แสงแดดแห่งเดือนมกราคมสาดสว่างเข้ามาทางผนังห้องและหน้าต่างกระจกความอบอุ่นกระจายไปทั่วห้องฉันอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนกำลังผสมสีอย่างตั้งอกตั้งใจลีเดินเข้ามาพร้อมด้วยหม้อต้มกาแฟ
“มาช่วยออกความเห็นหน่อยสิคะ”ฉันเอ่ยขึ้น
“ความเห็นเื่อะไรหรือ?”
“เื่สีแบ็คกราวนด์ตอนแรกฉันตั้งใจจะใส่ภาพหน้าต่างกับสวนไม้ดอกที่อยู่ข้างนอกนั่นเข้าไปด้วยแต่มาคิดว่าถ้าใส่ทั้งหมดรู้สึกว่ามันจะรุงรังเกินไป”
“คุณอยากทำยังไงก็ทำเถอะผมเห็นจะช่วยออกความเห็นอะไรไม่ได้หรอก”
เขาขยับออกห่างจากขาตั้งที่เขียนรูปตัวเองไว้ไม่สนใจแม้แต่จะเหลือบมอง เดินไปรินกาแฟใส่ลงในถ้วยใบโตสองใบกะประมาณอย่างระมัดระวังก่อนจะใส่น้ำตาลครึ่งช้อนชาลงในถ้วยของฉัน
“ลีคะ...คุณไม่เคยดูรูปที่ฉันเขียนเลยนะ...ไม่เคยแม้แต่จะเหลือบตามองเสียด้วยซ้ำ”
เขาเลื่อนตัวขึ้นนั่งบนม้ากลมเอียงคอเล็กน้อย
“อลิกซ์ผมมั่นใจอย่างที่สุดเลยนะว่าผลงานจากฝีมือคุณจะต้องเยี่ยมยอดมาก แต่ถ้าให้ผมดู...ผมเห็นจะไม่ดูหรอกที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่จะดูิ่ความสามารถของคุณเลยนะแต่ปัญหามันอยู่ที่ตัวผมเอง”
“อ้าว...ก็ถ้าอย่างนั้นฉันจะมานั่งเขียนรูปนี้อยู่เพื่ออะไรกันล่ะ?”
“ก็เพราะว่ามันเป็สิ่งปฏิบัติกันมาจนกลายเป็ประเพณีไปแล้วน่ะสิและด้วยเหตุผลที่ว่าในที่สุดแล้วมันก็จะเข้าไปอยู่ในคลังสมบัติเพื่อให้ลูกหลานรุ่นหลังๆจากสายต่างๆ ของตระกูลมาค้นพบเข้าสักวันหนึ่งและจะได้รู้ว่าแม้จะเป็ศตวรรษที่ยี่สิบแล้วศิลปินแห่งตระกูลมิลเลอร์ก็ยังคงเขียนรูปบุคคลในตระกูลครอมพ์ตันอยู่”
“แต่ว่านั่นมันไม่ใช่เหตุผลที่ดีพอเลยนะคะ”
“คุณเข้าใจถูกต้องแล้วละเพราะความจริงมันอยู่ตรงที่ว่าผมคิดว่ามันเป็เื่น่าสมเพทถ้าจะยกเลิกธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมาตลอดนี่เสียเพียงเพราะผมไม่อยากให้รูปของตัวเองไปแขวนอยู่ในห้องนั่นซึ่งเหตุผลประกอบเื่นี้ก็เพียงแค่ว่า...ผมไม่้าเห็นรูปตัวเอง...มันก็ง่ายๆแค่นี้”
ฉันได้แต่ยืนนิ่งงันราวถูกตรึงอยู่กับที่ไม่มีแรงแม้แต่จะยกแปรงขึ้นปัดสีลงบนผืนผ้าใบ...
“ผมทำให้คุณเสียใจหรือเปล่านี่?”
“ก็ไม่เชิงหรอกค่ะแต่ฉันยอมรับเลยดีกว่า ว่าออกจะเสียใจอยู่ไม่น้อยที่ฉันรับทำงานชิ้นนี้ เพราะเชื่อว่าคุณยินดีที่จะให้ฉันทำแต่เมื่อมาถึงเวลานี้...เมื่อคุณบอกว่าไม่อยากเห็นมันไปแขวนรวมอยู่กับรูปของคนในตระกูลที่ห้องข้างนอกนั่นฉันก็คิดว่ามันไม่มีอะไรสำคัญอีกต่อไปแล้วฉันเขียนให้ออกมาเป็ท่อนไม้ที่มีดวงตาสีฟ้าเป็องค์ประกอบแล้วก็เรียกมันว่าภาพเหมือนจริงของลีครอมพ์ตัน แค่นั้นก็คงพอแล้วละมัง”
“เป็ความคิดที่ไม่เลว...ถ้าคุณทำมันขึ้นมาจริงๆผมอาจจะเอาไปแขวนรวมไว้ก็ได้นะ”
“ลีคะ...ฉันไม่อยากเห็นคุณดูถูกตัวเองอย่างนี้เลยมันไม่น่ารักสักนิด” ขณะนี้ฉันไม่มีจิตใจจะทำงานอีกต่อไปแล้วฉันเก็บสีเข้าที่อย่างประชด
“วันนี้เราอย่าเพิ่งทำงานเลยงานของฉันมันก็แบบเดียวกับงานของคุณนั่นแหละถ้าไม่มีอารมณ์ก็ทำไม่ได้”
“ผมเสียใจจริงๆอลิกซ์” เขาเลื่อนตัวลงจากม้าทรงกลมเดินเข้ามาหาฉัน
ฉันกระชากผ้าลงมาคลุมภาพที่เขียนค้างไว้อย่างกรุ่นโมโห
“ไม่จำเป็ต้องขอโทษหรือแสดงความเสียใจอะไรหรอกนี่มันรูปของคุณฉันก็ทำตามความ้าของคุณเท่านั้นคุณก็รู้ว่าฉันเป็แค่ศิลปินที่ได้รับการว่าจ้างมา...ส่วนคุณมันเ้าของเงิน...”
ฉันเดินเข้าไปในห้องข้างๆเพื่อล้างมือที่เปื้อนสี และตอนนั้นเองที่ฉันเพิ่งสังเกตเห็นว่าในห้องน้ำเล็กๆ นี้ไม่มีกระจกเงาแล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่านอกจากในห้องของฉันกับมิสซิสกรีฟแล้วไม่มีที่ใดในบ้านหลังนี้ที่มีกระจกเงาติดไว้เลย...!
อีกครั่งชั่วโมงต่อมามีเสียงเคาะเบาๆตรงหน้าประตูห้องส่วนตัวฉันถึงกับสะดุ้ง
“อลิกซ์...ขอผมเข้าไปหน่อยได้ไหม?”
ภายหลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงอารมณ์ที่ค่อยเย็นลงทำให้ฉันบังเกิดความรู้สึกละอายใจกำลังใช้ความคิดว่าจะหาคำพูดอะไรที่จะไปขอโทษเขาอยู่พอดีเสียงเรียกของเขาทำให้หัวใจเต้นระทึกขึ้น
“ลีหรือคะ?”
ประตูเปิดออกและลีก็เดินเข้ามาเขาผลักให้มันเปิดกว้างไว้
“ออกไปเล่นสเกตกันไหม?”
“อ้าว...แล้วเื่พวกเด็กๆนั่นล่ะคะ?”
“วันนี้ไม่ใช่วันหยุดพวกเด็กๆไปโรงเรียนกันหมดไม่มีใครหรอกจนกว่าจะหลังบ่ายสองโมง”
“แต่ฉันไม่มีรองเท้าสเก็ตนี่คะ”ฉันตอบออกไปแต่มือก็เอื้อมไปหยิบสเวตเตอร์แล้ว
“ไม่ต้องห่วงในโรงรถมีรองเท้าสเก็ตเป็โหลจะต้องมีสักคู่หนึ่งหรอกที่คุณสวมได้”
อีกครึ่งชั่วโมงต่อมาเราสองคนก็เข้าไปนั่งอยู่ในรถสเตชั่นแว็กก้อน มุ่งหน้าสู่แวกกี้ สพอนด์
พื้นน้ำแข็งในบึงขาวโพลนสะอาดตามีร่องรอยรองเท้าสเก็ตที่ตัดกันอยู่บนผิวหน้าเมื่อมองตรงลงไปฉันได้เห็นต้นหญ้าที่แข็งตัวอยู่ราวถูกจับเรียงอย่างมีศิลปะตรงที่อยู่ใกล้ฝั่งยอดที่ทิ่มแทงขึ้นมาเหนือพื้นน้ำแข็งสวยงามราวช่อดอกไม้ฟองที่กระจายอยู่มองดูคล้ายดวงตาปิศาจไกลออกไปน้ำแข็งดูเป็เงาดำมืดและฉันไม่สามารถมองผ่านผิวหน้ามันลงไปได้เลย...
ลีคุกเข่าอยู่บนพื้นหิมะเพื่อช่วยดึงเชือกผูกรองเท้าสเก็ตของฉันให้แน่นกระชับเท้าของฉันที่อยู่ในอุ้งมือเขาดูช่างเล็กกระจ้อยร่อยเสียเหลือเกินส่วนรองเท้าสเก็ตคู่ของเขาก็ช่างใหญ่โตมหึมาเสียจริงฉันค่อยๆประคองตัวออกไปบนน้ำแข็งสำรวจความหนาดูก่อนจะออกไปไกลจากแนวตลิ่งฉันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นแต่ก็ไปได้เพียงแค่เที่ยวสั้นๆไม่กี่เที่ยวก่อนจะล้มลงทันใดเสียงหวีดหวิวของรองเท้าสเก็ตที่ตัดน้ำแข็งอยู่ก็วนเข้ามาลีฉุดฉันให้ลุกขึ้นยืน
“ทำอย่างนี้...”
เขาบอกแล้วก็พุ่งร่างออกไปเหวี่ยงตัวไปรอบๆด้วยการโค้งลำตัวอย่างสง่างามก่อนจะกลับหลังหันอย่างรวดเร็วและเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ช้าๆฉันได้แต่ยืนอ้าปากค้างผู้ชายที่มีเรือนร่างราวั์ใหญ่สามารถวิ่งสเก็ตน้ำแข็งได้ด้วยท่าทางราวนักบัลเล่ต์ฝอยน้ำแข็งพรูพรายอยู่รอบตัวก่อนจะร่วงหล่นลง และเผยให้เห็นท่วงท่าอันสง่างามมากมือไม้ฉันเต้นเร่าอยากจะบันทึกภาพนั้นลงไว้บนแผ่นกระดาษ เขาหมุนตัวไปรอบๆดูเหมือนเขาจะปลาบปลื้มมากที่ได้เห็นปฏิกิริยาที่ฉันแสดงออกเพียงครู่เขาก็มาหยุดลงตรงหน้า
เขาถอดแจ็คเก็ตออกเหลือเพียงสเวตเตอร์สีน้ำเงินเข้มที่สวมทับด้วยเสื้อกั๊กสีแดงหลังจากนั้นก็ถอดทั้งหมวกและถุงมือ ปอยผมหยักศกหนาปรกอยู่ตรงใบหูเขาปัดออกและจับตามองฉันอยู่ก่อนจะยื่นมือมาให้
“คุณสเก็ตไปกับผมไหม?”
ฉันวางมือลงในอุ้งมือใหญ่โตของเขา
“แบบนี้นะ...”
เขาบอกก่อนจะไสรองเท้าสเกตออกไปหลังจากนั้นเราสองคนก็ร่อนถลาไปบนพื้นน้ำแข็งของบึงแห่งนั้น ขณะที่แสงอาทิตย์แห่งเดือกมกราคมสะท้อนแสงอยู่กับพื้นน้ำแข็งเป็ประกายเลื่อมลาย
เขาจับร่างฉันให้หมุนพร้อมกับสอดมือเข้าทางด้านหลังเราถลาร่อนเคียงข้างกันไปพุ่งผ่านเข้าออกอยู่ในระหว่างร่มเงาของแมกไม้และพื้นน้ำแข็งในบึงโดยรอบและจากนั้นเฉกเช่นนักเต้นรำเราต่างหันหน้าเข้าหากันและฝีเท้าของฉันก็สะท้อนภาพฝีเท้าของเขาอยู่แขนขวาของเขาเพียงแตะอยู่กับแผ่นหลังของฉัน ส่วนมือซ้ายก็จับมือฉันไว้มั่น
บ่อยครั้งที่ใบหน้าของฉันเสียดสีอยู่กับเสื้อกั๊กที่เขาสวมอยู่เขาต้องก้าวสั้นๆเพื่อรักษาระดับไว้เพราะเรามีความสูงที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก
ใน่เวลาดังกล่าวนั้นฉันลืมไปแล้วว่าเขาไม่ใช่คนที่มีร่างกายปกติและยิ่งเวลาผ่านไปฉันก็ยิ่งรู้ว่าฉันลืมไปหมดแล้วว่ารูปร่างหน้าตาเขาเป็เช่นไรฉันคิดแต่เพียงว่าเขาคือ...ลี...เท่านั้น
เขาปล่อยมือฉันออกพร้อมกับโค้งคำนับท่อนแขนยาวๆกวาดไปทั่วพื้นน้ำแข็ง
“ขอขอบคุณอย่างยิ่งครับมิสมิลเลอร์”
“ด้วยความยินดีอย่างยิ่งเช่นกันค่ะ...มิสเตอร์ครอมพ์ตัน” ฉันตอบพร้อมกับถอนสายบัวโค้งคำนับเขาด้วย