ภารกิจเลี้ยงสามียุค 70

    ตอนที่ 30: ปีใหม่

    ฉู่ต้าเกินมาตะโกนเรียกตรงหน้าประตู 2 ครั้ง ตอนที่ฉู่เฉิงพูดถึงฉู่ต้าเกินเขามีอารมณ์โกรธอย่างเห็นได้ชัด หลินซีมองเข้าไปในตาเขาแล้วกลัวว่าเด็กคนนี้จะก่อเรื่อง หลินซีไม่วางใจ ฉู่เฉิงมองสีหน้าไม่สบายใจเล็กน้อยของหลินซีแล้วจึงรับรองกับเธอว่าจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ   ฉู่เฉิงพูดแบบนี้ก็จริง แต่ในคืนที่ฉู่ต้าเกินแต่งงาน กองฟืนบ้านฉู่ก็ไหม้ขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ หลายวันมานี้อากาศแห้ง กองฟืนทั้งสองกองไหม้ไปจนหมด ฟืนของบ้านฉู่กองอยู่รวมกัน พอไหม้ไปหมดแบบนี้การจุดไฟและการทำความร้อนในฤดูหนาวนี้จึงเกิดเป็นปัญหาขึ้น จินชุ่ยโกรธจนยืนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ตรงหน้าประตู ฉู่ต้าเกินเองก็กลุ้มใจเช่นกัน เรือนหอที่ดีและแข็งแรงกลับโดนป่วนซะแล้ว พอถึงตอนเช้าตรู่ฉู่เฉิงก็ยืนอยู่ตรงหน้าประตูสวน เขามองเห็นบ้านฉู่มีควันดำพวยพุ่งขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากที่ไกลๆ จากนั้นใบหน้าก็พลันเผยรอยยิ้มเย็นๆ ขึ้นมา เขาทำความสะอาดบ้าน ติดกระดาษคำอวยพร ปีใหม่มาถึงแล้ว ในคืนก่อนปีใหม่ด้านหน้าหลินซีและฉู่เฉิงก็มีกับข้าววางเต็มโต๊ะไปหมด มีทั้งปลาและเนื้อ มีอาหารผัด อาหารทอด สำหรับหลินซีแล้วนี่เป็นตรุษจีนครั้งแรกที่เธอฉลองที่นี่ สำหรับฉู่เฉิงนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ฉลองเทศกาลแห่งการรวมครอบครัว หลินซีเตรียมซองอั่งเปาซองเล็กๆ ซองหนึ่งให้ฉู่เฉิงแล้วยังเตือนให้เขาเอาซองอั่งเปาวางไว้ใต้หมอนด้วย ฉู่เฉิงได้อั่งเปาเป็นครั้งแรก ใบหน้าน้อยๆ แสดงความตื่นเต้นจนหน้าแดง ในซองอั่งเปามีเงิน 2 หยวน พี่สาวบอกว่าให้เขาเอาไปซื้อสมุดใช้ในคราวหลัง แต่ฉู่เฉิงไม่กล้าใช้ อั่งเปาซองนี้เขาจะเก็บไว้อย่างดี ในวันแรกของปีใหม่ เด็กๆ ในหมู่บ้านถูกจับแต่งตัวอย่างสะอาดสะอ้าน ยืนกล่าวคำมงคลอยู่หน้าประตูลานบ้าน หลินซีเอาเมล็ดแตงโมและถั่วออกมา เด็กๆ ที่มาอวยพรวันปีใหม่หน้าประตูทุกคนสามารถเอากลับไปได้ ท่าทางมีความสุขของพวกเด็กๆ ทำให้หลินซีสุขใจเช่นกัน อารมณ์ของเธอเลยยิ่งดีมากขึ้นไปอีก   ตอนเป่าเอ๋อร์ปรากฏตัวตรงหน้าประตู หลินซีก็หยิบถั่วให้เขา 1 กำ เป่าเอ๋อร์ผลักเด็กผู้หญิงด้านข้างออกไป เด็กคนนั้นกล่าวคำมงคลด้วยท่าทางเขินอาย หลินซีฟังไม่ชัดว่าเธอพูดว่าอะไรเพราะกำลังมองรอยปะผ้าหลายตำแหน่งบนตัวเธอ เห็นได้ชัดว่าชุดนี้เป็นชุดของผู้ใหญ่ที่เอามาดัดแปลง เธอรู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสงสารก็เลยให้ไปเยอะหน่อย เธอเอาเมล็ดแตงโมใส่กระเป๋าเสื้อเล็กๆ ของเด็กผู้หญิงคนนั้นจนเต็มแล้วถึงให้เด็กน้อยกลับ แต่พอเดินออกไปยังไม่ทันถึงสองก้าว เป่าเอ๋อร์ก็ยื่นมือไปหยิบเมล็ดแตงโมในกระเป๋าเด็กหญิงไปกำหนึ่งแล้วใส่เข้าไปในกระเป๋าตัวเอง เด็กหญิงโกรธแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เธอได้แต่ก้มหน้าเงียบๆ หลินซีมองสองคนเดินจากไปจากด้านหลังแล้วแอบถอนหายใจ ตอนถังซูและถังเสี่ยวเหม่ยมาถึงหลินซีก็เอาขนมไส้ถั่วแดงม้วนและขนมปังโรยงาออกมา เด็กสองคนนี้สนิทกับเธอมากหน่อยเธอจึงเอาของดีมาต้อนรับพวกเขา ดวงตาของเด็กทั้งสองคนเปล่งประกาย ถังเสี่ยวเหม่ยคิดจะปฏิเสธแต่ถังซูหยิบขนมไส้ถั่วแดงม้วนขึ้นมาชิ้นหนึ่งแล้วก็ยัดเข้าปากไปเลย ถั่วแดงหอมหวาน ส่วนข้าวเหนียวก็เหนียวนุ่ม ถังซูกินเข้าไป 2-3 ชิ้นแล้วทำหน้าเหมือนยังไม่หนำใจ หลินซีมองอย่างสนใจแล้วส่งให้เขาอีกชิ้น ถังซูยิ้มให้หลินซีแล้วยังเอ่ยชมหนัก “พี่หลินใจดีจริงๆ ขนมไส้ถั่วแดงม้วนนี่อร่อยมากเลย ผมยังไม่เคยกินขนมที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย” หลินซีโดนชมจนรู้สึกปลื้มใจมาก เธอจึงเอาขนมปังโรยงาให้เขา ดังนั้นถังซูเลยพูดชมออกมาไม่หยุด “ขอบคุณครับพี่สาว พี่สาวเก่งจัง! แม่ผมทำเจ้านี่ไม่เป็น กลับไปผมจะให้แม่มาถามวิธีทำกับพี่นะครับ พี่ต้องสอนแม่ให้สุดฝีมือเลยนะ พี่หลิน รอให้ฤดูใบไม้ผลิมาถึงแล้วผมจะเด็ดเซียงชุน (ชื่อพืชชนิดหนึ่ง สามารถกินเป็นผักได้) มาให้พี่กินนะ ในสวนบ้านผมมีต้นเซียงชุนอยู่ต้นหนึ่ง ผมจะเด็ดอันที่นิ่มที่สุดมาให้พี่เลย”   หลินซีตลกจนหัวเราะออกมา สายตาที่ฉู่เฉิงมองถังซูทอประกายดุร้าย เขาพูดขึ้นมาเบาๆ “กินอิ่มหรือยัง?” ความหมายในคำพูดนั้นก็คือกินอิ่มก็ไปได้แล้ว   ถังซูไม่เข้าใจจึงตอบกลับไปอย่างไม่เกรงใจเลยสักนิด “ยังเลย ขนมแค่นี้จะไปกินอิ่มได้ยังไง? ตอนนี้ฉันกำลังเจริญอาหารมาก” พูดจบเขายังลูบท้องตัวเองอีกด้วย ฉู่เฉิงโกรธแทบถึงขีดสุด ไอ้นี่มันโง่จริงๆ หรือแกล้งโง่กันแน่? หลินซีเอาถุงกระดาษออกมาห่อขนมไส้ถั่วแดงม้วนและขนมปังโรยงาส่งให้ถังเสี่ยวเหม่ยให้เธอเอากลับไปแบ่งกันกินกับน้องชาย ใบหน้าของถังเสี่ยวเหม่ยแดงไปหมด เจ้าน้องชายคนนี้ทำขายหน้าจริงๆ ถังเสี่ยวเหม่ยขอบคุณหลินซีโดยไม่รอให้ถังซูพูดต่อ จากนั้นก็ดึงน้องชายออกไปอย่างไวราวกับวิ่งหนีอะไรบางอย่าง หลิวชุนเยี่ยนเห็นของที่ห่อด้วยกระดาษในมือถังเสี่ยวเหม่ยก็ถามขึ้นตามประสา ถังเสี่ยวเหม่ยเป็นเด็กซื่อสัตย์เธอจึงเล่าพฤติกรรมที่น้องชายไปทำกับหลินซีที่นั่นให้ฟังหนึ่งรอบ พอได้ฟังหลิวชุนเยี่ยนก็รู้สึกอับอายไม่น้อย เธอเลี้ยงลูกได้แย่ขนาดนี้ได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่เพราะวันนี้เป็นปีใหม่ หลิวชุนเยี่ยนจะให้ถังซูได้ลิ้มลองรสชาติของไม้กวาดแน่นอน พอถังเจี้ยนกั๋วเห็นขนมห่อนี้แล้วก็รู้สึกอับอายเช่นกัน ถึงแม้เขาจะไม่ได้ถามอย่างที่อยากถามแต่เขาก็รู้ว่าหลินซีค่อนข้างมีอันจะกิน อย่างน้อยๆ เรื่องอาหารการกินของเธอก็ดีกว่าคนในหมู่บ้านทั่วๆ ไป โดยปกติเวลาเด็กไปไหว้ปีใหม่แค่ให้ลูกอมก็ถือว่าใจดีมากแล้ว ขนมพวกนี้หากซื้อมาต้องใช้ตั๋วอาหารไม่น้อยเลย เรื่องเงินยิ่งไม่ต้องพูดถึง ถังเจี้ยนกั๋วคิดคำนวณสักพักแล้วก็เกิดความคิดขึ้นมาในใจ เฮ้อ! เจ้าลูกชายคนนี้มันไม่ได้เรื่องจริงๆ น้ำใจนี้เขาต้องตอบแทนซะแล้ว ถังซูไม่โดนตีแต่ก็โดนตำหนิไปยกใหญ่ เขาได้แต่พึมพำอยู่ข้างๆ “ก็พี่หลินใจดีให้มาเยอะ ดูสิผมวิ่งตั้งรอบหนึ่งกระเป๋ายังไม่เต็มเลย คนขี้เหนียวที่สุดก็คือยุวฯ วัง ให้ถั่วพวกเราคนละเม็ดแค่นั้นเอง” ถังเจี้ยนกั๋วสั่งสอนลูกชายด้วยอารมณ์โกรธ “โตขนาดนี้แล้วยังจะเห็นแก่ขนมอีก โตได้แล้วหรือยัง?” ปากบอกเช่นนั้นแต่จริงๆ ก็ไม่สบายใจ ถึงคนในหมู่บ้านจะจนกว่านี้แต่พอเวลาที่เด็กๆ ขอขนมปีใหม่ พวกเขาก็ต้องเตรียมไว้หน่อย ยุวฯวังนี่ทำตัวไม่เหมาะสมเลย! อีกคนที่รู้สึกเช่นเดียวกันก็คือฟางฉวนจื้อ ฟางฉวนจื้อเห็นวังเสี่ยวเจินแจกถั่วให้พวกเด็กๆ คนละเม็ด มีเด็กบางคนที่ไม่ค่อยรู้ประสาถามอยากขอเอากับวังเสี่ยวเจินอีก วังเสี่ยวเจินเลยตอบปฏิเสธไปอย่างไม่ลังเล ดังนั้นเด็กๆ พวกนั้นจึงเดินออกไปอย่างน้อยใจ ฟางฉวนจื้อแอบถอนหายใจในใจ เขารู้ว่าวังเสี่ยวเจินนิสัยเป็นยังไง ผู้หญิงคนนี้เป็นคนใจแคบ เธอไม่คิดเลยว่าเด็กๆ นั้นปากไว พอเอาเรื่องนี้ไปบอกคนนอกปุ๊ป ชื่อเสียงของคนขี้เหนียวอย่างเธอก็จะเสื่อมลงไปด้วย และมันก็เป็นอย่างที่คาดเอาไว้ แค่ไม่กี่ชั่วโมงเรื่องของถั่วเมล็ดเดียวก็ลือไปทั้งหมู่บ้าน พอถึงเวลาทานอาหารเย็นก็ไม่มีเด็กผ่านมาทางนี้แล้ว ฉู่เฉิงมองจานว่างเปล่า ขนมไส้ถั่วแดงม้วนและขนมปังโรยงาหมดแล้ว ตัวเขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอีก หลินซีคิดไม่ถึงว่าเด็กที่มาจะเยอะขนาดนี้โดยเฉพาะเด็กที่มาอ่านหนังสือตรงที่พักหลินซี หลินซีชอบพวกเขา เธอจำได้ว่าปกติแล้วพวกเขาจะช่วยทำงานไม่น้อยเลย หลินซีแบ่งขนมให้พวกเขาทุกคนจนปรากฏว่าแบ่งไปจนหมด ฉู่เฉิงในตอนนี้จึงดูน่าสงสารราวกับกำลังรู้สึกน้อยใจแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา หลินซีขอโทษและปลอบฉู่เฉิง “ครั้งนี้ฉันคำนวณไม่ดี อีกเดี๋ยวฉันไปทำมาอีกสักหน่อยนะ รับรองได้ว่าเธอจะได้กินทุกวันเลย”   ฉู่เฉิงพูดออกมาด้วยความน้อยใจนิดๆ “ช่างเถอะพี่สาว ผมก็ไม่อยากกินเท่าไร พี่ไม่ต้องลำบากหรอก”   พอหลินซีได้ยินคำนี้ก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองทำให้ฉู่เฉิงน้อยใจจึงรีบปลอบเขา “ไม่เป็นไร รอให้ฉันว่างเดี๋ยวฉันจะหาขนมแบบอื่นแล้วทำให้เธอกินคนเดียวเลย ตกลงไหม?”   ฉู่เฉิงมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที เขาถามด้วยสีหน้าคาดหวังรอคอย “ขนมแบบไหนเหรอครับ?” หลินซีมองท่าทางคาดหวังของเขาแล้วก็พูดในใจว่าทำตอนนี้เลยดีกว่าเขาจะได้สบายใจ ที่บ้านยังมีกับข้าวเหลืออยู่ วันนี้ทั้งสองคนไม่ต้องทำกับข้าวก็พอกิน หลินซีตัดสินใจว่าตอนค่ำเธอจะทำขนมอีก ฉู่เฉิงรับผิดชอบการจุดไฟในครัว หลินซีเอาแป้งสาลีและงาดำที่เตรียมทำบัวลอยใส่ไส้ก่อนหน้านี้ออกมา จากนั้นก็เอาแป้งสาลีผสมน้ำและผสมให้เข้ากัน ทำเป็นแป้งก้อนเล็กๆ แล้วก็ทำเป็นแผ่นแป้งห่ออีก เธอใส่ไส้เข้าไปแล้วนวดเป็นก้อนกลมก่อนจะกดให้แบน จากนั้นก็ใช้มีดสลักเป็นลายดอกไม้สวยงาม หลังจากพลิกแล้วก็จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา รอให้มันเซ็ตตัวแล้วเธอก็เอามันใส่หม้อนึ่ง หลังจากนั้น 20 นาทีเธอก็เอาเหมยฮวาปิ่ง (ขนมชนิดหนึ่ง) ออกจากเตา พอฉู่เฉิงเห็นเหมยฮวาปิ่งที่มีควันร้อนพวยพุ่งออกมาก็เผยรอยยิ้มขึ้นมาทันที หลินซีอดถอนหายใจออกมาไม่ได้ ที่จริงแล้วเขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง แค่มีขนมก็ปลอบได้อยู่หมัดแล้ว ฉู่เฉิงกินเข้าไปสองชิ้นแล้วนำเหมยฮวาปิ่งที่เหลือไปซ่อนในตู้ ถ้ามีแขกมาอีกเหมยฮวาปิ่งของเขาอาจจะไม่เหลือก็ได้ ต้องป้องกันไว้ ซ่อนไว้ก่อนก็ดี หลินซีมองการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ของเขาแล้วก็ได้แต่คิดว่าเด็กคนนี้หวงของกินจริงๆ ส่วนใหญ่ก็เพราะชีวิตเมื่อก่อนลำบากมาก รวมถึงการเลี้ยงดูที่มีปัญหา ดังนั้นจึงไม่สามารถแก้ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ในบ้านมีกันอยู่สองคน ตอนนี้ไม่มีงานฉลองคืนปีใหม่ ทั้งสองคนคุยเล่นกันสักพักหลินซีก็รู้สึกง่วง ตอนที่หลินซีกำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราระบบก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง “สวัสดีปีใหม่หลินซี”   หลินซีตื่นขึ้นมาทันที เธอถามขึ้น “นายออกมาอีกทำไม?”   “ก็เพราะว่านี่คือเทศกาลสำคัญครั้งแรกในการมาโลกนี้ ระบบก็เลยให้โอกาสเธอในการสุ่มจับรางวัลหนึ่งครั้ง ขอให้เธอโชคดี!” หลินซีดีใจขึ้นมาเล็กน้อย บนหน้าจอคือวงล้อหมุนอันใหญ่หนึ่งวง หลินซีกำลังคิดว่าจะยื่นมือออกไปกด แต่ทันใดนั้นเธอก็คิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้แล้วจึงหดมือกลับเข้าตัวก่อนถามขึ้น “นายจะไม่บอกขอบคุณที่เข้าร่วมกิจกรรมเหรอ?!” ระบบตอบกลับมา “เริ่มนับเวลาถอยหลังในการสุ่มจับรางวัล 5, 4, 3… ” หลินซีไม่กล้ารอช้า เธอรีบกดปุ่ม จากนั้นวงล้อหมุนก็ขยับอย่างรวดเร็ว เมื่อมันหยุดลงก็มีตัวอักษรตัวใหญ่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าจอ : ห่อของขวัญใหม่เอี่ยม หลินซีเปิดห่อของขวัญ เธอดีใจมาก ด้านในมีวัตถุดิบทำอาหารเต็มไปหมด มีทั้งเนื้อหมูมากกว่า 5 กิโลกรัม เนื้อวัว 1 กิโลกรัม กุ้งแห้งสองถุง ผัก 10 ห่อและแป้งสาลีถุงใหญ่ 1 ถุง หลินซีคุยกับระบบมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอคิดว่าระบบก็ไม่เลวเลยจริงๆ หลังจากที่ระบบรับคำขอบคุณจากหลินซีมาแล้วมันก็พูดขึ้นมาทันที “ที่จริงแล้วรางวัลที่ดีที่สุดในการสุ่มจับรางวัลครั้งนี้คือจักรยานต่างหาก”   รอยยิ้มของหลินซีแข็งทื่อขึ้นมาทันที พอพูดจบระบบก็ปิดไปโดยอัตโนมัติ หลินซีค่อยๆ ถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง คิดว่าปีใหม่แล้วเธอไม่จำเป็นต้องหาเรื่องมาทำให้อารมณ์เสีย อย่าต่อล้อต่อเถียงกับระบบเลย ผ่านไป 2 วันขณะที่หลินซีกำลังทำทอดมันหัวไชเท้า ถังซูก็เอาวุ้นเส้นมันหวานถุงหนึ่งมาให้ หลิวชุนเยี่ยนเอามาจากบ้านพ่อแม่ตอนกลับไปที่บ้าน เธอเก็บไว้ให้หลินซีโดยเฉพาะ หลิวชุนเยี่ยนจงใจเตือนถังซูโดยเฉพาะว่าส่งของเสร็จแล้วให้กลับมา ตอนเด็กน้อยออกมาเขาก็รับปากอย่างดี แต่พอได้กลิ่นหอมของทอดมันหัวไชเท้าเขาก็ก้าวขาเดินไม่ออก หลินซีให้เขาลองชิมดู เขานั่งอยู่ข้างๆ รอให้ทอดมันเสร็จอย่างสบายใจ   ฉู่เฉิงเดินเข้าไปข้างหูเขาแล้วพูดขึ้นมาเบาๆ “นายมากินของฟรีอีกแล้วเหรอ? ครั้งที่แล้วให้ขนมไปตั้งเยอะขนาดนั้นทำไมนายยังมากินของบ้านฉันอีก”   คำพูดนี้แทงใจดำถังซูพอดิบพอดี เขาอดบ่นขึ้นมาไม่ได้ “ขนมพวกนั้นฉันไม่ได้กินสักคำ แม่ฉันเอากลับบ้านไปฝากตากับยายฉัน” ฉู่เฉิงได้ยินดังนั้นก็สบายใจขึ้นมาหน่อย ที่แท้นายก็ไม่ได้กิน สมน้ำหน้า ถังซูกินทอดมันร้อนๆ ไป 10 กว่าชิ้นแล้วจึงเตรียมตัวลุกออกไป ฉู่เฉิงมองปากมันแผล็บของเขาแล้วเอ่ยขึ้น “ความจริงเจ้านี่ก็ทำง่ายๆ แค่ใช้หัวไชเท้านิดหน่อยเท่านั้นเอง บ้านนายก็มีหัวไชเท้านี่ กลับไปก็ให้แม่นายทำให้สิ”   พอกลับบ้านไปถังซูผู้ไม่ค่อยฉลาดก็บอกให้หลิวชุนเยี่ยนทำทอดมันหัวไชเท้าให้ตามที่ฉู่เฉิงหลอก หลิวชุนเยี่ยนไม่กล้าใช้น้ำมันทอดทอดมันเยอะขนาดนั้น น้ำมันที่บ้านเธอได้คำนวณการใช้มาอย่างดีแล้ว หากใช้วิธีตามนี้วันหลังคงไม่เหลือแล้ว และพอคิดว่าลูกชายของตนไปตะกละกินของบ้านคนอื่นจนทำให้เธอขายหน้า หลิวชุนเยี่ยนจึงโกรธมากจนตีก้นลูกชายอย่างแรงไปสองที