第五十六章
"ท่านพี่มีเรื่องอะไรให้น้องช่วยหรือเจ้าคะ"อวี้หนี่ถามด้วยความกังวลเกรงว่าจะถูกจื่อหลงลงโทษอีก หรือว่าจื่อหลงจะรู้เรื่องของนางกับปู้เฉินแล้วไม่ยินยอมเพราะนางเองหาใช่หญิงบริสุทธิ์ไม่ ส่วนปู้เฉินเองไม่รู้ว่าในใจของจื่อหลงคิดเรื่องใดกันแน่ทำให้เขาเองก็วิตกไม่น้อยเช่นกัน จื่อหลงเฝ้ามองอาการหวั่นไหวของคนทั้งคู่ก็นึกขันในใจ ดูก็รู้ว่าปู้เฉินนั้นเปลี่ยนไปไม่น้อยจากคนเฉยชาไม่สนผู้ใดไม่ปราณีใครยกเว้นแต่เขา หากยามนี้รู้จักทนุถนอมบุบผางามแล้ว จื่อหลงกำมือรองใต้ปากส่งเสียงกระแอมครั้งหนึ่งสีหน้าเคร่งขรึมจ้องคนทั้งคู่
"นายท่าน..."ปู้เฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรน อวี้หนี่ใช้มือสองข้างกำกระโปรงบนเข่าเอาไว้แน่นด้วยความกระวนกระวาย
"ทำไม? พวกเจ้าแอบทำความผิดหรือ ถึงได้ดูร้อนรนเช่นนี้"จื่อหลงแสร้งกดดัน
"ปละ..เปล่าๆ"ปู้เฉินยกมือสองข้างมาโบกตรงหน้าเพราะตกใจ
"หึหึ เอาล่ะไม่ล้อพวกเจ้าเล่นแล้ว ข้ามีเรื่องหนึ่งที่จะปรึกษาพวกเจ้าทั้งคู่ แต่บอกเอาไว้เสียก่อนว่า ข้าไม่ได้กดดันอาศัยความสมัครของพวกเจ้า หากไม่ได้จริงๆข้าก็มีทางออกเอาไว้แล้ว"จื่อหลงบอกด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมแท้จริง ไม่มีแววตาหยอกล้ออีกแล้ว ปู้เฉินกับอวี้หนี่กลั้นหายใจ
"เรื่องลูกของเจ้าอวี้หนี่"นางได้ยินถึงกับเหงื่อเต็มใบหน้า ใบหน้าซีดเผือด ปู้เฉินมองนางแล้วปวดใจนักอยากโอบนางมาปกป้องมิให้อนาทรร้อนใจ
"หมายความเช่นไรเจ้าคะ ข้าทำผิดต่อลูกข้าคนนี้มากนัก เขาต้องกำพร้าพ่อเพราะความเอาแต่ใจของข้า หากจะให้ข้าทำร้ายเขาข้า...ข้า"นางร้อนรนเอ่ยขึ้นเนื่องด้วยกลัวจื่อหลงสั่งให้นางทอดทิ้งเด็กคนนี้
"เหลวไหล เขานับได้ว่าเป็นหลานข้าจะทำร้ายเขาได้อย่างไร นี่เห็นข้าเป็นคนโหดเหี้ยมขนาดนั้นเชียวหรือ"จื่อหลงขมวดหัวคิ้ว
"อวี้หนี่เจ้าอย่าได้มองนายท่านผิดไป เขาไม่ทำร้ายใครง่ายๆหรอก"ปู้เฉินเอื้อมมือมาตบหลังมือนางเพื่อปลอบใจ นางถึงกับถอนหายใจเฮือกใหญ่
"ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น เพียงแต่เกรงว่าศิษย์พี่ใหญ่จะกลัวข้าลำบากเลี้ยงดูเขาเพียงลำพังจึงจะให้ข้า..."
"เฮ่อ เจ้านี่นะมองข้าใหม่ได้แล้ว เพียงแต่ข้าเรียกเจ้าสองคนมาปรึกษาเรื่องของเขาจริงๆนั่นแหละ เดี๋ยวก่อน!"จื่อหลงยกมือห้ามคนสองคนตรงหน้าเพราะเห็นทั้งคู่กำลังอ้าปากเตรียมค้าน
"ฟังข้าให้จบก่อนเถอะ เรื่องนี้หากนับว่าดีก็ดีหากนับว่าร้ายก็มีประมาณสองส่วน"
"ท่านว่ามาเถอะ"อวี้หนี่พยักหน้า
"อืม เดิมทีข้าคิดว่าเรื่องของเสี่ยวเสวียนนับว่าเป็นเรื่องยาก หนทางแรกข้าคิดเอาไว้แล้วหากท่านพ่อตาไม่ยินยอมและอ้างเรื่องสืบเชื้อสายข้าก็จะให้จิวฮุ่ยออกหน้าเป็นลูกของราทั้งคู่แต่พอมาคิดดูแล้วทางเลือกหนึ่งซึ่งดีกว่าและมีคุณค่ามากกว่าก็คือ ข้าอยากจะขอลูกของเจ้ามาเป็นลูกของเรา เจ้าคิดว่าอย่างไร"
"อวี้หนี่ตกตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนั้น นางนึกว่าจื่อหลงจะไม่ให้อภัยนางเสียอีก นางทำร้ายศิษย์พี่รองผู้ซึ่งเป็นสามีร่วมผูกผมกับนางถึงตาย และยังแบกเด็กคนนี้เอาไว้ในท้อง คำสั่งลงโทษก็พึ่งถูกยกเลิกไปนั่นเพราะนางต้องมาดูแลคุณชายฟ่าน จึงไม่นับว่าเป็นการยกโทษให้อย่างแท้จริงทำให้นางกังวลใจมิใช่น้อย จื่อหลงรู้ความในใจของนางดีเช่นกัน เขายิ้มกว้างทั้งปากทั้งตา
"อย่ากังวลเลยเรื่องที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไปเถอะ เป็นศิษย์พี่คนนี้ต่างหากที่ต้องหัวงพึ่งเจ้า"จื่อหลงบอกเสียงเรียบ อวี้หนี่ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
"ระ..เรื่องอะไรเจ้าคะ"
"ลูกในท้องของเจ้ายกให้ข้าได้หรือไม่"อวี้หนี่ยิ่งตกใจจนเหงื่อไหลย้อย
"ท่าน.."จื่อหลงถอนหายใจก่อนจะโบกมือไปมา
"อย่าพึ่งตกใจ ที่ข้าจะขอเลี้ยงดูเขานั้นหาใช่จะทำร้ายหรือข่มเหงเขา เพียงแต่ ข้าปรึกษากับเสี่ยวเสวียนเอาไว้ว่า หากจะตกแต่งและให้ท่านพ่อตายินยอมโดยไม่ตะขิดตะขวงใจว่าข้าและเขาเป็นบุรุษทั้งคู่ไม่มีทางที่จะมีทายาทสืบสกุล เช่นนั้นมีหรือเขาจะยินยอมให้เสี่ยวเสวียนแต่งให้ข้าโดยง่าย หากว่ารับลูกคนอื่นมาเป็นผู้สืบสกุลก็ให้มีความรู้สึกไม่ดีอยู่บ้างเพราะข้ามิได้เป็นแค่สามัญชนเช่นเดิมอีกแล้วยังมีตำแหน่งอ๋องรั้งท้าย จิวฮุ่ยนั้นแน่นอนพวกเรายินดีเลี้ยงเขาโดยไม่แบ่งแยกแต่เราไม่รู้ที่มาที่ไปแท้จริงเวลาเนิ่นนานมาจนป่านนี้จะให้สืบต้นตอเกรงว่าคงยุ่งยากอยู่บ้าง ลูกของเจ้านั้นข้าย่อมรักเขาประดุจลูกที่ตนเองให้กำเนิด ไม่ว่าเขาจะเป็นชายหรือหญิงข้าก็ไม่เกี่ยงงอน และที่ข้าตัดสินใจเอ่ยปากจากเจ้าเพราะรู้ดีว่า ต่อไปเจ้าก็ยังจะมีลูกคนใหม่กับปู้เฉิน"อวี้หนี่และปู้เฉินทำท่าจะโต้แย้ง จื่อหลงยกมือห้ามอีกครั้ง
"อย่าบอกข้าว่าเจ้าสองคนไม่มีใจปฏิพันธ์ต่อกัน มองดูแค่นี้ก็รู้แล้ว เมื่อเจ้าสองคนมีลูกเด็กคนนี้มีหรือจะไม่รู้ว่าตนเองมีต้นกำเนิดมาจากที่ใด เจ้าคิดจะปิดคนนับหมื่นนับแสนทว่าพวกเจ้าจะปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือจะได้หรือ คิดดูเสียก่อน ข้าไม่ได้บังคับเพียงแต่ข้าคิดดูถ้วนถี่แล้วถึงได้เอ่ยปากพูด อย่างไรเสียเด็กคนนี้ก็เมีสายเลือดของศิษย์น้องรองครึ่งหนึ่ง ยังไม่ต้องตอบข้าตอนนี้พวกเจ้าทั้งคู่กลับไปคิดเมื่อตกลงแล้วก็มาบอกข้าเถอะ ข้าสัญญาว่าเด็กคนนี้จะเป็นบุตรคนแรกของสกุล หากเป็นหญิงเขาจะได้เป็นท่านหญิงหากเป็นชายเขาจะได้ครองตำแหน่งซื่อจื่อ ตัวข้าไม่เคยคิดจะผิดสัจจะ ขอเพียงพวกเจ้าอย่าคิดตื้นเขินเท่านั้นก็พอแล้ว เอาล่ะข้าไม่มีอะไรจะพูดอีกแล้วเรื่องของลูกคนนี้ข้าก็แค่หวังให้พวกเจ้าเมตตาเท่านั้น จริงสิ ปู้เฉิน ข่าวของไห่เปียวไปถึงไหนแล้ว"จื่อหลงตัดความ ปู้เฉินลืมตกใจรีบตอบกลับ
"เขาซ่อนตัวได้แนบเนียนปลอมตัวเป็นลูกจ้างร้านบะหมี่ร้านหนึ่งขอรับ หากแต่เขามีคนที่จงรักเขาอยู่ไม่น้อยและไล่วางคนไว้ตามจุดต่างๆระแวกจวนท่านเสนาลู่บางคนตั้งแผงขาย บางคนรับจ้างแบกหามแต่พวกเราเองก็จัดคนลงไปประกบเอาไว้แล้ว ขอเพียงทางนั้นเริ่มลงมือพวกเราจะเข้าจับตัวทันทีขอรับ"
"อืม นับว่าไม่เลว รอให้คนสารเลวนั่นปรากฏตัวเจ้าจับเป็นมาให้ข้า เสด็จพ่อเองเมื่อรู้ข่าวก็ไม่ยินยอมเช่นกัน เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงราชสำนั กสายสนกลในด้านในถูกกำจัดจนหมดแล้ว ที่หลงเหลือก็คงมีแต่ไม่มากไม่มีทางฟื้นกลับมารุ่งเรืองได้อีกแต่พวกเราก็ไม่ควรประมาท รากฐานของฝั่งขวาหยั่งรากลึกไม่น้อย"
"รับทราบขอรับ"ปู้เฉินประสานมือรับคำ จื่อหลงและปู้เฉินรู้ดีว่าอวี้หนี่กำลังใช้ความคิดจึงเหม่อลอยไปบ้าง เขาไม่ได้เร่งร้อนเพราะรู้ดีว่าการจะยกบุตรให้ผู้อื่นหากมิใช่มารดาที่ชั่วช้าย่อมไม่อาจตัดใจ แต่เพราะเขาและนางต่างก็เป็นศิษย์พี่น้องนับได้ว่าเป็นคนในครอบครัวเดียวกันนางจึงยากจะปฏิเสธ จื่อหลงแววตาอ่อนแสงลงมองใบหน้าที่อวบอิ่มเพราะตั้งครรภ์ด้วยความเอ็นดู เขาเอื้อมมือตบลงหลังมือขาวอวบนั่นเบาๆ
"อย่าคิดมากเจ้าเด็กในท้องของเจ้าจะลำบากไปด้วย หากเจ้าเชื่อใจในตัวข้าเรื่องนั้นก็มิใช่เรื่องยากแล้ว เอาล่ะ ข้าพูดในสิ่งที่อยากพูดจนหมดแล้ว ข้าจะเข้าไปดูเสี่ยวเสวียนอีกรอบ พวกเจ้าก็ปรึกษากันให้ดีเถอะ"จื่อหลงขยับตัวลุกขึ้นเดินหายลับไปยังด้านใน สองคนหันกลับมามองหน้ากันอีกครั้ง
"อวี้/ปู้"ทั้งคู่เปิดปากพร้อมกัน ปู้เฉินพยักหน้า
"เจ้าก่อน"อวี้หนี่ถอนหายใจเฮือก
"ศิษย์พี่รู้เรื่องเราแล้ว"
"ข้าก็ไม่คิดจะปิด"ปู้เฉินบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ข้ารู้ อีกอย่างศิษย์พี่ไม่ห้ามเราสองคนแน่ข้ารู้ดีในข้อนั้น แต่ว่า"นางก้มลงมองครรภ์ที่ใหญ่ใกล้คลอดเต็มทียกมือลูบไปมาช้าๆ หยาดน้ำตาหยดลงบนครรภ์ใหญ่
"ลูกแม่ เจ้าเกิดมาอาภัพนัก ผิดที่แม่เองเป็นคนทำร้ายเจ้า แทนที่เจ้าเกิดมาจะมีทั้งบิดาและมารดา แม่ทำเจ้ากำพร้าแล้ว สิ่งเดียวที่แม่จะชดเชยให้ได้คือยศลาภและความสมบูรณ์พูนสุข นางเอ่ยออกมาน้ำตานองหน้า ปู้เฉินขยับตัวเข้าไปโอบไหล่ให้อวี้หนี่ซุกซบ
"ข้าก็ว่าดีเหมือนกัน นายท่านมิใช่คนใจดำ เขาต้องยอมให้พวกเราได้เจอเขาอยู่แล้ว หากเจ้าคิดว่าให้เขาไปเป็นบุตรของนายท่านและคุณชายฟ่านตัวเขาย่อมไม่ได้ไปกว่าผู้ใด เชื่อข้าหรือไม่ หากผ่านไปเจ้าแต่งให้ข้า เราก็จะมีเด็กน้อยไว้เป็นของตนเอง อย่าคิดว่ารังเกียจเด็กคนนี้ หากเจ้าไม่ยกให้นายท่านข้าก็จะเป็นพ่อของเขาให้ ไม่แบ่งแยกลูกเจ้าลูกข้าเป็นอันขาด อย่าคิดมากจนกระเทือนไปถึงลูกในท้อง เจ้าไม่ยกให้ก็ไม่มีใครบังคับหรอก"ปู้เฉินโยกร่างเล็กในอ้อมแขนไปมาราวเห่กล่อม อวี้หนี่ร่ำไห้จนน้ำตาแห้งเหือด เหม่อลอยเพราะใช้ความคิด ก่อนจะสูดน้ำมูกดังๆ
"ข้าตัดสินใจแล้ว"นางเงยหน้าขึ้นดันตัวเองออกจากอกหนา ปู้เฉินก้มลงมองใบหน้าอิ่มบัดนี้แดงระเรื่อเพราะร้องไห้ ดวงตาบวมช้ำหากทว่าดูเด็ดเดี่ยวยิ่งนัก
"ข้ารู้แล้ว เช่นนั้นเจ้าก็ดูแลเขาให้ดีเถอะ เด็กคนนี้นับว่ามีวาสนายิ่งนัก"ปู้เฉินพยักหน้ายิ้มกว้างทั้งปากทั้งตา เช่นนี้นายท่านก็หมดปัญหาไปแล้วหนึ่งอย่าง ยังค้างเรื่องไห่เปียวและกล่อมเสนาลู่ให้ยินยอมเท่านั้น เขาคิดว่าเรื่องเสนาลู่คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงเพราะหากฮ่องเต้ทรงออกราชโองการพระราชทานสมรสให้คงมิอาจหลีกเลี่ยง แค่คิดใจของเขาก็ฮึกเหิมเต็มที นานหนักหนาแล้วที่นายเขาไม่เคยมีความสุขในชีวิต ครั้งนี้ทั้งชื่อเสียงลาภยศและคนรักล้วนแล้วแต่ครบครัน
"เอาล่ะ เจ้าก็ไปเอนหลังพักผ่อนเสียหน่อย ข้าจะออกไปดูคนของเราว่ามีความคืบหน้าเรื่องไห่เปียวถึงไหนแล้ว อยากให้ปัญหาเรื่องนี้จบโดยไว"อวี้หนี่พยักหน้ารับลุกขึ้นปล่อยให้ปู้เฉินประคองกลับเข้าไปด้านใน
จื่อหลงยิ้มน้อยๆในหน้าเรื่องของอวี้หนี่เขาเดาทางได้ไม่ยาก ปู้เฉินย่อมกล่อมให้นางโอนอ่อน เขาเพียงนึกแค่ว่าหากเป็นลูกของศิษย์น้องทั้งสองคนย่อมสนิทใจกว่าคนอื่น อีกทั้งถ้าการได้เป็นซื่อจื่อแล้วคนกลายเป็นมีนิสัยเหลวไหลย่อมมิใช่เรื่องดีแถมยังมีผลต่อเชื้อพระวงค์ทำให้เสื่อมเสียได้ เขาไม่อยากเสี่ยง จิวฮุ่ยเขาไม่รู้พื้นเพแน่ชัดเท่าใดนักจะให้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขาก็ยังมีสะดุดอยู่ในใจบ้าง เขารู้ดีเด็กน้อยดุจผ้าขาวจะแต้มสีสรรใดให้ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น แต่ในเมื่อมีหนทางที่ดีกว่าเหตุใดเขาจึงไม่เลือกเส้นทางนั้นเล่า จื่อหลงเดินมาหยุดตรงหน้าเตียงที่ฟ่านเสวียนนอนขดราวกับเจ้าแมวน้อยก็อดยิ้มบางไม่ได้ เขาก้มลงประทับริมฝีปากกับหน้าผากขาวนั่นเบาๆ
"ข้าจะออกไปดูไห่เปียวเจ้านอนหลับให้สบาย ตื่นมาก็จะเห็นหน้าข้าพอดี"กล่าวจบเขาก็หันหหลังกลับออกไปด้านในถ้ำเพื่อจะเข้าไปในยังเขตเมือง ระหว่าที่ออกจากถ้ำเขามิได้ใช้กำลังภายในเหินไปกลับเดินทอดน่องไปช้าด้านหลังมีปู้เฉินเดินตามไปติดๆ เสียงลมหายใจที่สอดแทรกมาเข้าหูทำให้ผู้มีวรยุทธสูงล้ำเช่นจื่อหลงและปู้เฉินมีหรือจะไม่รู้สึก ทว่าทั้งคู่กลับเดินไปเรื่อยๆชมนกชมไม้คล้ายไม่มีอะไรเกิดขึ้น