แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้ายามเช้าทอทาบผ่านปากถ้ำหินศิลาเหมันต์ ขับไล่ความมืดมิดและนำพาไออุ่นจาง ๆ มาทดแทนความหนาวเหน็บยามค่ำคืน ไอหมอกสีชมพูของการร่วมรักประสานหยินหยางแผ่วจางลงไปแล้ว เหลือเพียงกลิ่นหอมกรุ่นของอโรม่าส้มเพลิงจาง ๆ และกองกูณฑ์ฟืนแห้งที่มอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่านอุ่น
หลีเฮงค่อย ๆ ขยับเปลือกตาขึ้นอย่างยากลำบาก ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนร่างกายถูกทับด้วยหินก้อนยักษ์ โดยเฉพาะบั้นเอวและสะโพกที่ตึงเคร่งจนแทบขยับตัวไม่ออก ฝ่ามือทองคำทั้งสองข้างไร้เรี่ยวแรงเนื่องจากสูญเสียกระแสปราณหยางแท้ทองคำไปปรนเปรอทะลวงจุดชีพจรหลักให้สามภรรยาตลอดทั้งคืน
"โอย... เอวของข้า..." หลีเฮงครางแหบเครือพึมพำกับตัวเอง ใบหน้ากะล่อนแสนคุ้นเคยฉายแววซีดเซียวลงเล็กน้อย ทว่าแววตากลับแฝงประกายเจิดจ้า ชายหนุ่มชำเลืองมองเรือนร่างสามสายที่นอนเบียดซุกอยู่ข้างกาย
ข้างซ้ายของเขาคือ 'หลินเสวี่ยเหยา' ร่างอรชรนอนพริ้มในเสื้อคลุมบางเบา ผิวแก้มของนางขาวอมชมพูดูมีน้ำมีนวลต่างจากยามปกติที่เย็นชาไร้สีเลือด แผ่ไอเย็นจาง ๆ ของลมปราณนักสู้ขั้นต้นที่แสนมั่นคง
ข้างขวาคือ 'เยี่ยหลัวอิน' มารสาวเจ้าเสน่ห์ที่นอนกอดแขนเขาแน่น บดเบียดเนินอกอวบอัดหยุ่นนุ่มเข้าหาต้นแขนของเขา ใบหน้าจิ้มลิ้มยามหลับใหลดูไร้พิษสง แววตาสีม่วงของนางพริ้มหลับอย่างมีความสุข ปราณมารสีม่วงรัตติกาลไหลเวียนอย่างลื่นไหลไม่มีปมสะดุดใด ๆ อีกต่อไป
และใกล้ ๆ กับปลายเท้าของเขาคือ 'จ้าวฉินซวง' นางเพิ่งจะขยับตัวลุกขึ้นกึ่งนั่งกึ่งนอน ลมหายใจอุ่นร้อนแผ่ซ่านพร้อมกลิ่นอายปราณนักสู้ขั้นสูงที่ร้อนแรงและกระเพื่อมไหว
"ตื่นแล้วรึจ๊ะ เมียรักทั้งสามของข้า..." หลีเฮงแกล้งส่งเสียงทุ้มกะล่อนทักทายข้างหู
"กรี๊ดดด!" จ้าวฉินซวงเบิกตากว้างเมื่อเห็นหัวเข่าเนียนของตนก่ายเกยอยู่บนท่อนเอ็นหนาร้อนผ่าวของสามีที่เริ่มตั้งชันตื่นสู้แสงตะวัน นางรีบชักขาซุกตัวหนีหน้าแดงลามไปถึงใบหู "เจ้าคนบ้า! ตื่นมาก็ทำเรื่องลามกแต่เช้าเลยรึ!"
"โถ่ ฉินซวงจ๋า ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะจ๊ะ ร่างกายมันตอบสนองตามธรรมชาติของชายชาตรีต่างหากเล่า" หลีเฮงโอดครวญพลางแสร้งทำท่ากุมเอวเบา ๆ "อีกอย่าง เมื่อคืนข้าออกแรงเอวและกระแทกกระทั้นลมปราณบำบัดให้พวกเจ้าจนเอวแทบหลุดเป็นชิ้น ๆ ตอนนี้แม้แต่แรงจะลุกขึ้นยังแทบไม่มีเลยขอรับ"
หลินเสวี่ยเหยาลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาคมดุจน้ำแข็งจ้องมองหลีเฮง แม้ใบหน้าสะคราญจะแฝงแววขัดเขินสะเทิ้นอาย ทว่านางกลับขยับตัวเข้าใกล้ เอื้อมฝ่ามือเรียวบางมาแตะชีพจรข้อมือของเขาเพื่อตรวจเช็คพลังกาย
"ปราณหยางในตันเถียนของเจ้าแห้งขอดลงจริง ๆ..." เสวี่ยเหยาพึมพำเสียงเบา "คนโง่... ใครใช้ให้เจ้ารีบร้อนทะลวงระดับให้พวกเราสามคนพร้อมกันในคืนเดียวเช่นนี้ หากร่างกายเจ้าพังทลายลงจะทำอย่างไร"
"ถ้าไม่ทำเช่นนั้น ข้าจะปกป้องเมียรักทั้งสามยามเจออสุรระดับปราณยุทธ์ในวันนี้ได้อย่างไรเล่าจ๊ะ" หลีเฮงส่งยิ้มหวานเชื่อม "ต่อให้เอวข้าต้องหักสะบั้นหรือพลองสวรรค์ต้องเหี่ยวเฉา ข้าก็ยอมเพื่อความปลอดภัยของพวกเจ้า"
"ปากดี..." เสวี่ยเหยาหันหน้าหนีเพื่อซ่อนรอยยิ้มและปลายหูที่แดงซ่าน ทว่านางกลับดึงผ้าห่มผืนหนามาคลุมไหล่ให้เขาอย่างนุ่มนวล
เยี่ยหลัวอินขยับลุกขึ้นนั่ง แขนเรียวโอบรอบคอหลีเฮงจากด้านหลัง บดเบียดเนินอกอวบอัดเข้ากับแผ่นหลังแกร่งของชายหนุ่ม แววตาสีม่วงฉ่ำเยิ้มยั่วยวนนางเอ่ยกระซิบข้างใบหูของเขา "ท่านพี่หลีเฮงช่างแสนดีเหลือเกินเจ้าค่ะ... หากการล่าอินทรีย์เหมันต์ครั้งนี้สำเร็จและพวกเรากลับถึงวังบุปผาหิมะอย่างปลอดภัย ข้าสัญญาว่าจะคอยปรนนิบัติบีบนวดและ 'ขย่มคุมตบะ' บำรุงร่างกายให้ท่านพี่จนเอวกลับมาแกร่งดั่งเหล็กไหลเลยดีไหมคะ?"
คำหยอกล้ออันเร่าร้อนป่าเถื่อนสไตล์มารสาวทำเอาหลีเฮงสะท้านไปทั้งร่าง พลองสวรรค์กระตุกรับคำท้าทายทันควัน ชายหนุ่มได้แต่ยิ้มแห้งลอบปาดเหงื่อเยียวยาจิตใจ *'ขย่มคุมตบะงั้นรึ... ข้าเกรงว่าหากโดนเจ้าขย่มอีกรอบ เอวข้าคงได้หักปลิวหายไปกับสายลมเหมันต์จริง ๆ!'*
ในขณะนั้นเอง เสียงแจ้งเตือนจากระบบแสนรักแสนกวนพลันดังสว่างขึ้นในใจของหลีเฮง
**วิ้ง...!!!**
> [ระบบเทพแมงดาทำงาน: ตรวจพบผลลัพธ์มหาศึกนวดประสานพลังกลุ่มบทที่ 52 ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด!]
> [หลินเสวี่ยเหยา: ค่าความเชื่อใจ (Trust) +5, ค่าความเสน่หา (Desire) +15, ค่าพลังรัก (Bond Sync) แตะระดับ 92%]
> [เยี่ยหลัวอิน: ค่าความเชื่อใจ (Trust) +4, ค่าความเสน่หา (Desire) +20, ค่าพลังรัก (Bond Sync) แตะระดับ 75%]
> [จ้าวฉินซวง: ค่าความเชื่อใจ (Trust) +8, ค่าความเสน่หา (Desire) +18, ค่าพลังรัก (Bond Sync) แตะระดับ 38%]
> [แจ้งเตือนยอดรายวัน: หุ่นเทพจำแลงทุ่มเทพลังเอวรับใช้บำรุงชีพจักรพรรดินีเหมันต์กู่ชิงชิงและเหล่าบริวารอย่างไม่ย่อท้อในรุ่งเช้า ได้รับส่วนแบ่งแต้มบำเพ็ญสะสมประจำวัน +3,000 แต้ม!]
> [แต้มแมงดา (Pimp Point) สะสมคงเหลือปัจจุบัน: 2,030 + 3,000 = 5,030 แต้ม]
> [รางวัลพิเศษจากระบบ: ปลดล็อกระดับ 'เกราะพลังเมีย (Wife Shield)' เป็นระดับ 3 (เพิ่มอัตราการดูดซับแรงกระแทกความเสียหาย 40% และขยายระยะตรวจจับสตรีคู่พันธะเป็น 15 เมตร)]
> [ข้อความเตือนภัยระบบ: โฮสต์มีอาการกล้ามเนื้อเอวอักเสบเฉียบพลัน ระบบแนะนำให้เดินพิงหลังสตรีและจำกัดการใช้งานสะโพก 12 ชั่วโมงเพื่อฟื้นฟู]
หลีเฮงลอบหัวเราะในใจกับคำเตือนสุดท้ายของระบบ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจเสียงกระดูกลั่นดัง *กร๊อบ!* รู้สึกได้ทันทีว่ากระแสพลังปราณนักสู้ขั้นสูงสุดในตัวเขากลับมาไหลเวียนอย่างสมบูรณ์แบบ แม้จะเมื่อยล้าทางกายภาพบ้างก็ตาม
ยามเมื่อสามสาวปรับสมดุลลมปราณเสร็จสิ้น ไอพลังปราณนักสู้สีขาวบริสุทธิ์ของหลินเสวี่ยเหยา และปราณสีม่วงดำของเยี่ยหลัวอินแผ่ซ่านปะทะกันอย่างเกื้อหนุน ผสานด้วยประกายเพลิงสีดำอันดุดันของจ้าวฉินซวง สามยอดสตรีในเวลานี้ดูทรงพลังและงดงามประดุจเทพธิดาสงครามพร้อมรบ
"พวกเราพร้อมแล้ว..." หลินเสวี่ยเหยาเอ่ยกระชับกระบี่เหล็กไหลเหมันต์ แววตาฉายแสงแห่งความมุ่งมั่นลึกซึ้ง "ไปล่าอินทรีย์เหมันต์สวรรค์เก้าฟ้าชิงแก่นอสูรกลับมารักษาท่านแม่กันเถอะ"
"ไปกันเลยจ้ะเมียจ๋า!" หลีเฮงเอ่ยเสียงใสพลันก้าวไปหลบอยู่หลังแผ่นหลังระหงของเสวี่ยเหยาทันควัน สองมือเกาะไหล่บางของนางอย่างหน้าด้าน ๆ "เสวี่ยเหยาจ๋า นำทางเลยจ้ะ ข้าจะคอยคุ้มกันหลังระวังภัยให้เจ้าเอง!"
"เจ้าคนหน้าหนา! หลบหลังพี่หญิงเสวี่ยเหยาแล้วยังกล้าบอกว่าระวังภัยให้อีกรึ!" จ้าวฉินซวงด่าพลางเบ้ปาก ทว่าในใจกลับขำขันและรู้สึกอบอุ่นใจที่มีเขาคอยสร้างเสียงหัวเราะลดความตึงเครียด
---
ทั้งหมดเคลื่อนร่างออกจากถ้ำหิน มุ่งหน้าตัดผ่านป่าสนหิมะลึกเข้าสู่ "หุบเขาต้องห้ามชั้นในสุด" ยิ่งเดินลึกเข้าไป พายุหิมะยิ่งพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง ไอเย็นสีฟ้าครามแผ่ซ่านปกคลุมทั่วบริเวณจนมองเห็นได้ไม่เกินสิบก้าว ต้นไม้โบราณรอบตัวกลายสภาพเป็นเสาน้ำแข็งแข็งทื่อ
*โฮก...!!!*
เสียงคำรามต่ำดังขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของ "อสูรหมาป่าหิมะกระดูกเหล็ก" ระดับปราณแท้จริงขั้นสูงสามตัว พุ่งทะยานฝ่าม่านหิมะแยกเขี้ยววาววับเข้าหาพวกเขาทั้งสี่
"ให้ข้าจัดการเองเจ้าค่ะ!" จ้าวฉินซวงก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้าอย่างมั่นใจ ลมปราณนักสู้ขั้นสูงในร่างปะทุออกเป็นเปลวเพลิงสีดำทมิฬลุกโชนรอบตัว นางวาดฝ่ามือปล่อยฝนเพลิงทมิฬพุ่งทะลวงเข้าใส่หมาป่าหิมะทั้งสามตัวทันที
*ตูม! ตูม! ตูม!*
แรงระเบิดจากเพลิงทมิฬกลืนวิญญาณแผดเผาเกราะน้ำแข็งธรรมชาติของอสูรหมาป่าจนละลายกลายเป็นจุลในชั่วพริบตา พวกมันร้องเสียงหลงก่อนจะโดนคมกระบี่น้ำแข็งของหลินเสวี่ยเหยาที่พุ่งผ่านพริ้วไหวตัดขั้วหัวใจแช่แข็งตายคาที่โดยไม่ต้องออกแรงซ้ำ
"สุดยอดมากจ้ะเมียรักทั้งสอง!" หลีเฮงยืนตบมือเปะปะอยู่เบื้องหลังกระโปรงยาวของเยี่ยหลัวอินอย่างกระตือรือร้น "เพลิงทมิฬของฉินซวงร้อนแรงสะเด่าทรวงกระแทกใจข้าเหลือเกิน ส่วนกระบี่ของเสวี่ยเหยาก็เฉียบคมประหนึ่งยอดรักเยือกแข็งของข้าไม่มีผิด!"
"ท่านพี่หลีเฮงไม่คิดจะออกแรงบีบนวดหรือขยับพลองสวรรค์ช่วยพวกเราสักนิดหรือคะ?" เยี่ยหลัวอินหันมายิ้มพรายล้อเลียน แววตาสั่นระริก
"โถ่ หลัวอินจ๋า ข้าเป็นฝ่ายซัพพอร์ตจ้ะ พลังโจมตีของข้าเบาบางปานขนนกนุ่มนวล ข้าต้องประหยัดแรงเอวไว้ปรนนิบัตินวดบำบัดฟื้นชีพจรสวรรค์ให้พวกเจ้าตอนค่ำคืนต่างหากเล่า" หลีเฮงยิ้มกะล่อนยกมือทำท่าบีบนวดประกอบคำพูด
"เจ้าคนไร้ยางอาย!" จ้าวฉินซวงเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันแต่ก็อดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม
เมื่อเดินทางมาถึงปากเหวลึกชั้นในสุด พายุหิมะพลันหยุดหมุนวนกะทันหัน บรรยากาศเงียบสงัดลงจนน่าขนลุก เบื้องหน้าคือยอดผาสูงชันแหลมคมดั่งลิ่มน้ำแข็งยักษ์พุ่งเสียบก้อนเมฆ ซึ่งบนยอดสุดนั้นมีพลังงานเย็นยะเยือกสีน้ำเงินประกายทองม้วนตัวเป็นวงล้อปราณหมุนวน
*แกว๊ก...!!!*
เสียงกู่ร้องกรีดแหลมสะท้านสะเทือนดั่งกระจกแตกร้าวรุนแรงดังมาจากฟากฟ้า! คลื่นเสียงอัดแน่นด้วยลมปราณอันทรงพลังจนพายุหิมะเบื้องล่างระเบิดกระจาย ร่างเงายักษ์สีขาวประกายน้ำเงินยาวกว่าสิบเมตรสยายปีกกว้างบดบังแสงอาทิตย์จนพื้นที่โดยรอบมืดครึ้มลงทันควัน
มันคือ "อินทรีย์เหมันต์สวรรค์เก้าฟ้า" อสุรราชันเวหาระดับ ปราณยุทธ์ (Martial Grandmaster) ที่แผ่กลิ่นอายกดข่มดุร้ายเหนือมนุษย์จ้องมองลงมายังพวกเขาทั้งสี่ด้วยสายตากระหายเลือด!
"มันมาแล้ว..." หลินเสวี่ยเหยากระชับดาบแน่น ลมปราณเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์เริ่มปะทุขึ้นรอบตัวเพื่อต้านแรงกดดันสั่นสะเท้าน
- จบบทที่ 53 -