ทหารจำนวนมากถูกเรียกตัวกลับเวียงเงินยางโดยด่วนหลังเกิดเื่บุกเข้าคุ้มเ้านาย โจรสองคนถูกจับได้และมีการไต่สวนทันทีแต่ไม่มีใครรู้เื่ราวหลังจากนั้น ในหมู่ทหารและชาวเมืองมีการซุบซิบไปต่างๆ นานา คนร้ายถูกโยงไปหาหลายฝ่าย บ้างว่าเป็ชาวลาวอีกฝั่งโขง บ้างว่าเป็พุกาม บ้างว่าเป็หริภุญชัย มีชาวบ้านจำนวนมากบอกว่าเป็การส่งคนมาล้างแค้นของพวกโจรกลุ่มที่ถูกสลายไปเมื่อวาน
เื่ซุบซิบทุกอย่างล้วนถึงหูแสงคำที่รอคอยฟังข่าวต่างๆ อยู่ บัดนี้เขาเหมือนเสือที่รอตะครุบเหยื่อตัวใหญ่ นั่งรอคอยอยู่ในตรอกหลังตลาด แหล่งกบดานของนักพนันหนีหนี้ ขี้เมาจรจัดและอาชญากรที่หากินกับการเก็บค่าคุ้มครอง ที่นี่มีข่าวมาถึงไวกกว่าที่อื่นเพราะพวกนี้มีนกส่งข่าวเต็มไปหมดทั้งยังไม่มีใครยุ่งกับใคร อย่างไรก็ตาม การบุกรุกเข้าคุ้มหลวงถือเป็สิ่งที่ไม่มีใครคิดทำ การรับคนพวกนี้เข้ามาป้วนเปี้ยนในตรอกย่อมจะเป็การนำภัยมาแก่ตัว แสงคำเฝ้าดูและใคร่ครวญแผนการของโจรหลบหนี พวกมันฉลาดพอที่จะไม่มาในตรอกแต่ก็ไม่รู้ว่ากบดานที่ไหนในเมืองที่ทหารล้อมทุกหัวมุมเมืองเต็มอัตราศึกและกระจายกันเดินค้นหาทั่วทุกซอกมุม
แสงคำเฝ้ามองบรรดาทหารยศสูงทั้งหลายที่กระจายกันอยู่ตามป้อมค่ายนอกตัวนครเวียงเงินยางทยอยนำพลเข้ามารายงานตัวในเมือง น่าจะมีการหารือเครียดเคร่งเกี่ยวกับเื่นี้เพราะหลังจากนั้นกว่าครึ่งค่อนวัน คนเ่าั้ถึงออกมาจากคุ้มหลวง แยกย้ายกันกลับไปประจำที่เดิม หากไม่ผิดพลาด ภายนอกคงมีการเริ่มค้นหาด้วยเช่นกัน และจนกว่าจะได้ตัวโจรอีกสองคน นักโทษทั้งสองจะต้องอยู่ในนั้น อยู่ในความคุ้มกันของทหาร
เขาจะเข้าไปอย่างไร ในเมื่อการคุ้มกันแ่า แม้แต่นกหนูก็เข้าไปโดยไม่มีใครเห็นไม่ได้
ตะวันบ่ายแผดแสงจ้า เมฆก้อนเล็กค่อยลอยหาย อีกไม่กี่วันหากแดดยังร้อนเช่นนี้คงไม่แคล้วมีฝนตกหนัก แสงคำเช็ดเหงื่อตามซอกคอ รู้สึกเหนียวตัวอยากะโน้ำเล่นเต็มแก่ ยิ่งอยู่ในตรอกหลังตลาดยิ่งเหม็นเพราะมีแต่คนหลบซ่อนตัว ขลุกกันอยู่ท่ามกลางของเสียหมักหมม คนเหล่านี้ล้วนเป็พวกที่เขามักจะจับส่งทางการ พออยู่ท่ามกลางคนพวกนี้มันชวนรู้สึกไม่สบายอย่างบอกไม่ถูก พอออกมาจากตรอกเลยมุ่งหน้าเข้าหาตลาดที่พอมีผู้คนให้ปะปนสืบหาข่าวอยู่บ้าง ระหว่างเดินเงี่ยหูฟังเื่ซุบซิบของชาวเมืองอยู่นั้น สายตาของแสงคำเหลือบไปพบกับทหารสองนายกำลังเดินมาทางเขา แสงคำเดินฝ่าฝูงชนไปยังทหารทั้งสอง ด้วยความเป็คนแปลกหน้า ทหารสองคนนั้นจะต้องตามเขามาแน่ แสงคำเดินผ่ากลางทหารทั้งคู่ ไหล่ชนไหล่แรงจนใครโดนก็ต้องโมโห
“เฮ้ย! สู หยุดนะ”
ทหารทั้งสองตามเขามาตามคาด แต่ก็ทำอะไรไม่ถนัดเพราะคนในตลาดหันมองกันทั่ว แสงคำเดินเลี้ยวเข้าซอยน้อยข้างเรือนใหญ่หลังหนึ่ง ทหารทั้งสองเดินตามมาติดๆ
“สูต้องไปกับเรา”
แสงคำหยุดใต้ต้นไม้ใหญ่ ไม่ทันมองว่าเป็ต้นอะไรแต่มีร่มเงาหนาพอจะทำให้เห็นหน้าไม่ชัดได้จากระยะไกล แสงคำยืนนิ่งรออยู่ใต้ร่มไม้ มองทหารทั้งคู่เดินตรงเข้ามา
“ไปกับเรา”ทหารคนหนึ่งก้าวเข้ามาจับไหล่ของแสงคำ แรงมือบอกถึงกำลังบังคับ
ด้วยความเร็วราวพายุ มือของแสงคำตะปบข้อมือทหารผู้นั้นแล้วดึงเข้าหาตัวพร้อมกับศอกตาม มืออีกข้างที่ว่างผลักร่างนั้นลงไปคลุกฝุ่น ทหารอีกคนถือดาบเข้ามา แสงคำหวดทหารคนที่สองด้วยฝักดาบ ฝักไม้เนื้อแข็งกระแทกสันจมูกทหารแตกเืเปรอะ แสงคำดึงคนที่กุมจมูกพยายามห้ามเืโยนใส่ต้นไม้ ทำให้ทหารคนที่สองสิ้นฤทธิ์ตามไปด้วย
“ขอโทษสูแท้”แสงคำเอ่ยก่อนจะแบกทหารคนแรกลัดผ่านแปลงผักสวนครัวไปยังฉางข้าวที่เห็นอยู่ใกล้ ๆ เขาซ่อนทหารคนแรกไว้แล้วกลับมาอุ้มทหารคนที่สอง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วจนไม่มีชาวเมืองคนใดทันได้เห็น
ย่านตลาดเริ่มมีคนน้อยลง ชายหนุ่มแปลกหน้าของเมืองตอนนี้สวมชุดทหารที่เขาจับมัดมือเท้า มัดปากเอาไว้ในฉางข้าว ไม่ช้าจะมีคนมาพบ ถึงตอนนั้นแสงคำคงหนีออกเมืองไปไกลแล้ว
“สูมาจากไหน ทำไมมาเอาป่านนี้ เขาเรียกรวมพลั้แ่หัวรุ่งแล้วไอ้หนุ่ม”ทหารยามหน้าประตูคุ้มหลวงถามน้ำเสียงตำหนิ มองห่อของที่แสงคำสะพายไหล่ข้างหนึ่งและดาบที่ห้อยอยู่ใต้รักแร้อีกข้างหนึ่ง
“ข้ามาจากเชียงตุง ไปสืบข่าวให้พญาหลายเดือนแล้ว พอมาถึงนอกเมืองก็ได้ยินข่าว ก็รีบมานี่ล่ะ”
“แล้วข่าวอะไรที่ได้มาจากเชียงตุง”ทหารทุกคนย่อมอยากรู้ข่าวจากสายสืบทั้งสิ้นเพราะหวังสร้างผลงาน แสงคำจึงส่ายหน้าปฏิเสธ
“บอกไม่ได้ ข่าวถึงเ้านายคนเดียวเท่านั้น”
“ข่าวสำคัญมากรึ”
“สำคัญมาก นี่ก็ได้ข่าวมาหลายอยู่ ต้องไปรายงานตัวกับนายสิบก่อน ไม่รายงานตัวคงไปหาไม่ได้ ขอตัวล่ะ”
แสงคำยิ้มแล้วเดินผ่านซุ้มประตูไปทันทีที่ยามอีกสองคนหลีกทางให้ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาใส่ชุดทหารของราชวงศ์ ไม่พอลอบเข้าคุ้มได้โดยไม่ต้องแอบเข้าตอนกลางคืน ในใจอดหวั่นจะถูกจับได้อยู่
ทหารมากมายประจำอยู่ทั่วคุ้ม ทุกหอรบมีทหารมากกว่าปกติ ทั้งภายในเขตกำแพงคุ้มหลวงและภายนอกกำแพง ยิ่งรอบคุ้มหลวงตอนนี้มีเพิงชั่วคราวสำหรับเหล่าทหารที่จะผลัดเปลี่ยนกันมาเฝ้าและคงเฝ้าจนกว่าจะจับตัวการได้ แสงคำมองทหารเ่าั้ไม่บ่อยนักด้วยกลัวจะถูกคนถามอีก เขากวาดตาสำรวจไปทั่วอย่างรวดเร็ว พยายามเงี่ยหูฟังทุกอย่าง ถ้าหากเขาเดาไม่ผิด ในคุ้มจะต้องมีคุกใต้ดินและคอกขังคนร้ายพวกนั้นจะต้องอยู่ใกล้ป้อมใดสักป้อมหนึ่งในเขตคุ้มนี้ ใครสักคนต้องรู้ เขาเพียงแค่ต้องหาวิธีที่จะทำให้คนพวกนั้นบอกเขา
ตอนที่แสงคำกำลังด้อมๆ มองๆ อยู่ใกล้กับหออะไรสักอย่างและกำลังจะตัดสินใจเดินออกมาจากคุ้มเผื่อสืบหาทางแถวข้างนอกอยู่นั้น ดาบของแสงคำก็ออกจากฝักเมื่อััได้ถึงจิตแรงกล้าทางด้านหลัง ดาบหยุดนิ่ง ผมยาวเส้นหนึ่งขาดเมื่อััคมดาบ ลื่นไหลผ่านเนื้อเหล็กลงสู่พื้น จากผมเส้นนั้นคือลำคอยาวโค้งได้รูปงามที่กำลังสั่นน้อยๆ ตามจังหวะหายใจ แสงคำไล่สายตาผ่านไหล่บางไม่มีผ้าผวยคลุมไปยังคางแหลมก่อนหยุดตรงดวงหน้าที่มีจมูกงามได้รูปและริมฝีปากบางสวย เขาหยุดมองดวงหน้านั้นนานแต่ก็จำไม่ได้ว่าเคยพบที่ใดมาก่อนหรือไม่
“สูเป็ใครสาวน้อย”แสงคำดึงดาบออกห่างจากคอหญิงสาว เก็บเข้าฝักรวดเร็ว
“ข้าชื่อบัวจันทร์ เป็นางข้าหลวงในคุ้ม”
“แล้วสูลักมาอยู่หลังข้า ้าสิ่งใด”
คำถามและสีหน้าของแสงคำคงทำให้หญิงสาวกลัว นางถอยห่างจากเขาไปหลายก้าว แม้จิตของนางจะแข็งกล้าแต่เห็นได้ชัดว่านางไม่มีวิชา ถ้ามีก็ต้องเป็คนตบตาเก่งนัก
“ข้าจำท่าทางของสูได้ ท่าเดิน ความสูงของสูข้าก็จำได้ สูคือคนที่ช่วยพวกเราเมื่อคืน”
คำพูดของสาวบัวจันทร์ทำให้แสงคำประหลาดใจ เขาอยู่ในชุดคลุมหน้าและอยู่ในคุ้มไม่นานนัก ไม่คิดว่าจะมีใครจำเขาได้
“สูรู้ได้อย่างไร สูก็เห็นอยู่ว่าข้าเป็ทหาร เพิ่งมาที่นี่”
“ตัวของสูสูง ผอม เดินไวเงียบกริบ เมื่อคืนสูใส่ชุดเสื้อกางเกงแบบคนลื้อ ข้าทำงานห้องเสื้อในคุ้มหลวง มีหน้าที่จัดเสื้อผ้า เห็นชุดมามากนัก เห็นเพียงแวบเดียวข้าก็รู้ได้ ข้าเห็นสูั้แ่ผ่านทหารเข้ามาทางประตูแล้ว”
แสงคำไม่อยากเชื่อที่ตัวเองได้ยิน แต่ที่นางพูดมานั้นคือเขาเองที่ใส่ชุดคนลื้อแล้วลอบเข้ามาในคุ้มหลวง ความจำของนางแม่นยำราวกับไม่ใช่นางข้าหลวงแต่เป็สายลับเสียมากกว่า
“ข้ารู้ว่าสูมาทำไม เราไม่มีเวลามากแล้ว ตามข้ามา”