อันที่จริง วิธีการทำคันธนูและการตีเหล็กแบบพับทบนั้นช่างฝีมือในกรมสรรพาวุธก็เชี่ยวชาญอยู่แล้ว การที่หวาชิงเสวี่ยมาหรือไม่มานั้นจึงไม่ส่งผลอะไร
แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะไปดูเสียหน่อย
นางคุ้นเคยกับกรมสรรพาวุธดีอยู่แล้วไม่ต้องมีใครนำทางก็รู้ว่าแต่ละโรงงานนั้นเดินไปทางไหน
ผ่านไปได้ครึ่งทาง นางบังเอิญพบกับทหารบาดเจ็บกลุ่มหนึ่งกำลังเดินผ่านไปพอดี
หวาชิงเสวี่ยชะงักไปเล็กน้อยหันหน้าไปมองโดยไม่รู้ตัว...
ทหารบาดเจ็บที่ถูกพยุงอยู่ก้มหน้าก้มตาเดินโซเซไปข้างหน้าหน้าผากพันด้วยผ้าขาว เดินก็กะโผลกกะเผลก
แปลกจริงๆ ...
ในความมึนงงเมื่อครู่นางกลับรู้สึกว่าคุ้นหน้าเล็กน้อย...
หวาชิงเสวี่ยคิดว่าน่าจะเป็นเพราะตัวเองตาฝาดไป
นางไม่ได้คิดอะไรอีกเดินไปยังค่ายธนูหน้าไม้ ตั้งใจว่าจะดูความคืบหน้าของเหลียงเหวินเฉิงในช่วงนี้
ทุกคนเห็นนางมาก็ทักทายด้วยความกระตือรือร้น
หวาชิงเสวี่ยดูผลงานล่าสุดของค่ายธนูหน้าไม้พบว่าฝีมือและความชำนาญของทุกคนนั้นเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
เหลียงเหวินเฉิงไม่ได้ทำงานขณะนี้กำลังนั่งยองๆ วาดเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษร่างภาพ เมื่อเขาเห็นหวาชิงเสวี่ยเดินเข้ามาก็รีบวิ่งไปหาพร้อมกับถือกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้
“แม่นางหวา เพลาลูกเบี้ยวที่ท่านเคยกล่าวถึงนั้นเป็นแบบนี้ใช่หรือไม่?”
หวาชิงเสวี่ยอดชื่นชมความกระตือรือร้นของเหลียงเหวินเฉิงในการทำคันธนูไม่ได้ครั้งก่อนนางเพียงแค่พูดคร่าวๆ เขากลับสามารถวาดออกมาได้เหมือนขนาดนี้
“ข้าคิดไม่ออกจริงๆว่าล้อสองอันนี้จะทำงานอย่างไร...” เหลียงเหวินเฉิงกลุ้มใจ
หวาชิงเสวี่ยรับพู่กันจากมือเขามาแก้ไขบนกระดาษบางจุด “พูดง่ายๆ คือ การแยกวงล้อรอกเป็นสองส่วน ส่วนหลักและส่วนรอง ใช้ส่วนหลักในการดึงส่วนรองเพื่อสร้างแรงดึงส่วนรองจะเก็บสายธนูเพื่อสร้างแรงตามการเคลื่อนที่ของเชือก เมื่อยิงธนูออกไปก็จะประหยัดแรงได้มากขึ้น”
เหลียงเหวินเฉิงดูภาพร่างแล้วดวงตาก็เป็นประกาย
หวาชิงเสวี่ยเห็นท่าทางกระตือรือร้นของเขาจึงอดไม่ได้ที่จะสาดน้ำเย็น [1] “เรื่องนี้เก็บไว้ก่อนเถอะ เพลาลูกเบี้ยวนี้ต้องการฝีมือและความเชี่ยวชาญขั้นสูงตอนนี้พวกเรายังทำไม่ได้...อีกอย่าง เชื่อว่าท่านเองก็คงเห็นแล้วว่า ถึงแม้จะทำออกมาได้แต่ก็ไม่สามารถผลิตในปริมาณมากได้”
ดวงตาที่เพิ่งเป็นประกายขึ้นมาของเหลียงเหวินเฉิงดับวูบลงทันที
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกผิด
เฮ้อ ทั้งหมดเป็นเพราะตอนนั้นนางพูดไม่ทันคิดไปพูดถึงเพลาลูกเบี้ยวอะไรแบบนั้น...
อยากจะทำเพลาลูกเบี้ยวอย่างน้อยก็ต้องมีสว่านไฟฟ้าไม่ใช่หรือ?
“ท่านเก่งมากแล้ว อย่าท้อแท้ไปเลยเจ้าค่ะ”หวาชิงเสวี่ยไม่อยากเห็นเขาซึมเศร้า จึงตั้งใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ช่วงนี้ท่านรองหัวหน้าได้มอบหมายงานใหม่ให้ทุกคนหรือไม่?”
เหลียงเหวินเฉิงได้ยินเช่นนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเป็นซับซ้อน“หลังจากงานแข่งขันทดสอบธนูครั้งก่อน รองหัวหน้าเว่ยก็ล้มป่วยลง ท่านแม่ทัพใหญ่จึงเขียนฎีกาเตรียมยื่นขอให้เขาลาออกจากราชการกลับบ้านเกิดแล้ว”
หวาชิงเสวี่ยร้อง “อ้อ”นางไม่รู้เลยว่าตนถูกเว่ยฮั่นเพ่งเล็ง พอได้ฟังก็พยักหน้าอย่างจริงใจ “คนแก่ชราแล้วก็สมควรได้พักผ่อนจริงๆจะให้ไปแบกฟืนอยู่เรื่อยไปได้อย่างไร เสียสุขภาพเปล่าๆ”
เหลียงเหวินเฉิงหลุดขำ“พรืด...”
หวาชิงเสวี่ยไม่รู้เลยว่าคำพูดนี้ของนางได้ไปถึงหูของเว่ยฮั่นแล้ว วันนั้นเว่ยฮั่นโกรธจนกระอักเลือดออกมา!
คนชราผมสีดอกเลาล้มตัวนอนลงบนเตียงมือสั่นระริก “นางหมายความว่าอย่างไร? ยังอยากให้ข้าแบกไม้ไปขอขมาอีกหรือ?!”
จากนั้นก็สลบไป ป่วยจนลุกจากเตียงไม่ขึ้นแล้วจริงๆ!
...
หลังจากเดินเล่นในค่ายธนูหน้าไม้แล้วหวาชิงเสวี่ยก็ตรงกลับมาที่กระโจมของตนเอง
นางไม่ได้ไปที่ค่ายเครื่องมือเหล็กเหล่าบุรุษที่นั่นหยาบกระด้างเกินไป แต่ละคนก็ชอบเปลือยท่อนบนทำงานกัน
ช่วยไม่ได้นี่ ค่ายแห่งนั้นมีเตาไฟเยอะอุณหภูมิก็เลยสูง
หวาชิงเสวี่ยอยู่ในค่ายอย่างว่างเปล่ารู้สึกเบื่อเล็กน้อย
นางคิดว่า ควรไปหาฟู่ถิงเย่หรือไม่?
ที่จริงแล้วก็ควรจะไปนั่นแหละ?บุรุษผู้นั้นใช้วิธีการเช่นนี้เพื่อให้นางเข้ามาในค่ายทหาร ก็คงอยากให้นางไปหาเขานั่นแหละ
แต่พอหวาชิงเสวี่ยนึกถึงคำพูดที่ฟู่ถิงเย่เคยพูดกับคนอื่น
สตรีก็น่ารำคาญเช่นนี้คอยแต่จะส่งนกพิราบคาบข่าวมาทุกสามวันห้าวัน อยากจะมาหาข้าให้ได้เลยเชียว...
จู่ๆ หวาชิงเสวี่ยก็ไม่อยากไปหาขึ้นมา
ผู้ใดใช้ให้เขารักศักดิ์ศรีกันเล่าผู้ใดใช้ให้เขาชอบทำตัวเหมือนพวกชายเป็นใหญ่กัน! ปล่อยให้เขารอไปก่อนก็แล้วกัน!...อื้ม พรุ่งนี้...พรุ่งนี้ค่อยไปหาเขา...
หวาชิงเสวี่ยกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็รีบอาบน้ำนอนแต่หัวค่ำ
...
กลางดึกเงียบสงัด มีเสียงร้องของนกฮูกดังแว่วมาจากระยะไกลทำให้ค่ำคืนนี้ดูน่ากลัวเล็กน้อย
หวาชิงเสวี่ยนอนลืมตาอยู่ในที่นอนเพราะนอนไม่หลับ
วันนี้ไม่ได้ไปหาฟู่ถิงเย่นางคิดว่าเขาคงไม่ปล่อยนางไปแน่...ไม่แน่อาจจะโกรธอีกก็ได้ อารมณ์ของเขานี่มันแย่จริงๆเอะอะก็ชอบทำหน้าบึ้งตาโตอยู่เสมอ...
นางนึกเสียใจอยู่ลึกๆเล็กน้อย
เฮ้อ ไปทะเลาะกับเขาทำไมกัน...สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็ไม่ใช่นางหรอกหรือ?หากเขาเอาหนวดมาทิ่มหน้านางอีก จะทำอย่างไร?
หวาชิงเสวี่ยลูบหน้าตัวเองด้วยความหวาดกลัว...
ในตอนนั้นเอง ด้านนอกกระโจมก็มีเสียงสวบสาบแผ่วเบาดังขึ้น
หวาชิงเสวี่ยมองไปทางม่านกระโจมอย่างสงสัยแต่ข้างนอกมืดสนิท มองไม่เห็นอะไรเลย
อย่างไรไม่ทราบ นางนึกถึงครั้งก่อนที่ฟู่ถิงเย่วิ่งเข้ามาหานางที่บ้านกลางดึกเพื่อถามว่าเหตุใดนางถึงปฏิเสธการหมั้น...
หมอนี่...คงไม่ใช่อยากจะใช้มุกเดิมอีกหรอกนะ?!
ตอนแรกหวาชิงเสวี่ยก็ตกใจแต่ต่อมาก็รู้สึกอยากจะหัวเราะขึ้นมา
เป็นถึงท่านแม่ทัพใหญ่เหตุใดถึงได้ทำตัวไร้สาระเช่นนั้นได้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็คงไม่มีใครยอมเชื่อแน่ๆ!
นางรู้สึกได้ว่าเงาคนนั้นค่อยๆคลำมาถึงข้างเตียง
หวาชิงเสวี่ยกำลังคิดว่าจะแซวเขาเสียหน่อยแต่ใครจะรู้ ความเย็นเยียบหนึ่งได้ทาบลงบนลำคอของนาง
นางเบิกตากว้างในทันทีไม่กล้าขยับเขยื้อน...
ในความมืด มีเสียงทุ้มต่ำของบุรุษดังขึ้น“ไม่นึกเลย ที่แท้สตรีประหลาดผู้นั้น...จะเป็นเจ้า”
หวาชิงเสวี่ยจำเสียงนี้ได้!หัวใจของนางเต้นรัว แต่เพราะมีกริชจ่ออยู่ที่คอ จึงไม่กล้าส่งเสียงใดๆ ออกมา!
ฉีเหลียนเชิงเคลื่อนเข้ามาใกล้ท่าทางราวกับกำลังคลอเคลีย แต่คำพูดที่เอ่ยออกมาจากปากนั้นเย็นชาจนถึงขีดสุด “เจ้าทำให้ข้าเดือดร้อนมากหวาชิงเสวี่ย...”
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกขนลุกซู่ทั้งตัว!
ในค่ำคืนเช่นนี้ ที่มองไม่เห็นสิ่งใดๆมีบุรุษผู้หนึ่งมาพูดข้างหูของนางด้วยน้ำเสียงเนิบช้าและเย็นยะเยือก ‘เจ้าทำให้ข้าเดือดร้อนมาก...’
มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
“ท่านนายกองพัน...ท่านคงเข้าใจอะไรผิดไป...”นางรวบรวมความกล้า พูดออกมาอย่างยากลำบาก
ฉีเหลียนเชิงแค่นเสียงหัวเราะเยาะกริชในมือก็วาดไปที่คอของนางเบาๆ ดูใจเย็นและเชื่องช้า ทีหนึ่งแล้วก็อีกที...
หวาชิงเสวี่ยถูกท่าทางของเขาทำให้เหงื่อเย็นผุดขึ้นมาทั้งตัว!ราวกับว่าดาบต่อไปจะแทงเข้ามาที่คอของนาง!
เขาพูดบ้าง “หึ ข้าไม่ใช่ท่านนายกองพันอะไรนั่นอีกแล้ว...ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าข้าถูกสอบสวนและปลดออกจากตำแหน่งไปนานแล้ว”
...เป็นไปได้อย่างไร?
ตอนนี้สมองของหวาชิงเสวี่ยขาวโพลนแน่นอนว่าตอนนั้นนางไม่รู้ว่าฉีเหลียนเชิงเห็นใจนาง จึงช่วยรับงานซักเสื้อผ้าของพวกทหารในกองทัพเหลียวมาให้
เขาอยากให้นางได้รับเงินรางวัลมากขึ้นแต่นางกลับไปสมรู้ร่วมคิดกับชาวฉี ใช้เสื้อผ้าพวกนั้นปลอมตัวเป็นทหารเหลียว หนีออกจากเมืองเหรินชิว!
ทหารรักษาเมืองล้วนเป็นทหารชั้นผู้น้อยถูกหลอกด้วยท่าทางของแม่ทัพที่ปลอมตัวโดยไห่ซื่อเซวียน จึงเปิดประตูเมืองให้ทันที
สุดท้ายเมื่อเรื่องแดงขึ้นมาตรวจสอบไปมาก็พบว่าเกี่ยวพันกับฉีเหลียนเชิง
ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาที่เขาถูกผู้คนอิจฉาพอถูกปลดจากตำแหน่งแล้ว ทุกคนก็ฉวยโอกาสเหยียบย่ำเขา ดูถูกเขา เหยียดหยามเขา!
งานที่ถูกมอบหมายให้ออกไปทำมักเป็นที่ที่อันตรายที่สุดในอาหารก็ถูกใส่แมลงลงไปโดยเจตนา เวลานอนเขาก็พบว่าผ้าห่มของตัวเองเปียกชุ่มไปด้วยกลิ่นปัสสาวะม้า...
ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นผลมาจากสตรีตรงหน้าผู้นี้
สตรีผู้นี้...
ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขาจนหมดสิ้น!
“แต่ว่า...ไม่เป็นไรแล้ว”ฉีเหลียนเชิงยิ้มเย็น “ขอเพียงแค่พาเจ้ากลับไปได้ อย่าว่าแต่นายกองพันเลย แม้แต่ผู้บัญชาการกองธงข้าก็นั่งตำแหน่งนี้ได้!”
เขากระชากคอของนางในทันที!ดึงหวาชิงเสวี่ยลงมาจากเตียงโดยไม่ปรานี!
ทั้งร่างของหวาชิงเสวี่ยกระแทกลงกับพื้นยังไม่มีโอกาสได้ร้องแม้แต่คำเดียว ก็เห็นแสงสว่างวาบขึ้นมา!
ฉีเหลียนเชิงจุดเทียนขึ้น
เขามองนางด้วยรอยยิ้มเยาะแล้วโยนเทียนที่จุดไว้ลงไปที่เตียงของนาง
เปลวไฟลุกโหมขึ้นในทันที!
ผ้าปูที่นอนจากใยฝ้ายกลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีกระโจมทั้งหลังกลายเป็นทะเลเพลิง!
หวาชิงเสวี่ยจ้องมองภาพที่อยู่ตรงหน้าอย่างตกตะลึงอ้าปากค้างแต่กลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
นางถูกฉีเหลียนเชิงลากออกไปนอกกระโจมพบว่าทหารองครักษ์สองนายที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจมหมดสติไปแล้ว
ห่างไปไม่ไกลนัก โรงงานหลายแห่งของกรมสรรพาวุธกำลังถูกไฟเผาไหม้!
นางนึกถึงทหารบาดเจ็บที่นางได้พบพวกนั้นในทันที!...ไม่ได้มีแค่ฉีเหลียนเชิงคนเดียว! เขากับทหารเหลียวปลอมตัวเป็นทหารฉีที่ได้รับบาดเจ็บเข้ามาในค่ายชิงโจว!
รอบข้างมีเสียงร้องตะโกนดังขึ้นไม่หยุด!
เมื่อเห็นไฟลุกลามขึ้นหลายแห่งทหารในค่ายก็ต่างวิ่งออกมาช่วยกันดับไฟและช่วยเหลือผู้คน
ฉีเหลียนเชิงปิดปากและจมูกของนางไว้ก่อนจะรีบออกไปอีกทาง เพื่อสมทบกับพวกพ้อง
หวาชิงเสวี่ยเห็นช่างตีเหล็กหลิวถูกจับตัวมาด้วยเช่นกันดวงตากลมโตของนางเบิกกว้างด้วยความตกใจ!
ดวงตาของช่างตีเหล็กหลิวหลับสนิทร่างของเขาทิ้งตัวอย่างคนหมดสติ
พวกชาวเหลียวที่สวมชุดทหารต้าฉีจูงม้ามาหลายตัวพากันพูดอะไรบางอย่างที่นางฟังไม่เข้าใจ จากนั้นฉีเหลียนเชิงก็โยนนางขึ้นบนหลังม้าเหมือนกำลังโยนกระสอบ!ตัวเขาเองก็กระโดดขึ้นม้าตามมา
ทั้งหมดพากันวิ่งออกไปที่ทางออกประตูค่ายอย่างรวดเร็ว!
หวาชิงเสวี่ยหน้าซีดเผือดนางพอจะเดาได้ว่าพวกเขาต้องการใช้ความวุ่นวายขณะที่กำลังดับไฟอยู่นี้เพื่อหลบหนีออกไป!
พวกเขาจะพานางกับช่างตีเหล็กหลิวไปที่ใด?!
ฟู่ถิงเย่อยู่ที่ใด?!
เจ้าโง่นั่นคงจะไม่วิ่งไปช่วยดับไฟจริงๆหรอกนะ?!นั่นเป็นกลอุบายเบี่ยงเบนความสนใจของฉีเหลียนเชิงนะ!!!
ฟ้าว ฟ้าว!
มีลูกธนูสองดอกพุ่งแหวกอากาศ!แทงทะลุหัวของทหารเหลียวสองคน!
พวกพ้องของฉีเหลียนเชิงรวมถึงช่างตีเหล็กหลิวที่อยู่บนหลังม้าก็ตกลงมาพร้อมกัน!
ด้านหน้าก็มีทหารฉีล้อมเข้ามาฉีเหลียนเชิงกระชากบังเหียน ม้าที่อยู่ใต้ร่างก็ยกขาหน้าขึ้น ส่งเสียงร้องดัง แล้วในที่สุดก็หยุดลง!
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะถูกโยนกระเด็นไป!
“ห้ามใครเข้ามา! นอกเสียจากอยากให้ข้าแทงคอของนาง!”
ฉีเหลียนเชิงดึงหวาชิงเสวี่ยขึ้นมาใช้เป็นโล่กำบัง
หัวใจของหวาชิงเสวี่ยเต้นเร็วมากจนภาพที่เห็นพร่ามัวนางหายใจหอบถี่ ในที่สุดก็มองเห็นใบหน้าของฟู่ถิงเย่ท่ามกลางแสงไฟคบเพลิงนับไม่ถ้วน
ไม่พูดก็ต้องบอกว่าหนวดเคราของเขานั้นชัดเจนจริงๆ...
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกใจสงบลงอย่างประหลาด
ความรู้สึกนี้ช่างแปลกประหลาดราวกับนางมั่นใจว่าฟู่ถิงเย่จะต้องช่วยนางได้อย่างแน่นอน
ฉีเหลียนเชิงจับนางเป็นตัวประกัน
ถึงแม้พวกพ้องของเขาจะตายแล้วถึงแม้เขาจะถูกล้อมไว้แล้ว แต่บนใบหน้าของเขากลับไม่มีท่าทีหวาดกลัวใดๆ มีเพียงแววตาเย็นชาที่จ้องมองไปข้างหน้าพร้อมกับพูดซ้ำอีกครั้ง
“ใครกล้าเข้ามา ข้าจะฆ่านาง!”
ทหารที่อยู่รอบข้างไม่มีใครขยับ
ฟู่ถิงเย่ถือธนูยาวขี่ม้าเข้ามาอย่างช้าๆ
“เจ้าคิดว่าเจ้ายังมีทางรอดอีกหรือ?”เขาค่อยๆ น้าวสายธนูในมือ โดยเล็งไปยังทิศทางที่ฉีเหลียนเชิงอยู่
—————————————————————————————————
[1]สาดน้ำเย็น(泼冷水)หมายถึงการพูดบั่นทอนกำลังใจของคนอื่น