วิญญาณคุณหลวงภัสดายังไม่วายสงสัย
“แม่นวลเห็นฉันได้อย่างไร?แล้วฉันกับเมขลาเราจากกันอย่างไรบอกฉันได้ไหม?” คราวนี้คนที่ใจร้อนไม่ใช่เมขลาอีกแล้วแต่กลับเป็นคุณหลวงภัสดาที่อยากรู้ทุกเรื่อง
“ฉันบอกคุณหลวงตอนนี้ไม่ได้หรอก มันยังไม่ถึงเวลา” ตัดบทดื้อๆ จากนั้นก็หันหน้าไปทางเมขลา
“วันพระข้างขึ้น มาหาฉันใหม่นะฉันจะสอนให้ทำอะไรบางอย่าง” พูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเล็กน้อย
“ค่ะ... หนูจะมาหาคุณยายอีกครั้ง” เมขลารับคำเธอตั้งใจจะมาที่นี่อีกแน่นอนเพราะยังมีหลายเรื่องที่ชวนสงสัย
“วันนี้ยายต้องขอตัวจริงๆ ไม่ไหวละจะกินยาพักผ่อนเสียหน่อยร่างกายคนแก่ร่วงโรยไปตามวัย” เมื่อยายนวลพูดเช่นนี้เมขลาก็รู้ดีว่าเธอต้องกลับเช่นกันคงจะรบกวนยายนวลนานเกินไป เมขลายกมือไหว้ลายายนวลส่วนคุณหลวงภัสดาค้อมศีรษะให้เล็กน้อยก่อนที่จะออกจากบ้านไปยายนวลมองตามทั้งสองที่เดินจากไปแล้วพร้อมส่ายศีรษะเบาๆ
“ฉันช่วยได้เท่าที่ช่วยแต่เนื้อคู่กระดูกคู่กันแล้วแม้จะพรากจากกันไปอย่างไรก็ต้องหวนมาคู่กันดังเดิม...”ทั้งสองเดินห่างออกไปมากแล้วทำให้ไม่ได้ยินที่ยายนวลพึมพำส่งท้าย
ภายในห้องประชุมของบริษัท เครือรัชชาภักดิ์ทุกคนมีสีหน้าครุ่นคิดบางคนค่อนไปในทางเคร่งเครียดคุณการุญผู้เป็นประธานในการประชุมยืนหน้าโต๊ะพูดเสียงดังฟังชัด
“โปรเจคครั้งนี้ผมอยากจะทำเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรของเราและเพื่อเป็นการยกระดับองค์กรให้ดูมีมาตรฐาน กระตุ้นฐานลูกค้าเก่า และสร้างการรับรู้เพื่อเพิ่มฐานลูกค้าใหม่อีกด้วยแล้วมันยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าของเราทุกๆ คน” ทุกคนในห้องประชุมต่างรับฟังอย่างตั้งใจ
ทางด้านมินตราที่นั่งฟังอยู่ก็จดเรื่องราวการประชุมที่สำคัญลงในช็อตโน๊ตของเธออย่างขมักเขม้นซึ่งมินตราตั้งใจพิสูจน์ตัวเองในการทำงานกับผู้เป็นพ่ออย่างมากเธอไม่อยากให้ใครมาตำหนิพ่อของเธอว่าที่เธอได้มาทำงานในระดับผู้บริหารเพราะเส้นใหญ่มีพ่อเป็นถึงเจ้าของบริษัทมินตราจึงตั้งใจทำงานและแสดงศักยภาพที่มีอย่างเต็มที่ คุณการุญกล่าวต่อไปเรื่อยๆเพื่อระดมความคิด
“ทุกคนก็รู้ดีว่าในขณะนี้การแข่งขันด้านโรงแรมและบริการต่างๆมีค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในเมืองกรุงอย่างนี้ ที่สำคัญคู่แข่งที่ขึ้นมาใหม่ เขาก็มีโปรโมชั่นการเข้าพักที่น่าสนใจยกตัวอย่างเช่น โรงแรมและทัวร์นำเที่ยวอย่าง สหชัฏกรุ๊ปซึ่งผมขอชื่นชมที่เขากล้านำเสนอแพ็คเก็จห้องพักร่วมกับการบริการเที่ยวชมเมืองกรุงฯกับชาวต่างชาติ มันเป็นโปรโมชั่นที่ดี คนต่างชาติแห่ใช้บริการกันเยอะแยะตรงนี้ผมอยากให้ทุกคนดูไว้เป็นตัวอย่างเพื่อนำมาปรับใช้กับกลยุทธในโรงแรมของเรา”ทุกคนในห้องประชุมคิดตาม
“ดังนั้นที่ผมเรียกทุกคนประชุมในวันนี้ผมจึงอยากขอให้ทุกคนเสนอโปรเจคพร้อมแพ็คเกจบริการลูกค้าผมคิดว่าผมจะได้ไอเดียดีๆ จากความคิดของพวกคุณทุกคน ขอฝากด้วยนะครับ” คุณการุญกล่าวส่งท้าย จากนั้นก็หันไปทางผู้เป็นลูกสาว
“มินตราช่วยประสานงานไปทาง อธิปเรื่องการออกแบบตกแต่งห้องพักในรูปแบบใหม่ ให้ทางนั้นนำเสนอมาสัก 3 ถึง 4 แบบนะพ่อจะอาเข้าที่ประชุมเพื่อให้ทุกคนโหวตพ่อประสานไปกับอธิปก่อนหน้านั้นแล้วลูกคุยงานต่อได้เลย” มินตรารับคำสั่งอย่างกระอักกระอ่วนในใจไม่น้อยที่จะได้ดิวส์งานกับคู่หมั้นของพี่สาวทางด้านคุณการุญปิดการประชุมพร้อมนัดหมายประชุมในบ่ายวันพรุ่งนี้อีกครั้ง
เมื่อประชุมเสร็จมินตราก็ให้เลขาฯของคุณพ่อซึ่งตอนนี้มาช่วยงานเธอด้วย โทรติดต่อไปทางอธิปเพื่อขอนัดหมายคุยงานทันที
“ทำไมเจ้าตัว เค้าไม่โทรมาเองครับ?” อธิปถามกลับไปทางเอมอรเลขาฯ ของคุณการุญ
“คุณมินเธอน่าจะเตรียมเอกสารอยู่ค่ะ เลยให้เอม โทรหาคุณอธิป”เอมอรแก้ตัวให้มินตราที่ยืนขยิบตาอยู่ใกล้ๆ กัน
“ฝากบอกคุณมินด้วยว่าผมยินดีต้อนรับวันนี้ผมอยู่บริษัททั้งวันผมจะรอเธอนะครับ” มินตราไม่รู้หรอกว่าอธิปดีใจเพียงใดที่จะได้พบหน้าเธอเมื่อมินตรากลับมาที่ห้องทำงานของเธอ หญิงสาวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่รู้สึกหนักใจเล็กน้อยที่ต้องติดต่องานกับอธิป แต่มันเป็นเรื่องงานเธอต้องแสดงสปิริตไม่ควรให้เรื่องอื่นมาทำให้เธอวอกแวกได้
ทางด้านเมขลาก็พาคุณหลวงมาเปิดหูเปิดตาที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมืองกรุงเธอเดินไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่ได้ซื้ออะไรส่วนวิญญาณหนุ่มกลับมองทางนั้นทางนี้อย่างไม่เคยพบเคยเจอ พลางถามขึ้นด้วยความตื่นตะลึง
“หล่อนพาฉันมาที่ไหน?ทำไมคนเยอะแยะและดูวุ่นวายถึงเพียงนี้” คุณหลวงมองแม้กระทั่งตุ๊กตาโคมไฟขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่หน้าร้านปิ้งย่างแห่งหนึ่งเมขลารู้สึกขำกับท่าทางของอีกฝ่าย เธอรู้สึกสะใจเล็กๆ ที่ได้เอาคืนเขาบ้าง เพราะไม่ว่าจะในฝันหรือเรื่องจริงคุณหลวงภัสดาผู้นี้ชอบวางท่าเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลาและบางทีก็ส่งสายตาคมกริบมาจับผิดเธอและตำหนิเวลาที่เธอทำอะไรไม่งดงามเหมือนสตรีในยุคสมัยที่คุณหลวงยังมีชีวิตอยู่
“หล่อนบอกฉันที ที่นี่คือที่ไหนยุคสมัยหล่อนเขาเรียกว่าอะไร?”คุณหลวงหน้าตื่นผู้คนมากมายเดินผ่านทะลุตัวคุณหลวงไปมาตลอดเวลา เมขลาส่ายหน้าระอาเล็กๆกับความโบร่ำโบราณของวิญญาณคุณหลวง หญิงสาวตอบไปแบบกลั้นขำเพราะคนถามตาเขียวเพ่งมองมาที่เธอสายตาหนักไปทางเอาเรื่อง
“ที่นี่เรียกว่าห้างสรรพสินค้า เป็นแหล่งช็อปปิ้ง เอ่อ...” กลอกสายตาไปมาหาคำที่อธิบายแล้วเข้าใจง่าย
“เป็นสถานที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันค่ะ” คนได้ฟังถึงกับงุนงง
“จะเดินทั่วถึงรึ? กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้”ที่แห่งนี้กว้างใหญ่เกินคำบรรยายตลาดที่คุณหลวงเคยเดินในสมัยยังมีชีวิตอยู่เทียบไม่ได้เอาเสียเลยกับสถานที่แห่งนี้
“แล้วนั่นอะไร?” ชี้มือไปทางบันไดเลื่อนที่กำลังเลื่อนขึ้นเลื่อนลง
“ทำไมมันเลื่อนของมันเองได้”พูดพลางเดินไปมองใกล้ๆ เมขลาหันมองก็รู้ทันที
“อ๋อ....” เสียงเล็กลากยาว
“เขาเรียกว่าบันไดเลื่อนค่ะ”เมขลาตอบช้าๆ ชัดๆ แบบเน้นคำ
“มีคนคอยทำหน้าที่เลื่อนบันไดนี่รึ?” ไม่เคยหายสงสัยในทุกเรื่องวิวัฒนาการที่ดูจะก้าวกระโดดในสายตาของคุณหลวงนานเท่าไรแล้วที่เขาไม่ได้ออกมานอกอาณาเขตที่ดินของเขาซึ่งตอนนี้เป็นที่ดินของตระกูลรัชชาภักดิ์ไปหมดแล้ว
“มันเป็นอัตโนมัติ อืม...” คนตอบก็เกาหัวแกรกๆพยายามสรรหาคำมาประกอบการอธิบาย
“ออโตเมติกน่ะค่ะ” เมขลาเริ่มรู้สึกว่าตนเองคิดผิดที่พาคุณหลวงมาชมห้างสรรพสินค้าเพราะนับจากนี้ไปเธอคงต้องตอบคำถามคนช่างสังเกตและขี้สงสัยอย่างเขาไปอีกหลายวันเลยเชียวคุณหลวงรับฟังสีหน้าขรึม
“ยุคสมัยนี้ดูอึกทึกครึกโครมเสียจริงให้อย่างไรฉันก็ชอบแบบสมัยที่ฉันอยู่มากกว่า เงียบ สงบ ได้ยินเสียกนก เสียงกาชัดเจนดี ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ที่ลอยตามลม มันเป็นบรรยากาศที่สมัยนี้หายากแล้วนะหล่อนว่าไหม?”ถามกลับเพื่ออยากรู้ว่าหญิงสาวจะชอบแบบที่เขาชอบหรือไม่เมขลารับฟังยิ้มบางๆ ทำไมเธอจะไม่ชอบส่วนลึกเธอโหยหาความสงบเงียบแบบนั้นมาโดยตลอด
“แล้วนั่น หล่อนดูสิ การแต่งกายของสตรีสมัยนี้มันสมควรแล้วรึเดินโทงๆ ไม่อายผีสางเทวดากันบ้าง” คุณหลวงภัสดาตำหนิตรงๆพร้อมกับปรายตามองแม่สาวนางหนึ่งที่เดินผ่านมาด้วยกางเกงยีนส์ขาสั้นจุ๊ดใส่เสื้อสายเดี่ยวเอวลอยโชว์เนื้อหนังมังสาเต็มที่แม่สาวคนนั้นเดินผ่านตัวคุณหลวงไปโดยไม่ได้รับรู้เลยว่ามีดวงวิญญาณยืนอยู่ตรงที่เธอเดินผ่าน
“กลับกันเถอะ” สุดท้ายคุณหลวงก็อ้อนขอกลับบ้านเมขลายืนหันซ้ายหันขวา
“รอก่อนค่ะ ฉันนัดเพื่อนไว้” พูดพร้อมชะเง้อหาใครบางคน
“เพื่อน?... ใครกัน?” คนถามสงสัยสักพัก ชายหนุ่มร่างสูงก็เดินฝ่าผู้คนตรงมาที่เมขลา ทั้งสองดีใจที่ได้พบหน้ากัน
“เมย์...” เสียงเรียกทัก สนิทสนม
“หมอรุจน์” เสียงทักกลับ ก็ดูจะคุ้นเคยเช่นกัน
“ดีจริงที่คุณนึกถึงผมคุณดาด้าโทรมาบอกผมว่าคุณต้องการหางานในกรุงเทพฯ เพราะว่าคุณย้ายมาอยู่กับคุณพ่อที่นี่แล้ว”แม้จะอยู่ไกลกันแต่ว่าดาด้าก็ช่วยเหลือเพื่อนได้ตลอด
“ค่ะ ตอนนี้เมย์ว่างงานอยู่กำลังหางานทำค่ะ” เมขลาบอกตรงไปตรงมาเธอไม่อยากล่องลอยไปวันๆ แต่ก็ไม่อยากไปทำงานกับพ่อของเธอด้วยเช่นกันจึงให้ดาด้าช่วยหางานให้ สำหรับหมอรุจน์ หรือว่านายแพทย์อติรุจน์เคยประจำการอยู่ที่โรงพยาบาลในจังหวัดนครราชสีมามาก่อนในแผนกที่เมขลาและดาด้าประจำอยู่ ทำให้ทั้งสามคนค่อนข้างที่จะสนิทสนมกันพอสมควรและที่เมขลาไม่เคยรับรู้มาก่อนเลยนั่นคือหมอรุจน์แอบชอบเธออยู่เงียบๆและดาด้าต้องการจะชงให้ทั้งคู่ลงเอยกัน
“คุณเมย์ผมว่าเราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่านะครับนี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้วผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงข้าวคุณเมย์นะครับ” หมอรุจน์เอ่ยชวนสุภาพขณะที่เมขลากำลังจะเออออตามพลันสายตาของหญิงสาวก็หันไปเห็นคุณรัศมีเดินมากับชายหนุ่มลักษณะภูมิฐานอายุราวๆพ่อของเธอเห็นจะได้ ทั้งสองเดินเข้าไปในร้านอาหารอีกฟากหนึ่งที่เธอยืนอยู่
“เอ่อ... หมอรุจน์คะ เมย์ว่าเราไปที่ร้านนั้นกันดีกว่าค่ะ” และไม่รอช้าเมขลารีบเดินนำหมอรุจน์ไปยังร้านอาหารที่รัศมีและชายหนุ่มคนนั้นเดินเข้าไปทันทีหมอรุจน์เดินตามไปอย่างว่าง่าย เมขลาสบตากับคุณหลวงทั้งสองแปลกใจที่เห็นรัศมีมากับผู้ชายสองต่อสองโดยไม่มีเรืองรินเมื่อมาถึงก็พบว่าร้านนี้แม้จะอยู่ในห้างสรรพสินค้าแต่ก็อยู่ในมุมลึกสุดและค่อนข้างเงียบเมขลาเลือกหาโต๊ะที่อยู่ชิดกับโต๊ะของรัศมี เธอเลือกนั่งตรงที่นั่งที่หันหลังให้กับรัศมีทำให้พอได้ยินค่อนข้างชัดเจนว่าทั้งสองคุยอะไรกันบ้าง
“สั่งอาหารตามสบายได้เลยนะครับ คุณเมย์” หมอรุจน์เอ่ยขึ้นอย่างเอาใจแต่...
“ชู่ว์ว์ว์...” หญิงสาวรีบจุ๊ปากห้ามปรามก่อนจะยื่นหน้าไปกระซิบกับหมอหนุ่มเบาๆ
“ไม่ต้องเรียกชื่อฉัน อย่าเพิ่งถามอะไรนะคะเดี๋ยวสั่งอาหารทานกันไปปกติเสร็จแล้วเดี๋ยวฉันจะบอกว่าเพราะอะไร” หมอรุจน์งงๆ กับสิ่งที่เมขลาทำอยู่ แต่ก็ทำตามโดยไม่ได้ถามอะไรส่วนคุณหลวงภัสดาที่อยู่ใกล้ๆ เข้าใจได้เป็นอย่างดีเขานั่งอยู่เคียงข้างเมขลาและแผ่รัศมีความไม่ชอบหน้าหมอรุจน์ออกมาอย่างเต็มที่ ด้วยสีหน้าที่งอง้ำเคร่งขรึมเมขลาใจจดจ่อรอฟังการสนทนาของทั้งคู่ คุณหลวงนั่งหลังตรงนิ่งรอฟังเช่นกัน แต่สายตาเพ่งมองไปทางหมอรุจน์