เสียงย่ำเท้าหนักหน่วงของรองเท้าบูตโลหะนับร้อยคู่ ดังก้องสะท้อนไปทั่วโถงศิลาขนาดั์แห่งภาควิชาการต่อสู้ กลิ่นเหงื่อไคลคละคลุ้งผสมกับกลิ่นไอความร้อนจากก๊าซเวทมนตร์ แรงกดดันจากออร่าปราณพสุธาสีทองแดงเข้มข้นแผ่ซ่านลงมาจากแท่นบรรยายกลางห้อง จนมวลอากาศโดยรอบหนักอึ้งดุจจมอยู่ใต้บาดาลลึก
เบื้องหน้าเหล่านักศึกษาใหม่ ‘อาจารย์คาลอส’ ปรมาจารย์ด้านลมปราณสายต้านทานและการขัดเกลาสรีระยืนตระหง่าน ท่อนบนเปลือยเปล่าเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งดุจเหล็กหล่อสีทองแดง และรอยแผลเป็จากการไหม้แปรธาตุอันน่าเกรงขาม ชายั์กอดอก แววตาดุจพญาเหยี่ยวจ้องมองเหล่าผู้มาเยือนด้วยความเข้มงวด
“พวกเ้าหลายคนในที่นี้ มักหลงใหลในความคมของดาบแปรธาตุ อานุภาพของปืนกลไอน้ำ หรือความอัศจรรย์ของเวทมนตร์อักขระ…” เสียงคำรามทุ้มต่ำดุจหินผาบดขยี้กันของคาลอสดังก้องไปถึงกระดูกดำ “แต่นั่นคือความคิดของพวกโง่เขลา! เพราะในกฎแห่งการต่อสู้ สิ่งเ่าั้เป็ได้เพียงเศษเหล็กไร้ค่า หาก ‘ภาชนะ’ ซึ่งก็คือร่างกายของพวกเ้า… แตกสลายไปเสียก่อน!”
คาลอสชูกำปั้นหนาใหญ่ขึ้น พลางหมุนบิดข้อต่อกระดูกดังกวนประสาท แกร๊ก! แกร๊ก! ก่อนจะเคาะลงบนแผงโฮโลแกรม ฉายภาพจำลองโครงสร้างสรีระมนุษย์และกระแสลมปราณขึ้นกลางโถง
“ร่างกายของสิ่งมีชีวิตเปรียบเสมือนเตาหลอมและภาชนะกักเก็บพลังงาน หากเ้ามีพลังปราณมหาศาลดุจมหาสมุทร แต่มีภาชนะที่บางกรอบดุจแก้วเปราะ ทันทีที่เ้าเร่งดันลมปราณถึงขีดสุด ภาชนะนั้นจะะเิออกและฉีกกระชากเนื้อหนังของเ้าจนแหลกเหลวคามือ!”
คาลอสยกนิ้วขึ้นสามนิ้ว บรรยายลำดับขั้นแห่งสรีระด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ:
ระดับ 1: กายาปุถุชน (Mortal Vessel) — สรีระมนุษย์ทั่วไปที่ผ่านการเคี่ยวกรำพื้นฐาน กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และกระดูกมีความหนาแน่นกว่าคนปกติสามถึงห้าเท่า ทนทานต่อคมดาบ อาวุธเบา และแรงดันไอน้ำเบื้องต้น
ระดับ 2: กายาวีรชน (Heroic Vessel) — สรีระที่ก้าวพ้นขีดจำกัดมนุษย์ เซลล์และกระดูกหลอมรวมเข้า กับ แร่ธาตุชีวะ (ศิลาโลหิตหรือศิลานิลกาฬ) ดุจโลหะแปรธาตุ ิัทนความร้อนสูงนับหมื่นองศา และคมดาบเลเซอร์สเปกตรัมได้ ทั้งยังมีระบบฟื้นฟูาแรวดเร็ว… ระดับเดียวกับเหล่าหัวกะทิสิบยอดมงกุฎ!
ระดับ 3: กายาราชัน (Sovereign Vessel) — สรีระระดับจอมทัพและราชันปฐมกาล ไร้จุดอ่อนทางชีวภาพ ทนทานต่อแรงบิดมิติสูญญากาศและมหาศาสตรา พละกำลังระดับทลายขุนเขา สามารถแปลงกายเป็ัาสมบูรณ์!
(ส่วนตำนาน 'กายาเทวะ' ภาชนะศักดิ์สิทธิ์หนึ่งเดียวของเทพบิดรที่รองรับพลังงานจักรวาลได้ไร้ขีดจำกัดนั้น… เป็เพียงเื่เล่าปรัมปราที่ไม่มีใครในยุคนี้บรรลุได้)
คาลอสกวาดสายตามองนักศึกษาที่กำลังฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะเน้นย้ำสัจธรรมสำคัญ:
“และจงจำไว้ ภาชนะไม่ใช่สิ่งคงกระพัน มันมีการเสื่อมถอยตามกาลเวลา! ความชราภาพจะทำให้ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็นและมวลกระดูกผุกร่อน ยิ่งพวกเ้าฝืนใช้พลังปราณหรือใช้อุปกรณ์ที่เกินขีดจำกัด าแสะสมและการเผาไหม้ภายใน (Overheat) จะกัดกร่อนเซลล์ร่างกายให้เสื่อมเร็วกว่าปกติสิบเท่า หากไม่ขัดเกลาและบำรุงด้วยโอสถ เมื่อแก่ตัวลง ภาชนะของพวกเ้าจะปริแตกและนำพาไปสู่ความตาย!”
สายตาคมกริบของคาลอสสแกนผ่านฝูงชน ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสูงโปร่งของอาลอน “เ้าเด็กป้อมสนิมแดง… ก้าวลงมาในสนาม!”
อาลอนซึ่งสวมชุดช่างปะผุ โดยมีผ้าพันแผลทับซ้อนปิดาแฉกรรจ์ไว้ใต้เสื้อ ก้าวเดินลงสู่ลานศิลาอย่างสงบนิ่ง ั์ตาสองสีเรียบเฉยไร้ความประหม่า
“เตรียมตัวให้ดี…”
สิ้นเสียงคำราม คาลอสไม่เปิดโอกาสให้ตั้งตัว! ชายร่างั์โถมตัวเข้าใส่ดุจพยัคฆ์ ปล่อยหมัดฮุคขวาแฝงปราณพสุธาสีทองแดงกระแทกเข้าใส่สีข้างของอาลอนอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าฟาด!
หวีดดดด—!
หมัดั์ปะทะมวลอากาศจนเกิดคลื่นอัดกระแทก อาลอนไม่ได้ยื่นแขนกลรับตรงๆ (เพราะเคยเรียนรู้จากาแการปะทะคลื่นเสียงกับครอสมาแล้ว) เด็กหนุ่มบิดองศาไหล่ซ้ายและเอวหลบถอยหลังครึ่งก้าว พลางยื่นฝ่ามือซ้ายเข้าทาบข้อมือใหญ่ของคาลอสอย่างนุ่มนวล
ั์ตาซีกซ้ายกะพริบแสงสีฟ้าครามประมวลผลหมวนวน อาลอนหมุนวนกระแสปราณสเปกตรัมเป็วงกลมจิ๋ว เบี่ยงเบนเวกเตอร์แรงปะทะมหาศาลของคาลอสให้เบนลงสู่ส้นเท้า แล้วถ่ายโอนแรงอัดมหาศาลลงสู่ผืนหินบะซอลต์ใต้เท้าตรงๆ!
ตูมมมมมมมม!
แผ่นหินบะซอลต์ใต้เท้าอาลอนแตกพ่ายเป็รอยแฉกยาวสิบเมตร! แรงกระแทกของคาลอสถูกหักล้างลงสู่พื้นดินจนหมดสิ้น โดยที่ร่างของอาลอนไม่ไหวติงแม้แต่น้อย
คาลอสชะงักหมัดค้าง ั์ตาสีทองแดงเบิ่งกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่รอยยิ้มแสยะป่าเถื่อนจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าั์ ชายชราััได้ถึงการปรับองศากระดูกและคลื่นหล่อเย็นปราณอันลึกล้ำในตัวเด็กหนุ่ม
คาลอสโน้มตัวลงมาประชิดหูอาลอน กระซิบเสียงต่ำแ่เบาแต่ชัดเจน:
“ปรับองศาเวกเตอร์ได้ดี… แต่แผลข้างในเ้าย้อนศรอยู่ใช่ไหม? ภาชนะของเ้ากำลังสะสมความร้อนส่วนเกิน… จำไว้นะเ้าหนู หากเจอคลื่นสั่นะเืปราณที่เจาะเข้าถึงชีพจร เ้าต้องใช้อากาศรอบตัวเป็ตัวหล่อเย็น ไม่งั้นภาชนะข้างในเ้าจะไหม้ก่อนบรรลุกายาวีรชน!”
อาลอนชะงักไปครู่หนึ่ง ั์ตาสีรัตติกาลสบสายตากับคาลอสด้วยความเคารพ รู้ทันทีว่าอาจารย์อ่านร่องรอยาแที่ครอสฝากไว้ได้อย่างทะลุทะลวง!
กริ๊งงงงงงงงงงงงงง!
เสียงระฆังกลไกวิทยาลัยดังสนั่นกึกก้อง สยบการทดสอบภาคปฏิบัติลง ทันใดนั้น แผงโฮโลแกรมสแกนเนอร์ขนาดั์ทั่ววิทยาลัยพลันสว่างวาบขึ้นด้วยแสงสีทอง พร้อมประกาศสิทธิ์ทางการ:
[ประกาศสภาวิชาการวิทยาลัยคาลิฟา]
[อนุมัติเปิดเขตทดสอบพิเศษ: สุสานโกเลมโบราณ (Ancient Golem Graveyard - โซนตะวันตก)]
[เปิดสิทธิ์ให้นักศึกษาชั้นปีที่ 1 เข้าไปจัดเก็บแต้มประเมินพิเศษและอะไหล่โบราณ ก่อนศึกประลองกลางภาค]
เสียงเฮฮาและตื่นเต้นดังกระหึ่มขึ้นทั่ววิทยาลัย นักศึกษาต่างพากันจัดเตรียมยุทธโธปกรณ์มุ่งหน้าสู่โซนตะวันตก
ณ ระเบียงหินยกระดับชั้นสอง… ร่างสูง ของ ‘ครอส’ (#10 แห่ง 10 ยอดมงกุฎ) ยืนกอดอกพิงเสาหิน สายตาเหี้ยมเกรียมดุจสัตว์ร้ายจ้องมองลงมาที่กลุ่มของอาลอน พวกลูกสมุนหน่วยกรงเล็บเหล็กข้างกายต่างแสยะยิ้มชูคออย่างย่ามใจ
อาลอนหยุดยืนอยู่กึ่งกลางโถงศิลา เขานิ่งเงียบ สายตาจ้องประสานกับครอสบนระเบียงอย่างไม่ถอยร่น ดวงตาสองสีฉายแววเยือกเย็นดุจผลึกน้ำแข็ง
อาลอนกระชับหมัดขวา [Blood-Spectrum Core] ฟันเฟืองรมดำใต้ิัส่งเสียงดังกริ๊ก… เขากล่าวกับชาลัค คาเอล และโบเฟอร์ ด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำแต่หนักแน่น:
“พวกมันคิดว่าเราเป็เหยื่อ… แต่ในสุสานโกเลม คราวนี้พวกเราจะไปล่าแกนพลังงานั์ ขัดเกลาภาชนะของพวกเรา แล้วบดขยี้กฎบัดซบพวกนี้ให้หมด!”