"องค์หญิงสี่ฟื้นแล้วเพคะพระสนม!"
เสียงตื่นเต้นดังขึ้นข้างหูของหลงจื่อเหว่ย หญิงสาวกระพริบเปลือกตาหนักอึ้งถี่ ๆ เพื่อปรับความคุ้นชินกับแสงสว่างที่ลอดผ่านหน้าต่างผ้าโปร่งลายลูกไม้สีขาวเข้ามา
สมองของนางยังคงมึนงง ภาพเลือนลางตรงหน้าที่เห็นคือสตรีหน้าตางดงามอายุราว ๆ ยี่สิบปีต้น ๆ ที่กำลังมองมาด้วยสายตาเปี่ยมด้วยความห่วงใย
"จื่อจือ... ลูกแม่ฟื้นแล้ว หายหนาวสั่นแล้วใช่หรือไม่" นางเอ่ยถามพร้อมกับวางฝ่ามือนุ่มลงบนหน้าผากของเด็กสาวตัวน้อย ก่อนจะเช็ดน้ำตาที่รื้นขึ้นมาด้วยความดีใจ
หลงจื่อเหว่ยกระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงง
มารดาของนางหน้าตาสะสวยและอ่อนเยาว์ขนาดนี้ั้แ่เมื่อใดกัน
แต่อาการกระหายน้ำนั้นรุนแรงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ทำให้นางเปล่งเสียงออกจากลำคอได้อย่างยากลำบาก
"นะ...น้ำ"
เมื่อได้ดื่มน้ำบรรเทาอาการลำคอแห้งผากแล้ว หลงจื่อเหว่ยจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าเมื่อครู่นี้เสียงของตนเองใสกระจ่างและน่ารักมากราวกับเด็กน้อย จึงทดลองพูดอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ
"ขอกระจกหน่อยได้ไหมคะ"
"กระจกหรือ... องค์หญิงหมายถึงคันฉ่องใช่ไหมเพคะ" แม่นมเหนียงพูดจบก็รีบไปหยิบคันฉ่องทองเหลืองอันเก่ามาให้
จริงด้วย! นี่มันไม่ใช่เสียงราบเรียบอันคุ้นเคยของนาง แต่เป็เสียงของคนอื่นชัด ๆ แถมยังเป็เสียงของเด็กผู้หญิงอีก!
หลงจื่อเหว่ยตาโตลุกขึ้นพรวดจากกองผ้าห่มทันที
เมื่อนั่งได้แล้วก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดู นิ้วมือขาวเนียนเป็ปล้องอวบอ้วนเล็กน้อยนี่มันอะไรกัน ฝ่ามือเล็กเท่าขนาดไข่ไก่ และเมื่อก้มสำรวจร่างกาย หน้าอกหน้าใจที่นางเคยภาคภูมิใจในฐานะวัยรุ่นก็อันตรธานหายไปหมดสิ้น
หา! ทำยังไงดี
นางรีบคว้าคันฉ่องมาส่อง ทันทีที่ภาพตรงหน้าปรากฏหลงจื่อเหว่ยแทบจะหยุดหายใจ เด็กน้อยผิวขาวเนียนดวงตากลมโตสุกใส ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ และมีไฝเม็ดเล็ก ๆ ที่สันจมูกด้านขวาดูมีเสน่ห์ดึงดูดสายตาตรงหน้านี้คือใครกัน ผมสีดำขลับถูกมัดรวบเรียบร้อยเป็แกละสองข้าง ยิ่งเพิ่มความน่าเอ็นดูให้กับเด็กหญิงตรงหน้าเป็เท่าทวี
"จื่อจือ เ้ายังปวดหัวอยู่ใช่หรือไม่ แม่จะให้คนไปตามหมอหลวงมา"
สตรีที่มีไฝจุดดำข้างจมูกด้านขวาเช่นเดียวกันเอ่ยขึ้น มือทั้งสองข้างยังคอยซับเหงื่อที่ผุดขึ้นตามหน้าผากเด็กน้อยตรงหน้า
หลงจื่อเหว่ยวางคันฉ่องลงและมองหน้า 'แม่' ตรงหน้า หน้าตาของนางนับได้ว่าเป็สตรีที่งดงามมากที่สุดที่เคยเจอ น้ำเสียงก็นุ่มนวลและอ่อนหวานราวกับนาง์
แม่งั้นเหรอ...
นางมองสำรวจห้องที่อาศัยอยู่ตอนนี้ ข้าวของเครื่องใช้ด้านในมีไม่มากนัก เหมือนว่าจะมีคนคอยรับใช้แค่สองคนเท่านั้น ทว่ากลับสะอาดสะอ้านและเป็ระเบียบเรียบร้อย ขนาดของห้องเล็กเพียงพอแค่ให้สองแม่ลูกอาศัยอยู่
ทุกคนแต่งตัวเหมือนในซีรีย์จีนโบราณที่นางชอบดูเวลาว่างไม่มีผิด
เมื่อตั้งสติได้และความทรงจำของเ้าของร่างเดิมเริ่มหลั่งไหลเข้ามา หลงจื่อเหว่ยก็รู้ได้ทันทีเลยว่านางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกคู่ขนานยุคโบราณเสียแล้ว!
ตายแล้ว... ทะลุมิติของจริง!
ตอนนี้รอยหยักในสมองบอกนางว่า นางคือองค์หญิงสี่ที่กำเนิดจากมารดาตำแหน่งฉางไจ้นามว่า 'จางลี่เซียน' ตระกูลเดิมของพระสนมเป็ราชบัณฑิตแถวหน้า ขั้นสามกรมพิธีการ ซึ่งเป็ตระกูลสายบุ๋นที่มีชื่อเสียงด้านคุณธรรมและวรรณกรรมไปทั่วแคว้น
ก่อนหน้านี้สนมจางเคยเป็ที่โปรดปรานของหลงเสวียนิฮ่องเต้มาก เพราะเมื่อเข้าวังมาได้เพียงไม่กี่เดือนป้ายชื่อก็ถูกพลิกอยู่เสมอ จนทำให้นางตั้งครรภ์ัและให้กำเนิดบุตรสาวคนแรกซึ่งก็คือองค์หญิงสี่
ทว่าความโปรดปรานนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน เพราะในวันที่หลงจื่อเหว่ยลืมตาดูโลก กลับมีดาวหางแดงปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายาวนานถึงสิบวัน
เมื่อฮ่องเต้ให้โหรหลวงมาทำนายดวงชะตาก็พบว่า ดวงของเด็กที่เกิดในระยะนี้จะขัดกับดวงของโอรส์ ประจวบเหมาะกับั้แ่วันนั้นที่ฝ่าาเกิดอุบัติเหตุขึ้น ก็มีอาการเ็ปศีรษะอย่างหนักและป่วยบ่อยครั้ง จึงไม่เคยแวะเวียนมาที่ตำหนักนี้อีกเลย ปล่อยให้หลงจื่อเหว่ยกลายเป็องค์หญิงที่ถูกลืมเลือนไป
ได้เกิดใหม่ทั้งที ดันชะตาอาภัพซะงั้น!
"เฮ้อ..." หลงจื่อเหว่ยถอนหายใจยาวออกมา
"จื่อจื่อ ดื่มซุปไก่ฉีกที่แม่ทำเองก่อนนะ ร่างกายจะได้อุ่นขึ้น" จางลี่เซียนส่งยิ้มหวานพร้อมกับป้อนซุปให้เด็กหญิงตรงหน้า
หลงจื่อเหว่ยรู้สึกปั่นป่วนในท้องไม่น้อยจึงอ้าปากรับอย่างว่าง่าย รสชาติกลมกล่อมเค็มหวานฟุ้งกระจายอยู่ในปาก ทำให้แก้มขาวเนียนพองออกด้วยความสุขใจ
ดูเหมือนว่าเด็กน้อยคนเดิมจะกลับ์ไปแล้วั้แ่เมื่อคืนนี้เพราะพิษไข้สูง นางจึงได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตในร่างขององค์หญิงสี่ที่มีชื่อแซ่เดียวกัน
หลงจื่อเหว่ยมองหน้ามารดาด้วยความรู้สึกสงสาร และนั่นทำให้ร่างกายของเด็กน้อยที่ไวต่อความรู้สึกพลันมีหยาดน้ำตาไหลร่วงลงมาอย่างไม่รู้ตัว
"จื่อจือ อย่าร้องไห้เลย แม่ขอโทษที่สั่งห้ามเ้า..."
หัวใจของจางลี่เซียนอ่อนยวบลงทันทีเมื่อเห็นดวงตาคู่สวยของบุตรสาวมีน้ำตาเอ่อคลอ
ย้อนกลับไปเมื่อสามวันก่อน หลงจื่อเหว่ยได้เจอกับองค์หญิงรองที่เพิ่งกลับจากการเข้าเฝ้าฝ่าา องค์หญิงรองนำของเล่นพระราชทานมาเอ่ยอวดเด็กน้อย
ทำให้หลงจื่อเหว่ยอยากเจอหน้าบิดาที่ไม่เคยพบหน้าสักครั้งบ้าง จึงดั้นด้นฝ่าหิมะไปที่ตำหนักของไทเฮา แต่ในวันนั้นก็ไม่ได้เข้าพบ แถมขากลับยังตกสระบัวที่มีน้ำเย็นะเื
เมื่อแม่นมสวีช่วยกลับมาได้จึงล้มป่วยไข้ขึ้นสูงอยู่หลายวัน ฝ่ายจางลี่เซียนเองก็พยายามขอเข้าเฝ้าไทเฮาเพื่อคอยอธิบายแต่ก็ไม่เป็ผล หลังจากนั้นนางจึงสั่งห้ามไม่ให้บุตรสาวออกไปข้างนอกเพื่อให้คนอื่นกลั่นแกล้งได้อีก
"พระสนมเพคะ ฟืนและเบี้ยหวัดที่กรมวังส่งมาในเดือนนี้ไม่ครบเ้าค่ะ"
ลวี่เอ๋อร์ สาวใช้คนสนิทเอ่ยเสียงเบา ทว่าแววตาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง
ตำหนักของจางฉางไจ้นั้นตั้งอยู่รวมกับตำหนักของเว่ยลี่เฟย มารดาขององค์หญิงรอง ณ ตำหนักฉางชุน โดยพวกนางได้อาศัยอยู่เพียงเรือนท้ายตำหนักหลังเล็ก ๆ เท่านั้น
เมื่อมีการแบ่งสรรฟืน อาหาร หรือของใช้ต่าง ๆ จากกรมวัง หมัวมัวของฝั่งเว่ยลี่เฟยจะเป็ผู้จัดสรร ซึ่งบ่อยครั้งที่ยายแก่คนนั้นมักจะยักยอกและกลั่นแกล้งจางฉางไจ้ผู้หมดความโปรดปรานอยู่เสมอ
"ข้าจะไปคุยกับหมัวมัวเอง" จางลี่เซียนพูดจบก็หันมาห่มผ้าให้บุตรสาว เมื่อเห็นว่าสีหน้าของเด็กน้อยเริ่มกลับมามีเืฝาดดีแล้วจึงยอมตัดใจเดินจากไป
หลงจื่อเหว่ยพยักหน้ารับหงึกหงัก มองตามแผ่นหลังของมารดาที่มุ่งตรงไปยังตำหนักหลัก
ดูเหมือนว่าการใช้ชีวิตในตำหนักเล็ก ๆ นี้จะไม่ได้ง่ายดายเลยแฮะ...
หลงจื่อเหว่ยกวาดสายตามองไปยังห้องอีกฝั่งหนึ่ง ด้านในนั้นอัดแน่นไปด้วยตำราม้วนไม้ไผ่ และภาพอักษรลายมืองดงามชดช้อยเต็มห้องไปหมด ราวกับว่าห้องนั้นคือห้องของบัณฑิตหญิงผู้มากด้วยสติปัญญา และที่ตรงกลางผนัง มีอักษรคำว่า 'โชคดี' เขียนเอาไว้อย่างโดดเด่นสะดุดตา ทำให้หลงจื่อเหว่ยสูดหายใจเข้าด้วยความตื่นเต้น
ที่แท้แม่ของนางก็ชอบเขียนอักษรพู่กันจีนด้วยเช่นกัน! เช่นนั้นในโลกนี้ นางก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกบังคับให้ทิ้งความชอบเหมือนชาติก่อนแล้วน่ะสิ!
หลงจื่อเหว่ยดีใจจนเผลอตีขาไปมาจนผ้าห่มกองไปอยู่ที่ปลายเตียง ดวงตาทอประกายระยิบระยับ ท่าทางตื่นเต้นแสนน่ารักนั้นทำให้แม่นมเผลอยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดู
"องค์หญิงสี่ท่าทางร่าเริงเช่นนี้คงจะหมดพิษไข้แล้ว แม่นมต้องทำขนมของโปรดมาให้เป็รางวัลแน่นอนเพคะ"