บทที่ 8
โจรสลัดค่าหัวหนึ่งล้านตำลึง!
“ไม่เข้าใจส่วนไหน กลับมาถามข้าได้” ท่านลุงจางนำปิ่นปักผมไม้ในกล่องของถังหลี่มี่ออกมาวางในตู้กระจก
“ขอบคุณท่านลุงจางที่เมตตาข้าเ้าค่ะ ข้าขอตัวไปขายของที่ตลาดก่อนนะเ้าคะ”
“ร่ำรวย ร่ำรวย ขยันั้แ่อายุยังน้อยแบบนี้แหละดีนัก” ท่านลุงจางบอกลาด้วยคำมงคล
ถังหลี่มี่บอกลาเสร็จก็เดินออกมาเข็นรถมุ่งหน้าไปยังตลาดท่าเรือ ตอนนี้ใกล้เวลาเริ่มงาน ถนนแน่นขนัดไปด้วยผู้คน นางเข็นรถฝ่าฝูงชนไปด้วยความยากลำบาก กว่าจะถึงตลาดท่าเรือเวลาก็ล่วงเลยมาใน่สาย
“หลี่มี่! เหตุใดเ้าจึงมาช้าเช่นนี้ เ้าบอกว่าเอาปิ่นปักผมไม้ไปส่งให้เหล่าจางแค่นั้นไม่ใช่หรือ?” มั่นมั่นเอ่ยถาม ทั้งที่มือของนางยังยุ่งอยู่กับการตักโจ๊กให้ลูกค้า
“ข้าได้การค้าใหญ่มาน่ะ ต่อไปอาจจะปล่อยเช่าที่ร้านนี้ต่อ ข้าต้องใช้เวลาทำงานแกะสลัก” มั่นมั่นขายเกือบหมด ถังหลี่มี่เพิ่งเริ่มตั้งร้าน
“การค้าใหญ่? แกะสลักประตูไม้หรือ? เ้าจะหยุดกี่วันเล่า เพียงแค่วันนี้เ้ามาช้า รู้หรือไม่ว่าข้าปกป้องแผงร้านเ้าจากพ่อค้ากี่คน! หยุดขายนาน มีหวังแผงเช่าตรงนี้ถูกผู้อื่นแย่งไปแน่” มั่นมั่นกล่าวยิ่งโมโห หากมาช้าพวกฉวยโอกาสจะยึดครองแผงเช่าที่ทันที ขับไล่ยาก หน้าหนายิ่งกว่าอะไร
“ข้าต้องหยุดขายสองเดือน” ถังหลี่มี่เข้าใจสิ่งที่สหายเตือน แต่งานแกะสลักด้ามปืนทำให้นางมีรายได้ก้อนโต นางไม่อาจปล่อยมันหลุดมือไปได้
“สองเดือน! หลี่มี่ไม่ได้นะ อย่างไรเ้าก็ต้องมาขายของด้วย แกะสลักตอนบ่ายเช่นที่ทำอยู่ตอนนี้ก็ได้นี่” มั่นมั่นตาโตเท่าไข่ห่าน เมื่อได้ยินระยะเวลาที่สหาย้าหยุดขายของ
“ข้ามีเวลาไม่พอ มีนักล่าโจรสลัด้าแกะสลักด้ามปืนจำนวนหนึ่งร้อยกระบอกภายในสองเดือน เขาให้ราคาห้าร้อยอีแปะต่อหนึ่งด้ามปืน รายได้นี้มากกว่าขายของในวันที่เรือใหญ่มาเทียบท่าห้าลำเสียอีก ข้าต้องเร่งงานให้เสร็จทันเวลา”
“ห้าร้อยอีแปะ! ให้ราคาดีขนาดนั้นเชียว เ้าได้ทำสัญญาหรือไม่? พ่อข้าเคยกล่าวว่า นักล่าโจรสลัดมิต่างจากโจร คำพูดล้วนเชื่อถือมิได้ ข้าว่าราคาที่เ้าพูดมันดูเกินจริงไปสักหน่อย” มั่นมั่นเป็คนตรงไปตรงมา บิดาของนางทำงานที่ท่าเรือ รู้หนังสือหลายตัว ทำให้นางมีความรู้กว่าเด็กสาวคนอื่นในหมู่บ้าน ทั้งยังทันเล่ห์กลของคนใจโฉด
“ทำสัญญา!? ข้าไม่รู้จักสิ่งนี้ ท่านลุงจางเป็คนแนะนำคนผู้นี้ให้ข้ารู้จัก” ถังหลี่มี่ใจหายวาบเมื่อได้ยินคำว่าหนังสือสัญญา หากขาดเ้าสิ่งนั้นไป หมายถึงการค้าครั้งใหญ่นี้ไม่มีหลักประกัน “มั่นมั่น ข้าช่างโง่เขลาเบาปัญญา แม้แต่เื่สัญญาก็คิดไม่ถึง ต่อให้นึกได้ข้าก็ทำมันไม่เป็ เพราะข้าไม่รู้หนังสือ”
ถังหลี่มี่เจ็บใจเหลือเกิน นางรู้อักษรเพียงไม่กี่ตัว ตอนที่ท่านแม่ถูกโจรสลัดจับตัวไป นางเพิ่งเริ่มเข้าเรียน หลังจากท่านพ่อเขียนหนังสือหย่า นางต้องออกจากสำนักศึกษามาเลี้ยงน้องสาวสองคน ชีวิตกลับตาลปัตรครั้งแล้วครั้งเล่า
ตระกูลถังเป็ตระกูลชาวประมง ทั้งตระกูลไม่มีผู้ใดทำการค้า เรือของตระกูลที่ท่านปู่สร้างออกหาปลามาส่งขายให้กับตัวแทนหมู่บ้าน จากนั้นตัวแทนหมู่บ้านจะนำปลาเ่าั้มาขายต่ออีกทอดหนึ่ง เพื่อกำหนดราคาปลาแต่ละชนิดให้ชัดเจน
“อย่าร้อนใจไป เหล่าจางแนะนำ แสดงว่าเชื่อถือได้ ครั้งนี้เป็บทเรียน คราวหน้าเ้าต้องให้เหล่าจางทำหนังสือสัญญาให้นะ” มั่นมั่นปลอบใจ นางสนับสนุนสหายเื่การค้ามาโดยตลอด พวกนางมีเป้าหมายเดียวกันคือดูแลคนในครอบครัวให้ชีวิตดีขึ้น
“อืม มีหนังสือสัญญา ข้าก็อ่านไม่ออก”
“ค่อยเป็ค่อยไป หลังจากทำสัญญาเ้าลองเอาไปให้หัวหน้าหมู่บ้านอ่านดู หัวหน้าหมู่บ้านมีหน้ามีตา หาใช่คนที่จะยอมให้ลูกบ้านถูกเอาเปรียบง่าย ๆ” มั่นมั่นช่วยสหายคิดหาทางออก คนมีความรู้ตื้นเขินเช่นพวกนาง หวังจะทำการใหญ่มักถูกเอาเปรียบเพราะความไม่รู้อยู่ร่ำไป
“จริงอย่างเ้าว่า มั่นมั่น ข้าขอบใจเ้าจริง ๆ หากไม่มีเ้าข้าต้องถูกเอาเปรียบแน่ ข้ามันไม่เอาไหน” ถังหลี่มี่มองเพื่อนแล้วน้อยใจในตัวเอง มั่นมั่นไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนกัน แต่กลับเก่งกาจทันผู้คน ผิดกับนางที่สมองทึบ ก้าวช้ากว่าผู้อื่นก้าวหนึ่งเสมอ
“เ้าไม่เอาไหน แต่กลับได้การค้าใหญ่มาไว้ในมือ วิชาแกะสลักไม้ก็ล้ำเลิศ ยังคิดเอาตนเองมาเปรียบกับคนขายโจ๊กเช่นข้า ความรู้ความสามารถของคนเรา ใช่จะวัดกันได้ ที่ข้ารู้เป็เพราะท่านพ่อทำงานท่าเรือ พบปะผู้คนมากหน้าหลายตา มักจะนำเื่ราวแปลกใหม่มาเล่าให้ข้ากับท่านแม่ฟัง ส่วนเ้าอยู่แต่กับน้องสาว วัน ๆ หาทางรอดจากมารดาเลี้ยงได้ก็เก่งมากแล้ว เ้าอย่าได้น้อยใจไปเลย”
มั่นมั่นโชคดีที่เกิดในครอบครัวอบอุ่น สมองของนางสามารถรับรู้สิ่งใหม่ได้ตลอดเวลา ผิดกับถังหลี่มี่ที่ต้องวนสู้รบกับมารดาเลี้ยงทุกเมื่อเชื่อวัน โลกของถังหลี่มี่จึงเล็กกว่าสหายยิ่งนัก
“เ้าช่างดีนัก จริงด้วย! ตลาดท่าเรือมีร้านค้าว่างปล่อยขายบ้างหรือไม่? พ่อเ้าเคยพูดให้ฟังบ้างไหม?”
“ร้านค้าหรือ?” มั่นมั่นพยายามนึก เหมือนนางเคยได้ยินบิดาและมารดาคุยกัน “ถ้าจำไม่ผิด ท่านพ่อเคยคุยกับท่านแม่ มีร้านค้าว่างปล่อยขายสามร้าน แต่ตอนนี้เหมือนจะเหลือว่างเพียงร้านเดียว เห็นว่าราคาแพงถึงแปดร้อยตำลึง ต่ำกว่านี้ไม่ขายเด็ดขาด”
“เหลือร้านเดียว!” ถังหลี่มี่ใจเต้นแรง หากพลาดครั้งนี้ ไม่รู้อีกกี่ปีจึงจะมีเ้าของร้านปล่อยขาย
“ใช่ ราคาแพงลิบเชียว เ้าจะซื้อไหวหรือ แล้วซื้อมาจะขายอะไร?” มั่นมั้นเอ่ยถาม มีร้านใหญ่ขนาดนั้น คงไม่ขายแค่น้ำเต้าหู้และแผ่นแป้ง
“ข้าอยากตกลงขอผ่อนกับเ้าของร้านคนเดิม หากได้ร้านนี้มา ข้าตั้งใจจะขายเนื้อสัตว์และอาหารแห้ง ่นี้การค้าทางทะเลคึกคักเหลือเกิน ความ้าเสบียงของเรือที่แวะพักก็มากตามไปด้วย” ถังหลี่มี่บอกสิ่งที่ตนเองตั้งใจจะทำ
“ขายเนื้อหรือ!? วิเศษไปเลย! ข้าไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีสหายขายเนื้อ” เนื้อเป็ของดีราคาแพง เด็กชานเขาเช่นพวกนาง ได้ทานเดือนละครั้งถือว่าใช้ชีวิตได้สิ้นเปลืองมากแล้ว
“มันเป็เพียงความฝันของข้า จะเป็จริงได้เมื่อไรข้าก็ยังไม่รู้เช่นกัน” ถังหลี่มี่ไม่อยากให้ความหวังสหายจนเกินไป ตอนนี้นางขาดเงินทุนอย่างหนัก ทั้งเงินซื้อร้านและเงินทุนซื้อเนื้อ
“ข้าเชื่อว่าเ้าทำได้ จริงซิ! ข้าลืมเล่าเื่นี้ให้เ้าฟัง” มั่นมั่นเขกหัวตนเองหนึ่งทีเป็ยาแก้หลงลืม
“มีเื่อะไรหรือ?” ถังหลี่มี่ตั้งร้านเสร็จพอดี นางนั่งฟังเพื่อนพูดอย่างตั้งใจ
“เื่นี้ใหญ่มาก แถมอันตรายร้ายแรง ่นี้มีเรือเล็กเรือใหญ่มาจอดเทียบท่าเพิ่มขึ้นทุกวัน เ้าเดาซิเพราะเหตุใด!” มั่นมั่นยิ้มอย่างเหนือกว่าที่รู้เื่สำคัญนี้
“เพราะเกาะของเรา เหมาะเป็ที่แวะพักเรือ”
“ถูกเพียงครึ่งเดียว! เรือหลายลำมาเพื่อล่าหัวโจรสลัดคนหนึ่ง! เป็คนที่มีชื่อเสียงมาก! ค่าหัวมากกว่าหนึ่งล้านตำลึง!” น้ำเสียงตอนพูดคำว่าหนึ่งล้านตำลึงสั่นเล็กน้อย
“หนึ่งล้านตำลึง! แค่หัวของคนคนเดียว เหตุใดจึงมีค่าถึงหลักล้านตำลึง เกาะของพวกเรายังไม่รู้จะมีค่าถึงหนึ่งล้านตำลึงหรือเปล่า” คนค่าหัวหนึ่งล้านตำลึง เขาจะสามารถหลับตานอนได้หรือ? มีแต่คนจ้องเอาชีวิต ยิ่งคิดถังหลี่มี่ก็เหนื่อยแทนแล้ว ถ้านางวางยาสลบเขา แล้วจับตัวไปให้ทหารเรือ! นางจะร่ำรวยสักแค่ไหนกัน!
“เ้าไม่รู้อะไร ฝีมือของเขาเก่งกาจ สามารถรอดชีวิตจากเหล่านักล่าค่าหัวจนมีค่าหัวหนึ่งล้านตำลึงได้ เ้าว่าในแคว้นนี้จะมีสักกี่คน”
“แสดงว่าฝีมือต้องไม่ธรรมดา แล้วโจรสลัดผู้นั้นใช้ชีวิตเช่นไรกัน ไปที่แห่งใดล้วนมีคนตามไปล่าหัว จริงซิ! นี่แสดงว่าโจรสลัดผู้นั้นอยู่บนเกาะเดียวกับพวกเรา!?” นางเพิ่งตระหนักได้
“ใช่แล้ว! ที่ยิ่งไปกว่านั้น ท่านพ่อของข้าบอกว่า พวกมันตั้งฐานกำลังชั่วคราวกันที่ป่าไผ่ ทางกลับหมู่บ้านของพวกเรา! ได้ยินว่าหมาป่าล้วนอ้วนพี เพราะกินศพนักล่าโจรสลัดที่ถูกฆ่า! เ้าต้องระวังตัวให้มาก อย่าได้เดินกลับคนเดียวเชียว!” มั่นมั่น้าเตือนเื่นี้
“ป่าไผ่…” ภาพชายคนหนึ่งภายใต้หน้ากากอสูรฉายวาบเข้ามาในหัว หรือชายผู้นั้นเองก็เป็นักล่าโจรสลัดเช่นกัน “ตอนนี้กลุ่มโจรสลัดพวกนั้นออกจากเกาะไปหรือยัง?”
“ไม่มีใครรู้แน่ชัด แต่น่าจะยัง เห็นว่ากลุ่มโจรสลัดนี้มีชื่อว่า ‘หลงเฟย’ เป็กลุ่มที่แข็งแกร่ง แม้แต่กองทัพยังตัดใจ ลูกเรือแต่ละคนล้วนเก่งกาจมากฝีมือ ค่าหัวไม่ต่ำกว่าแสนตำลึง!” มั่นมั่นเล่ารายละเอียดที่ตนเองได้ยินมา
“แล้วเหตุใดจึงมีคนใจกล้าเข้าไปหาเื่ตายเช่นนี้เล่า ฟังจากที่เ้าว่า หนทางจะฆ่าโจรสลัดคนนั้นแทบเป็ไปไม่ได้” ถังหลี่มี่สงสัย เหตุใดมีคนไม่รักชีวิตตนเองกล้ามาท้าทายไม่หยุดหย่อน
“ได้ยินว่าโจรสลัดคนนี้คือคนที่ฆ่าบุตรชายคนโตของเ้าเมืองแคว้นวะอย่างไรเล่า! เื่ที่เ้าเล่าให้ข้าฟังเมื่อวาน เขาว่าโจรผู้นี้ล่ะสังหารบุตรชายเ้าเมือง! ข่าวนี้มีผู้รู้ไม่น้อย เ้าเมืองแคว้นวะเพิ่มเงินค่าหัว มิหนำซ้ำยังส่งผู้กล้ามากฝีมือจากยุทธภพมายังเกาะนี้ไม่หยุดหย่อน หวังฆ่าล้างแค้น!” มั่นมั่นพูดเยอะจนหิว นางตักโจ๊กขึ้นมาจิบกิน
“โจรสลัดฆ่าบุตรชายเ้าเมือง คนผู้นี้ไปเอาความกล้าจากที่ใดกัน ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดิน” ถังหลี่มี่ยกมือทาบอก สำหรับพวกนางแล้ว ชนชั้นขุนนางคือห้ามแตะต้อง แม้กระทั่งมองยังไม่กล้า แต่โจรสลัดผู้นี้กล้าฆ่าอย่างเืเย็น!
“โจรสลัดเป็พวกนอกกฎหมายอยู่แล้ว เื่ฆ่าคนเป็ผักปลามีให้เห็นออกจะบ่อย แต่ครั้งนี้เป็ลูกเ้าเมือง เื่จึงไม่จบง่าย ๆ”
“หากเป็คนธรรมดาเช่นพวกเราถูกฆ่า คงไม่มีใครสนใจ คงเป็ได้แค่อาหารมื้อหนึ่งของหมาป่า”
ทั้งสองหยุดคุยกันชั่วครู่ เมื่อลูกค้ากรูกันเข้ามาซื้อของ กว่าถังหลี่มี่จะขายของหมดก็เป็เวลาเกือบเที่ยง
มั่นมั่นยังเสียดายแผงขายของแทนสหาย “ข้าว่าเ้าลองแกะสลักหนึ่งด้าม หากทำจนชินแล้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากอย่างที่คิดก็เป็ได้”
“เื่นี้ข้าตัดสินใจแล้ว ข้าจะให้ลี่อิงมาขายแทน นางน่าจะทำได้ ตอนข้าออกมาขายของ ข้ากับเ้าอายุน้อยกว่านางตั้งหลายปี” ถังหลี่มี่ตัดสินใจแล้ว รายได้จากการค้าขายแต่ละวันได้ไม่น้อยเลย ขาดไปก็เสียดายเปล่า นางเชื่อว่าน้องสาวทำได้
“เช่นนั้นจึงจะดีที่สุด! เ้าตัดสินใจถูกแล้ว เงินทุกอีแปะสำหรับพวกเรานั้นมีค่าเหลือเกิน หนึ่งอีแปะซื้อน้ำเต้าหู้ได้หนึ่งถ้วย สองอีแปะซื้อแผ่นแป้งและโจ๊กของข้าได้ เงินแค่สองสามอีแปะก็อิ่มท้อง ดังนั้นเ้าไม่ควรปล่อยการค้าที่ทำมาั้แ่เด็กนี้ไป”
“อืม” ถังหลี่มี่พยักหน้าเห็นด้วย นางและสหายเก็บของเตรียมตัวกลับบ้าน “ข้าต้องกลับไปเอาไม้ที่ร้านท่านลุงจางก่อน มั่นมั่นเ้ากลับไปก่อนเถิด”
“เช่นนั้นข้าขอไปซื้อของทำโจ๊กพรุ่งนี้ก่อน”
สองสหายแยกกันตรงตลาดท่าเรือ ถังหลี่มี่รู้สึกใจหายแปลก ๆ นางบอกไม่ถูกเช่นกัน แต่มั่นใจว่า่นี้ต้องมีเื่ร้าย วันนี้น้องชายนางเสี่ยวสือ เขาไม่ได้มาหานางเช่นทุกวัน หลังจากให้คำมั่นแล้ว ทุกครั้งเสี่ยวสือมาหานางตามนัดทุกเช้า ช่วยตั้งร้าน ช่วยเก็บร้าน ช่วยนางขายของ เป็เช่นนี้จนกว่าท่านแม่จะดุเขาอีกรอบ
เหตุใดวันนี้เขาจึงหายตัวไป…
นางเดินเข็นรถไปที่ตลาดฝั่งตะวันออก เพื่อนำไม้ของเหล่าหลีมาแกะสลัก นางไม่ลืมแวะคุยกับท่านลุงจางเื่สัญญาแกะสลักปืน
ท่านลุงจางเอาศีรษะตนเองเป็ประกัน ว่าเหล่าหลีเป็คนซื่อตรง เขาไม่กลับคำพูดเช่นโจรสลัดเ่าั้แน่นอน หากมีเื่ผิดพลาดท่านลุงจางเขียนสัญญาว่าตนเองจะชดใช้ค่าเสียหายให้ครบทุกอีแปะ พร้อมทั้งบอกว่าเป็ความผิดของตนเองที่ละเลยเื่ทำสัญญา
ถังหลี่มี่ไม่โทษท่านลุงจาง นางขอตัวกลับบ้านไปทำงานแกะสลัก ขากลับนางแวะตลาดท่าเรืออีกครั้งเพื่อซื้อแป้งและถั่วเหลือง ถังลี่อิงน้องสาวของนางเองก็สามารถทำน้ำเต้าหู้และแผ่นแป้งได้
เมื่อซื้อของเสร็จ นางลากรถเข็นเตรียมกลับ ทันใดนั้นเด็กชายคนหนึ่งในชุดสกปรกมอมแมมปรากฏสู่สายตา เขายืนอยู่ที่ประตูทางออกเมือง มีท่าทีลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด
“เสี่ยวสือ! เ้ามารอพี่หรือ?”