ณนครฉางซี เมืองหลวงของแคว้นเฉิน
ค่ำคืนในต้นฤดูหนาวนั้นท้องฟ้ายามค่ำคืนไร้เมฆหมอก ดาวและเดือนสุกสกาวดาษดื่นเต็มท้องฟ้าทอแสงแข่งกับโคมไฟบนถนนสายโลกีย์เบื้องล่าง
เสียงตุบตับผสานกับเสียงขู่กรรโชกอย่างหยาบคายดังขึ้นที่ถนนอีกสายอันมืดมิด ซึ่งเป็แหล่งชุมนุมของเหล่ายาจกอาศัยเร้นกาย
“เ้าลูกเต่า! จะตายอยู่แล้วยังไม่ปล่อยมืออีก”
ยาจกร่างใหญ่ยื้อแย่งสิ่งของบางอย่างในมือของขอทานร่างผอมพร้อมกับกระทืบเท้าลงที่อกคนบนพื้นเต็มแรง
ตุบ !
“อัก”
ขอทานร่างผอมกระอักโลหิตสีแดงข้นออกมาสดๆ ดวงตาเริ่มพร่าเลือนแต่สองมือยังกำป้ายทองคำซึ่งเป็ป้ายประจำตระกูลเอาไว้แน่น
“ไม่ปล่อยใช่หรือไม่งั้นก็อย่าหาว่าพวกข้าใจร้าย”
ยาจกอีกคนเตะเข้าที่ท้องของขอทานร่างผอม
ตุบ !
คราวนี้มันถึงกับตัวงอทั้งจุกทั้งเจ็บลมหายใจรวยริน แต่มือกลับจิกเกร็งแน่นไม่ยอมปล่อยป้ายทองคำประจำตระกูลง่าย ๆ
เดิมทีเขาเป็ทายาทตระกูลขุนนางในราชสำนักแต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ผลัดเปลี่ยนบัลลังก์ักลายเป็หงส์ผู้คุมอำนาจเมื่อ 4ปีก่อน บิดาของเขาไม่อาจยอมอยู่ใต้บัลลังก์สตรี จึงคัดค้านหัวชนฝาเป็เหตุให้ตระกูลต้องถึงคราวตกอับบิดาถูกถอดตำแหน่งขุนนาง บ้านถูกยึดทรัพย์สิน เพียงไม่นานบิดาและมารดาก็ตรอมใจตายเหลือเพียงเขาที่ระเหเร่ร่อนใช้ชีวิตเยี่ยงขอทานั้แ่อายุ 13 ปีรักษาชีวิตมาได้จนบัดนี้อายุ 17 ปีเข้าสู่วัยหนุ่ม คืนนี้กลับโชคร้ายพานพบยาจกอันธพาลรุมทำร้ายเพื่อแย่งชิงสมบัติชิ้นสุดท้ายของเขา
พลั๊วะ!
“มอบทองคำแท่งมาให้พวกเราเสียดีๆ”
ยาจกอีกคนเตะเข้าที่แผ่นหลังลูกขุนนางตกอับเต็มแรงสองตาจับจ้องแท่งทองคำที่โผล่พ้นมือผอมบางออกมา
“อัก”
เด็กหนุ่มวัย17 พลิกคว่ำไปตามแรงเตะ จากนั้นก็กระอักเืออกมาคำโต ดวงตาปรือลงดวงตาของเขาแทบมองไม่เห็นอะไรแล้ว ความเ็ปแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างแม้แต่หายใจยังลำบาก
ยาจกใบหน้าเหี้ยมโหดยกเท้าขึ้นสูงแล้วกระทืบลงแผ่นหลังคนบนพื้นเต็มแรงจนเกิดดังตุบ
ตุบ !
ร่างขอทานผอมแน่นิ่งไปกับเท้าดวงตาปิดสนิท พร้อมกับแท่งทองคำร่วงหล่นลงจากมือผอมบาง
“บิดามันเถอะ! กว่าจะยอมปล่อยมือจากทองคำ ทำเอาข้าเหนื่อยไม่ใช่เล่น”
ยาจกใบหน้าเหี่ยมโหดก้มลงเก็บทองขึ้นมา
ยาจกผู้หนึ่งเอานิ้วอังที่จมูกของขอทานร่างผอมพบว่าไม่มีลมหายใจแล้วจึงเอ่ยเสียงสั่นว่า
“มัน.. ตะ ตายแล้ว”
“แค่ขอทานผู้หนึ่งสิ้นลมแล้ว ใครเล่าจะสนใจ ไปกันเถอะอย่าเสียเวลาอยู่ที่นี่เลย”
หัวหน้ายาจกแค่นเสียงพร้อมกับเก็บแผ่นทองคำเข้าในเสื้อ
ครืนๆ
ฉับพลันนั้นเสียงฟ้าก็คำรามขึ้น เหล่ายาจกจึงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า พบว่าท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งเมื่อครู่กลับมีเมฆสีดำกลุ่มใหญ่ลอยเคลื่อนเข้าปกคลุมทั่วทั้งเมืองหลวงอย่างรวดเร็วพร้อมกับฟ้าแลบแปลบปลาบ
“เหมือนฝนจะตก”
ยาจกผู้หนึ่งเอ่ยด้วยเสียงประหลาดใจเหตุใดต้นฤดูหนาวจึงมีเมฆฝนได้
“นั่นมันเื่ของฟ้าส่วนเื่ของพวกเราคือหาที่ซุกหัวนอน”
สิ้นคำหัวหน้ายาจกก็ก้าวข้ามศพเด็กหนุ่มขอทานผู้นั้นไปอย่างไม่ไยดีพรรคพวกอีกสามคนจึงรีบตามไป
..................................................
ไกลออกไปจากเมืองหลวงนับพันลี้
บนยอดเขาสูงแห่งหนึ่งสายลมหวีดหวิวแรงขึ้นตามเสียงที่เปล่งออกมาของนักบวชในลัทธินอกรีตผู้หนึ่ง
นักบวชในลัทธินอกรีตผู้นั้นสวมหมวกทรงสูง อาภรณ์สีดำสลับขาว มือหนึ่งยกตั้งขึ้นขณะที่ปากบริกรรมคาถาบางอย่างส่วนอีกมือถือดาบอาบชโลมเืสีแดงฉานตวัดไปมา เบื้องหน้าเป็โต๊ะที่ประกอบด้วยเครื่องบูชาตรงกลางโต๊ะมีหุ่นฟางสวมอาภรณ์ลายัสีเหลืองทอง
เมื่อท้องฟ้าแปรปรวนถึงขีดสุดใบหน้าของเขาก็ปรากฏหยาดเหงื่อผุดพราย
....ิญญาอาฆาตแค้น....จงฟื้นคืน....
....วิญญูร่วงลับอย่างอับจน....จงหวนกลับ...
.....ร่างแตกดับ....จิตจงหวนคืน !....
สิ้นคำนักบวชลัทธินอกรีตผู้นั้นก็ปักดาบเข้าสู่จุดกึ่งกลางกายของหุ่นฟาง
ฉึบ !
เปรี้ยง!
อสนีบาตฟาดลงมาที่ดาบเล่มนั้นราวกับ์พิโรธเกิดเสียงดังก้องไปทั้งพสุธา นักบวชที่ทำพิธีถึงกับะโหลบออกห่างจากแท่นพิธีดวงตาจับจ้องหุ่นฟางที่กำลังมอดไหม้แน่วนิ่งหากแต่ว่าร่างกายกลับสั่นสะท้านจนแทบควบคุมตนเองไม่ได้
..............................................
เปรี้ยง!
เสียงฟ้าผ่าคำรามลั่นไปทั่วทั้งวังหลวงเสียงนั้นทำให้จักรพรรดินีสะดุ้งตื่นขึ้น พระหทัยของพระนางเต้นรัวราวกับกลองตีมือไม้เย็นเฉียบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ขันทีนางกำนัล และทหารรักษาพระองค์รีบวิ่งเข้ามาที่ตำหนักเมฆา์ โคมตามจุดต่าง ๆถูกจุดขึ้นไม่ง่ายนักเพราะบัดนี้ทั้งสายลม และสายฝนต่างกระโชกแรง
“พระนางทรงตกพระทัยมากหรือไม่”
ชายบำเรอโอบกอดจักรพรรดินีเอาไว้แนบอกเพื่อปลอบขวัญแต่ร่างของพระนางกลับไม่โอนอ่อนเข้าหาเขา แววพระเนตรยังคงฉายแววตื่นตระหนกอย่างขวัญเสีย
เมื่อขันทีประจำองค์ก้าวเข้ามาภายในห้องบรรทมแล้วคุกเข่าลงหน้าฉากกั้นจักรพรรดินีจึงรีบตรัสถามว่า
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น”
“ทูลพระนางฟ้าผ่าลงที่เซียนเหรินโจ่วโซ่วด้านหน้าพระตำหนักพ่ะย่ะค่ะ”
ระหว่างที่ขันทีทูลรายงานนั้นท้องฟ้าด้านนอกก็แลบแปลบปลาบพร้อมกับส่งเสียงคำรามขึ้นมาอีกหน
จักรพรรดินีมองท้องฟ้าวิปลาสด้านนอกถึงกับอกสั่นขวัญแขวนเหงื่อเฉียบเย็นผุดพรายขึ้นที่แผ่นหลัง เพราะฝนไม่เคยตกในค่ำคืนต้นฤดูหนาวเช่นนี้มาก่อน อีกทั้ง เซียนเหรินโจ่วโซ่วที่ด้านหน้าพระตำหนักนั้นเป็สัตว์มงคลบนหลังคาซึ่งพระนางทรงมีราชโองการให้ทำขึ้นใหม่เป็รูปปั้นหงส์ทดแทนรูปปั้นัในปีที่พระนางทรงก้าวขึ้นเป็จักรพรรดินีของแผ่นดินเมื่อมันถูกฟ้าทำลายลงเช่นนี้ มิเท่ากับว่าเป็ลางร้ายหรอกรึ
.............................................................
อีกด้านหนึ่งของเมืองหลวงสายฟ้าแปลบปลาบจากท้องฟ้าพุ่งวาบลงยังร่างของขอทานหนุ่ม
ร่างที่เดิมทีสิ้นลมหายใจไปแล้วกลับเกร็งกระตุกท่ามกลางสายฝนกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายชำระคราบสกปรกบนใบหน้าเผยความผุดผ่องให้เห็นขนตายาวเรียงกันเป็แพราวอิสตรีกระพือไหว ในขณะที่ร่างผอมเริ่มขยับกายพลิกตัวลุกขึ้น ฉับพลันนั้นสายฝนก็หยุดลงพร้อมกับท้องฟ้าที่ปลอดโปร่งขึ้นมาอีกครั้ง
.....................................................................
ณ แท่นพิธี บนยอดเขาสูง
เมื่อพายุสงบลงผู้ที่ยืนดูพิธีกรรมอยู่ห่าง ๆ ก็รวบรวมความกล้าก้าวเท้าเข้าไปถามนักบวชว่า
“พิธีหวนคืนิญญาได้ผลหรือไม่”
เสียงของชายชราผู้นั้นแปร่งเล็กคล้ายอิสตรีอยู่หลายส่วน
“ท่านก็เห็นกับตาแล้วมิใช่หรือหุ่นฟางตนนี้ถูกอสนีบาต์แผดเผามอดไหม้ ทรัพย์เก่าเพรียกหา ิญญาหวนคืน”
นักบวชนอกรีตผู้นั้นเอ่ยอย่างลำพองใจที่พิธีกรรมเสร็จสิ้นด้วยดีเท่ากับว่าฝีมือเขาสูงขึ้นไปอีกขั้น
“เช่นนั้นก็ดี....เช่นนั้นก็ดี...”
ชายชราผู้จ้างวานให้นักบวชทำพิธีให้ผงกศีรษะพลางเช็ดน้ำตาน้ำเสียงแปร่งเล็กสั่นเครือแล้วเขาก็ล้วงเอาถุงบรรจุแท่งทองนับสิบแท่งยื่นให้นักบวชพลางกล่าวว่า
“ขอบคุณท่านมากที่ช่วยฟื้นคืนัสู่แผ่นดิน”
นักบวชนอกรีตรับถุงแท่งทองนั่นมาแล้วรีบเปิดดูด้วยความดีใจ ทันทีที่เห็นแท่งทองทอประกายวาววับยามต้องแสงไฟสติเขาก็ดับวูบลงพร้อมกับความเจ็บแปลบที่ช่องท้อง
ฉึก !
ชายชราผู้จ้างวานกระชากมีดออกเืของนักบวชก็พุ่งกระฉูดออกมาเปรอะเปื้อนเต็มตัวเขา แววตาสงบเยือกเย็นมองดูร่างนักบวชสิ้นใจล้มลงแทบเท้า
“ขอท่านอย่าได้โทษข้าความลับ์มิอาจแพร่งพราย !”
.........................................................................