“ข…ข้า” เสิ่นหรงลี่มองค้างอยู่ครู่หนึ่งก็หันกลับมาจดจ้องที่ตงเฟยเทียน “ทุกคนจะไม่เป็อันใดใช่หรือไม่เ้าคะ”
“ต่อให้เป็ชีวิตก็ย่อมต้องเดินต่อ หากวันนี้ตายพรุ่งนี้ก็เกิดใหม่ เวียนว่ายอยู่เช่นนี้ สิ่งตรงหน้าที่ดูสำคัญแท้จริงแล้วอาจมิได้เป็ชะตาของเ้าที่ต้องใส่ใจ” เฟยเทียนกล่าวอย่างใจเย็นไม่คิดกดดันนาง แต่ก็มิได้้าให้นางรั้งรออยู่ที่นี่ เพราะหากความลับเื่เืวิเศษไม่เป็ความลับนางย่อมถูกตามล่า
“มิได้เป็ชะตาของข้าหรือ”
“อืม เ้าอาจมิได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับที่แห่งนี้อีกแล้ว” เขากล่าวออกมาอย่างไม่แน่ใจนัก เพราะนางแปลกเกินกว่าจะอยู่เป็มนุษย์ทั่วไป
“หมายความว่าอย่างไร”
“สิ่งที่เ้าได้ยินมีคนตั้งใจกลั่นแกล้ง สิ่งนี้มีไว้เจาะจงใช้ยามปลุกปั่นให้คนผู้นั้นมาทำลาย…เอาเป็ว่ามีคนจงใจทำกับเ้า โดยมิได้มีคำสั่งใดให้ทำ การกระซิบจิตคนนอกเป็เื่ร้ายแรงมีโทษถึงตาย เพราะคนผู้นั้นจะไม่สามารถใช้ชีวิตต่อได้อีก หากมีคนยอมเสี่ยงกระทำเช่นนี้ เ้าอาจจะมิใช่เพียงมนุษย์ทั่วไป ข้ามิมีหลักฐานใด แต่เ้าเชื่อข้าเถิด”
“ข้า…ข้าเชื่อท่าน” หรงลี่ตอบออกมาเมื่อนึกได้ว่ายามที่นางสาบานจะถลกหนังมารชายผู้นี้ก็โผล่ออกมา หากที่แห่งนี้มิใช่ชะตาของนาง เช่นนั้นการตามเขาไปอาจทำให้ตัวนางได้พบกับชะตาของตนเอง หากมีคนตั้งใจทำสิ่งนี้กับนาง ก่อนจะไปชดใช้กรรมนางก็ควรต้องรู้ก่อนว่ามันเป็ผู้ใด
“เช่นนั้นข้าอาจต้องล่วงเกินแม่นางแล้ว” เมื่อสิ้นสุดคำพูดของเฟยเทียนเขาก็ดึงหรงลี่เข้ามากอดไว้แนบอก
คุณหนูเสิ่นหลับตาลง หากสิ่งนี้เป็เพียงภาพลวงตาที่เกิดขึ้นในหัวของนางเพียงผู้เดียว หรงลี่ก็มิไม่ได้อยากเห็นสิ่งสุดท้ายเป็ความตายของตน มือเล็กสวมกอดตงเฟยเทียนกลับไปอย่างแ่า หูได้ยินเสียงชายผู้นั้นพึมพำบางอย่างกับตนเอง จากนั้นก็มีความรู้สึกหัวใจหล่นวูบเพราะคนทั้งสองกำลังะโลงมาจากผาน้ำตกสูง
เสิ่นหรงลี่ลืมตาเมื่อได้ยินเสียงหวีดดังขึ้นรอบตัว เสียงนั้นดังจนทำให้นางหูอื้อและไม่ได้ยินสิ่งใดอีก สิ่งที่ตาเห็นเมื่อลืมขึ้นมาเป็ตัวนางและเฟยเทียนกำลังหล่นผ่านม่านบางอย่าง เมื่อหล่นลงมาแล้วร่างกายของนางเจ็บแปล๊บไปทุกส่วน คล้ายว่ามีเข็มนับพันกำลังทิ่มแทง มือเล็กจึงจิกเข้าไปยังแผ่นหลังของตงเฟยเทียนแน่น
ตงเฟยเทียนใช้ร่างของตัวเองรองไว้ที่พื้น เมื่อตกลงมาจึงรับแรงกระแทกไปเพียงผู้เดียว ยามนี้จึงรู้สึกจุกเล็กน้อยได้แต่นอนนิ่งไว้ชั่วคราว ส่วนเสิ่นหรงลี่กลับนอนแน่นิ่งไม่ขยับร่างกายแม้แต่น้อย
“เ้าเป็อันใด” จอมมารที่ได้กลับมายังภพของตนเองเอ่ยถามขึ้นทันที
“เจ็บเ้าค่ะ เจ็บมาก เจ็บเหมือนคิดว่าคงต้องตายแน่ๆ แต่ยามนี้ข้าหายแล้ว”
“ร่างกายคงกำลังปรับตัว แต่นับว่าปรับได้รวดเร็วทีเดียว เ้าดูแปลกตาไปมาก”
“หมายความว่าอย่างไรเ้าคะ” นางรีบยกมือขึ้นมาจับหน้าตนเอง
“เครื่องหน้ายังดูเป็เ้าเพียงแต่งดงามขึ้น” ตงเฟยเทียนขมวดคิ้วเหตุการณ์เช่นนี้มักจะเกิดแค่ยามเทพ มาร และเซียนผ่านด่านเคราะห์ ไม่เคยได้ยินมาก่อนว่าเกิดกับมนุษย์ที่ข้ามภพมาด้วยเช่นกัน
“งดงามขึ้น เช่นนี้ก็ดียิ่ง ข้าชอบความงดงาม” หรงลี่ยิ้มออกมาอย่างน่าเอ็นดู นางหันมองไปรอบๆ ก็พบเห็นแต่ไม้ใหญ่และหินมากมาย “ที่นี่คือที่ใดหรือเ้าคะ”
“ที่แห่งนี้คือสถานที่ที่มนุษย์จะเรียกกันว่าภพมาร อันที่จริงมันก็อยู่ที่เดียวกับภพ์ เพียงแต่แบ่งอาณาเขตกัน เหมือนที่มนุษย์แบ่งแคว้น”
“ภพมารมิใช่นรกหรือเ้าคะ”
“ไม่ใช่ นรกคือนรก ไม่ว่าจะเป็ผู้ใดหากทำการชั่วร้ายก็ต้องไปที่แห่งนั้นทั้งหมด”
“เช่นนั้นท่านเป็มารหรือ”
“อืมเป็มาร” เขาพยักหน้ารอดูว่าเสิ่นหรงลี่จะแสดงความกลัวออกมาหรือไม่
“มารไม่เหมือนเทพอย่างไรเ้าคะ”
“เทพมีหน้าที่สร้าง ส่วนมารมีหน้าที่ทำลาย สร้างความสมดุลให้กับจักรวาลนี้ มิอาจขาดกันหรือมีเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้”
“ไม่ทำลายไม่ได้หรือเ้าคะ”
“หากไม่ทำลายแล้วจะสร้างสิ่งใหม่ได้อย่างไร”
“จริงด้วยเ้าค่ะ หากสร้างจนที่เต็มแล้วจะเอาตรงไหนไปสร้างเพิ่มกัน ข้าลืมคิดเื่นี้ไปเลย” หรงลี่พยักหน้าทำความเข้าใจข้อมูลใหม่ที่ได้รับ
“เ้าถูกเลี้ยงดูมาอย่างมนุษย์อาจเกลียดชังมารที่คอยทำลาย แต่ข้าขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ เหล่ามารทำเพื่อให้มนุษย์ไม่หยุดยั้งการพัฒนาก็เท่านั้น” จอมมารตงเฟยเทียนยิ้มอย่างอ่อนโยน ด้วยกลัวว่าหรงลี่จะรังเกียจตน
“อืม หากอุปสรรคที่เจอเป็เื่ใหม่หรือเื่เดิมแต่ร้ายแรงขึ้น ย่อมต้องหาทางรับมือให้สอดคล้องตาม เช่นนี้จึงจะพัฒนา ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ” เสิ่นหรงลี่พยักหน้าหงึกๆ อยู่บนแผงอกของตงเฟยเทียน เมื่อนางรู้สึกถึงความแข็งแรงที่ชนกับแก้มก็รีบเด้งตัวขึ้นมาอย่างว่องไว “ขออภัยเ้าค่ะ”
“คิดว่าเ้าจะไม่รู้ตัวไปอีกนานเสียแล้ว” ตรงเฟยเทียนหัวเราะเล็กน้อย เมื่อนางลุกออกก็เป็ตอนที่เขารู้สึกดีขึ้นแล้วพอดิบพอดี จึงค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น
“หากโชคยังเข้าข้างเราคงพบสิ่งที่คนของข้าทิ้งไว้แถวนี้” เฟยเทียนลุกขึ้นยืน ก่อนจะค้นหาจดหมายหรือสิ่งให้สัญญาณจากคนของตนทันที เพราะจุดเชื่อมต่อระหว่างภพนี้ เป็จุดใหม่ที่เขาและลูกน้องคนสนิทค้นพบโดยบังเอิญเมื่อหลายปีก่อน เขาจึงเลือกใช้เส้นทางนี้เป็เส้นทางหนีและทางกลับเพราะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้
“หาอะไรหรือเ้าคะ”
“สิ่งที่ไม่น่าจะอยู่ในป่าหินไม้ใหญ่อย่างนี้”
“นี่หรือไม่เ้าคะ ถ้วยใส่น้ำมันบำรุงหน้าหรือนี่” หรงลี่หยิบถ้วยเล็กที่สลักลายอย่างงดงามขึ้นมาพิจารณา แต่เมื่อเห็นเฟยเทียนยื่นมือออกมารอรับก็ยืนไปให้อย่างเสียดาย
“ตาแหลมคมเช่นนี้ไว้ข้าจะให้รางวัล” ตงเฟยเทียนเมื่อเปิดดูด้านในก็พบกับกระดาษเล็กๆ แผ่นหนึ่ง พร้อมกับประทัดไฟชิ้นเล็กสองอันที่มีสีแตกแตกต่างกัน
ยังไม่ทันที่คุณหนูเสิ่นจะถามอะไร เฟยเทียนก็หยิบเอาประทัดที่มีลักษณะเป็สีเขียวมาจุดขึ้นฟ้า และในไม่กี่วินาทีต่อจากนั้นก็มีชายประมาณสิบคนมุ่งหน้ามาล้อมทั้งสองไว้
“พี่เฟยเทียน นี่มัน…” เสิ่นหรงลี่กล่าวได้เพียงเท่านั้นนั้นก็เอื้อมมือไปจับชายเสื้อของตงเฟยเทียนไว้ ก่อนที่จะเคลื่อนตัวไปซ่อนอยู่ด้านหลัง
“เหลือเท่านี้หรือ” เฟยเทียนถามออกไปด้วยเสียงกดต่ำ
“เหลือมากกว่านี้พ่ะ…” ชายชุดดำที่กำลังรายงานชะงักค้างเมื่อเ้านายของตนยกมือให้หยุดพูด และส่ายหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าทันทีเมื่อเห็นว่านายของตนปรายตาไปยังสตรีที่อยู่ด้านหลัง
“เหลือมากกว่านี้ขอรับ เพียงแต่แบ่งกันเป็กลุ่มและกระจายไปยังจุดเชื่อมภพทุกจุด หากแต่พวกเราไม่สามารถไปทันกองกำลังที่ตลบหลังได้ คนทั้งหมดถูกสังหารและไม่อาจสืบต่อไปถึงตัวการใหญ่ได้แล้วขอรับ”
“หึ เป็อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด” ตงเฟยเทียนยิ้มเยาะออกมา “มีผู้ใดตามหาข้าหรือไม่”
“ท่านพ่อของท่านเร่งให้คนออกตามหา แต่จุดนี้ยังเป็ความลับ จึงรู้เพียงแค่เราทั้งสิบคน และตัวนายท่านอีกหนึ่ง อ้อ คงรวมแม่นางผู้นี้แล้วด้วยสินะขอรับ” กงต้าต้ากล่าวพร้อมกับหยกยิ้มมุมปากอย่างล้อเลียน
“อะไรก็อย่าให้มากเกินไปนัก” ตงเฟยเทียนกล่าวเตือน “ พี่น้องของข้าเล่า”
“คนโตปิดจวนเงียบเรียกนักสะกดรอยเข้ามาพบเป็จำนวนมาก ส่วนคนเล็กแสดงอาการเกรี้ยวกราดก่นด่าคนที่ยังตามท่านไม่เจอทุกวัน แต่ถ้าหากเป็ฝั่งสตรี พวกนางนั่งสมาธิภาวนาให้กับท่านทุกคืน” ต้าต้ารายงานข่าวที่ได้รับจากกลุ่มอื่นให้ตงเฟยเทียนฟัง
“เช่นนั้นไม่ควรให้พี่น้องของข้ารอนานจนกังวลใจ ควรเร่งพาฮูหยินคนใหม่ไปแนะนำเสียแล้ว” เขายกยิ้มขึ้น
“ห๊า” เสียงร้องจากเสิ่นหรงลี่ที่เงียบไปนานดังแทรกขึ้นมากลางวง