
“อย่าไปโต้แย้งกับพวกเขาต่อเลย ตอนนี้ชีวิตสำคัญที่สุดนะ…”
เฉินจิงฮัวเขย่าแขนเขาด้วยความเร่งร้อน ในขณะที่ซงเจี่ยเหวินส่งเสียงกระซิบอยู่ข้างหูเซี่ยปู้เอ้อร์ให้ทิ้งคนอื่นเอาไว้ เซี่ยปู้เอ้อร์อยากเห็นแค่สิ่งนี้เท่านั้น เด็กหนุ่มไม่เห็นผู้ใดกล้าอวดเก่งอีกแล้วจึงพูดว่า“จะตามพวกเราก็ได้นะ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่าโทษว่าเป็ความผิดของผมแล้วกัน ผมไม่รับประกันความปลอดภัยอะไรทั้งนั้น”
“ตกลง! ถ้าเกิดอะไรขึ้นเราจะไม่โทษเธอเลย ความจริงครูใหญ่รู้อยู่แล้วว่าเธอเป็เด็กมีพร์ เธอจะต้องมีอนาคตที่ยาวไกลแน่นอน…”
ครูใหญ่สื่อถึงกับกล่าวชมเชยเด็กหนุ่มเป็ครั้งแรก ทำให้คุณครูคนอื่นก็พยายามชื่นชมเขาเช่นกัน แต่หลังจากนั้นเซี่ยปู้เอ้อร์ก็หัวเราะเยาะอย่างไม่เห็นค่าอะไร เขาจับมือที่นุ่มนิ่มของเฉินจิงฮัวพาเธอเดินออกมา อดีตคุณครูประจำชั้นของเซี่ยปู้เอ้อร์ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ มันเป็สิ่งที่ถูกหรือผิดกันแน่
“เราจะไปไหนกัน
ทำไมเราไม่รอความช่วยเหลืออยู่ที่นี่ล่ะ…”
ครูใหญ่สื่อบ่นอุบอยู่ด้านหลังเซี่ยปู้เอ้อร์ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรที่มากไปกว่านั้น ในไม่ช้าพวกเขาก็มาถึงเฉลียงทางเดินอีกแห่ง ปรากฏศพคนตายจำนวนมากนอนอยู่เกลื่อนกลาด อวัยวะภายในและแขนขาถูกฉีกกระจัดกระจายเต็มไปหมด
“อ้วก…”
ทันทีที่เฉินจิงฮัวได้กลิ่นคาวเืจากศพบนพื้น เธอก็อาเจียนออกมาและไม่สามารถทำอะไรได้อีกนอกจากซุกใบหน้าเข้ามาในอ้อมแขนของเซี่ยปู้เอ้อร์ ร่างอรชนของเธอสั่นสะท้านไปทั้งกาย แต่วินาทีต่อมา ซงเจี่ยเหวินก็ขยับเข้ามาโอบแขนรอบคอของเด็กหนุ่มและกระแทกเฉินจิงฮัวจนกระเด็นออกไป
“ไม่ต้องกลัวครับไม่ต้องกลัว ผมอยู่ที่นี่ทั้งคน…”
เซี่ยปู้เอ้อร์รู้สึกมีความสุขมากที่สุดในชีวิตเมื่อมีสาวงามอยู่ในอ้อมแขนถึง 2 คน ถ้าหากว่าเฉินจิงฮัวเป็สาวในฝันของทุกคนแล้วล่ะก็ ซงเจี่ยเหวินก็จัดเป็กิ๊กในฝันของผู้ชายทุกคนเช่นกัน พวกเธอสองคนจัดเป็ตัวแทนของความรู้สึกลึกซึ้งกับความ้าทางเพศ จึงเป็เื่ที่ตัดสินใจเลือกได้ยากจริงๆ
“ครูซง หัวไหล่ผมก็อุ่นเหมือนกันนะ ผมจะปกป้องครูเอง”
ต้ายุ้ยโถวยกมือเกาหู มองไปที่เซี่ยปู้เอ้อร์ซึ่งกอดสาวงามอยู่ในอ้อมแขนถึง 2 คนด้วยสายตาอิจฉา คำพูดของเขาเกือบจะเป็การะโอยู่แล้ว แต่ซงเจี่ยเหวินจะสนใจสักนิดก็ไม่ ยังคงคล้องแขนเล็กๆ ของเธออยู่กับแขนของเซี่ยปู้เอ้อร์ต่อไปดังเดิม
“ชู่วว์”
ทันใดนั้น เซี่ยปู้เอ้อร์ผละออกจากคุณครูสาวทั้งสองคนและมองไปทางขวามือ แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงทุบประตูโครมครามดังขึ้น มันดังมาจากห้องพักที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขานี้เอง เท่ากับว่าบนนี้ก็มีพวกซอมบี้อยู่เช่นกัน แต่พวกมันติดอยู่ในห้องไม่สามารถเปิดประตูออกมาได้
ในไม่ช้า เสียงทุบประตูก็ดังมาจากแทบทุกห้อง ซอมบี้จำนวนมากพยายามจะหาทางออกมาให้ได้เนื่องจากรับรู้ว่าพวกเขาเดินมาแล้ว ทุกคนกลั้นหายใจเร่งฝีเท้าเดินผ่านไป แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงักอยู่กับที่เมื่อมีร่างของซอมบี้วัยกลางคนในชุดสูทคนหนึ่ง กำลังเดินวนไปวนมาอย่างไร้ทิศทางอยู่กลางเฉลียงทางเดิน
“นั่นมันรองครูใหญ่หวงนี่นา”
ซงเจี่ยเหวินจับแขนของเซี่ยปู้เอ้อร์แน่นมากกว่าเดิมขณะจ้องมองเ้านายเก่าด้วยความหวาดกลัว ซอมบี้ตัวนี้เคยเป็รองครูใหญ่ประจำโรงเรียน แต่เซี่ยปู้เอ้อร์ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “รองครูใหญ่หวงหูตึงไม่ใช่เหรอ? นอกจากนี้ผมยังจำได้ว่าเขาสายตาสั้นระดับรุนแรงด้วยนะ”
“จริงด้วย! แค่ถอดแว่นออกเขาก็มองอะไรไม่เห็นแล้ว แถมหูไม่ดีจนต้องใส่เครื่องช่วยฟังอีกต่างหาก”
ซงเจี่ยเหวินรีบพยักหน้าทันที แต่พูดยังไม่ทันจบ รองครูใหญ่หวงก็เงยหน้าขึ้นทำจมูกฟุตฟิต ก่อนจะเดินตรงมาทางพวกเขาเหมือนกับสุนัขที่ดมกลิ่นอาหาร เซี่ยปู้เอ้อร์ตกตะลึงไปชั่วขณะก่อนพูดว่า “จมูกดีชะมัด ถึงกลายเป็ซอมบี้ไปแล้วแต่ประสาทการรับกลิ่นยังใช้ได้อีกเหรอเนี่ย”
พูดจบเด็กหนุ่มก็ทำท่าจะเดินไปทางอื่น แต่ครูใหญ่สื่อกลับส่ายหน้าและจับมือเขาไว้ ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ว่ายังไงขะ...เขาก็เป็เพื่อนร่วมงานของเรา พวกเราไม่กล้าลงมือจริงๆ ปู้เอ้อร์! ช่วยให้เขาหลุดพ้นทีเถอะ”
“เฮ้อ...ไม่เข้าใจจริงๆว่าคนอย่างพวกคุณ สอนให้ผมมีพร์ขนาดนี้ได้ยังไง”
เซี่ยปู้เอ้อร์แกล้งทำเป็ถอนหายใจและกวักมือเรียกโต่วโต่วเข้ามาหา โต่วโต่วรับคำสั่งและเดินตรงเข้าไปใช้มีดแทงซอมบี้รองครูใหญ่จนแน่นิ่งอยู่กับพื้น บนหน้าผากปรากฏรูโบ๋หลายรู เสร็จแล้วโต่วโต่วก็หัวเราะคิกคักว่า “มันซื่อบื้อมจังเลย ไม่รู้จักหลบเลย!”
“ปู้เอ้อร์! น้องชายคนเล็กของเธอดู…”
ซงเจี่ยเหวินชี้มือไปทางโต่วโต่วด้วยความสงสัย ลักษณะของโต่วโต่วเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาไม่ใช่คนปกติ แต่ต้ายุ้ยโถวก็ช่วยตอบคำถามนี้เสียงเศร้าว่า “ครูคิดว่าทำไมเขาถึงมีชื่อว่าโต่วโต่วล่ะครับ เขาทำได้แต่กินกับนอนและต่อยตีเท่านั้น และอีกอย่าง โต่วโต่วก็แปลว่าคนโง่ไงล่ะครับครู”
“นายนั่นแหละโง่กว่าเขา ไม่มีโต่วโต่วสักคน นายได้ตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว”
เซี่ยปู้เอ้อร์ตบหัวเพื่อนเก่าป้าบใหญ่ด้วยความโกรธ ก่อนอธิบายให้ทุกคนฟัง “หลายปีก่อนโต่วโต่วเข้ารับการผ่าตัดสมองมา เขามีภาวะน้ำในสมองมากเกินไปขั้นรุนแรง ทำให้สมองเกิดความผิดปกติ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าต้องเก็บเงินมาเป็ค่าผ่าตัดให้เขา คิดว่าฉันจะแคร์เงินทุเรสของนายรึไง ยังยอมให้นายเป็VIPบ้าบอนี่อีก!”
“ฉันขอโทษ! แค่พูดเล่นเอง…”
ต้ายุ้ยโถวยกมือลูบหลังศีรษะป้อยๆ เซี่ยปู้เอ้อร์ไม่สนใจเขาอีกแล้ว แต่เฉินจิงฮัวก็ถามขึ้นมาด้วยความประหลาดใจว่า “ปู้เอ้อร์ เธอเคยขโมยเครื่องลายครามของโรงเรียนไปขาย บอกว่าจะเอาเงินไปช่วยชีวิตคน เธอเอาเงินไปจ่ายค่าผ่าตัดให้น้องชายใช่ไหม?”
“โต่วโต่วถูกทิ้งั้แ่ตอนเป็ทารก เอกสารติดตัวอะไรก็ไม่มีสักฉบับ แม่บุญธรรมเขาอายุ 78 ปีแล้ว ถ้าไม่ขโมยเครื่องลายครามไปขาย เราก็คงได้แต่มองเขาตายไปต่อหน้าต่อตา…”
เซี่ยปู้เอ้อร์มองกลุ่มคุณครูด้วยสายตาเ็า โก่วเหม่ยเองถึงกับทนไม่ไหวพูดออกมาว่า “ทีแบบนี้แหละทำมาเป็เห็นใจ ไอ้ตอนที่ไล่พี่ฉันออกจากโรงเรียนน่ะ ทำไมไม่คิดถึงเื่นี้บ้าง รู้ไหมว่าพี่ฉันต้องลำบากขนาดไหน พวกคุณมันก็สนใจแค่เงินเดือนของตัวเองเท่านั้น หึ”
“พอได้แล้ว ไปกันเถอะ”
เซี่ยปู้เอ้อร์ลากโก่วเหม่ยออกเดินไปข้างหน้าพร้อมกับความโกรธที่ติดค้างอยู่ในใจ กลุ่มคุณครูได้แต่ยืนด้วยความละอาย เฉินจิงฮัวพูดด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า “เป็เพราะครูแท้ๆ เขาถึงได้เปลี่ยนจากอดีตเด็กเรียนดีกลายเป็เด็กเกเรประจำชั้น ในฐานะคุณครูของเขา ฉันมันช่างไร้ความสามารถจริงๆ”
“ไม่เอาน่ะ พวกเราก็ผิดกันทุกคนนั่นแหละ…”
ครูใหญ่สื่อถอนหายใจแล้วโบกมือ ก่อนจะออกเดินตามพวกของเซี่ยปู้เอ้อร์ไปในความเงียบ แต่ในไม่ช้าความสยองขวัญก็กลับมาอีกครั้ง เสียงทุบประตูดังออกมาจากห้องพักทุกห้องที่อยู่รอบตัว หากมีใครเผลอเปิดเข้าไปสักคนหนึ่ง รับรองว่าต่อให้วิ่งเร็วแค่ไหนก็ต้องกลายเป็อาหารซอมบี้อย่างแน่นอน