เย็นวันนั้น หลังจากเลิกงาน นทีกลับมาที่ห้องเช่าเหมือนเคย เขากำลังจะนั่งพัก ทว่าจังหวะนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอคือ “ตาชัย”
เขารีบกดรับด้วยความเคารพทันที “ฮัลโหลครับตา”
เสียงสั่นเครือที่ดังกลับมาทำให้หัวใจของเขาหยุดเต้นไปชั่วขณะ
“นที ตาต้องบอกข่าวร้ายกับเอ็งนะพ่อเอ็ง เขาไปแล้ว”
นทีขมวดคิ้วแน่น หัวใจบีบรัดอย่างไม่ทันตั้งตัว “ไป…ไปไหนครับตา?”
เสียงถอนหายใจยาวดังผ่านสาย ก่อนคำตอบจะตามมาเหมือนค้อนทุบกลางอก
“เขาเสียแล้วนที ประสบอุบัติเหตุ ตอนเอาของไปส่งลูกค้า เผลอหลับใน รถเสียหลักไปทันทีเลย”
โลกทั้งใบของนทีเหมือนหยุดนิ่ง ร่างกายแข็งค้าง สมองปฏิเสธจะรับฟังสิ่งที่ได้ยิน เสียงฝนด้านนอกเริ่มตกลงมาอีกครั้ง เหมือนทุกอย่างร่วมกันกดทับบ่าเขา
ริมฝีปากเขาสั่นพร่า “พ่อเหรอครับ”
ตาชัยพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “เอ็งอย่าโทษตัวเองเลยนะ ถึงยังไงเขาก็เป็พ่อเอ็ง ถึงเอ็งจะโกรธ จะเกลียดแค่ไหน แต่เืในกายก็ยังผูกพันกันอยู่”
คำพูดนั้นยิ่งตอกลึกลงไปในหัวใจนที ความทรงจำเก่าๆ หวนกลับมา วันที่แม่ร้องไห้ วันที่พ่อเดินจากไปอย่างไม่เหลียวแล วันที่แม่ไม่อาจทนต่อความผิดหวังและเลือกจะหายไปจากชีวิตเขาเช่นกัน
เขาถูกทิ้งไว้ในวัยเด็กเล็กๆ และมีเพียง ตาชัย ที่ยื่นมือเข้ามาเลี้ยงดู ส่งเสียจนเรียนจบ แต่รอยแผลจากครอบครัวแตกสลายไม่เคยเลือนหาย
นทีทรุดตัวนั่งลงกับเก้าอี้ มือกำโทรศัพท์แน่นจนข้อนิ้วซีด เงียบไปนานจนตาชัยต้องเอ่ยเรียก
“นที เอ็งยังอยู่ไหม”
“ครับตา” เสียงเขาแ่เหมือนจะหลุดลมหายใจตามไปด้วย
“พรุ่งนี้ถ้าว่าง กลับมาบ้านเราหน่อยนะตาอยากให้เอ็งมาร่วมงาน…ถึงเอ็งกับพ่อจะมีเื่ขุ่นเคือง แต่เขาก็จากไปแล้ว มันไม่มีโอกาสให้อธิบายหรือแก้ไขอะไรอีก”
นทีเงียบ น้ำตาเอ่อขึ้นในดวงตาโดยไม่รู้ตัว เขาอยากจะบอกว่าไม่พร้อม อยากจะะโว่าตนยังเกลียด ยังเ็ป แต่ในส่วนลึกของหัวใจกลับเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและปวดร้าว
“ครับตา…ผมจะกลับไป”
เมื่อสายโทรศัพท์วางลง ห้องทั้งห้องกลับเงียบงัน เสียงนาฬิกาเดินช้าๆ เหมือนตอกย้ำความจริงที่ไม่อาจหลีกหนีได้ นทีเอามือกุมหน้า ปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ
นี่คือการจากลาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเ็ปถึงเพียงนี้ ทั้งที่ตลอดเวลาบอกตัวเองว่า ไม่มีพ่อก็ไม่เป็ไรแล้ว แต่พอถึงวันที่เขา “ไม่มีพ่อจริงๆ” กลับพบว่าในอกยังเต็มไปด้วยความโหยหาที่ไม่เคยพูดออกมา
ความสัมพันธ์ที่แตกร้าวและไม่เคยปิดแผล
ั้แ่จำความได้ นทีแทบไม่เคยััคำว่า “ครอบครัว” แบบที่คนอื่นเขามีเลย
ภาพในวัยเด็กที่ยังติดตาเสมอคือเสียงทะเลาะของพ่อกับแม่ที่ดังลั่นบ้าน กลิ่นเหล้าที่โชยมาในยามค่ำคืน เสียงประตูถูกปิดกระแทกอย่างแรง และแม่ที่นั่งร้องไห้อยู่ในครัวมืดๆ จนเขาแอบมานั่งกอดตักเงียบๆ โดยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
วันหนึ่ง พ่อหายไปจริงๆ จากบ้านไม่ใช่แค่หายไปค้างคืน แต่หายไปตลอดกาล พร้อมกับคำบอกเลิกที่เ็า และหญิงอีกคนที่เข้ามาแทนที่แม่ในชีวิตเขา
แม่ของนทีไม่อาจรับได้ ความผิดหวังและความเสียใจบดขยี้เธออย่างหนัก จนในที่สุดเธอก็จากไปเช่นกัน ทิ้งนทีตัวเล็กๆ ไว้ให้ตาชัยเป็คนรับเลี้ยงดู
สำหรับนที นับั้แ่นั้น “พ่อ” ไม่ต่างอะไรจากเงาที่ไม่น่าจดจำ คำว่า “พ่อ” กลายเป็แผลสดที่เขาปิดไม่เคยสนิท ไม่ว่าจะเรียน ไม่ว่าจะโตแค่ไหน ความเจ็บนั้นยังแฝงอยู่เสมอ
เมื่อโตขึ้นและรู้ความจริงมากขึ้น เขากลับยิ่งเกลียด เกลียดที่พ่อไม่เคยรับผิดชอบต่อสิ่งที่ก่อขึ้น เกลียดที่ไม่เคยมองเห็นลูกชายคนนี้เลย และเกลียดที่สุดคือความรู้สึก “อยากให้พ่อหันมามอง” ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในใจ แม้จะพยายามบอกตัวเองว่าไม่้าก็ตาม
ความสัมพันธ์ของพวกเขาจึงขาดสะบั้นเต็มไปด้วยความเ็าและระยะห่าง แม้บางครั้งนทีจะกลับไปบ้านเกิด เขาก็ไม่เคยเข้าไปหาพ่ออย่างเต็มใจ เพียงเดินผ่านกันอย่างคนแปลกหน้าในสายเืเดียวกัน
และตอนนี้…วันที่เขาเพิ่งรู้ว่าพ่อจากไปแล้วตลอดกาล สิ่งที่เ็ปยิ่งกว่าความเกลียด คือการตระหนักว่า “เขาไม่มีโอกาสจะปิดแผลนี้อีกแล้ว”
จะไม่มีคำอธิบาย ไม่มีคำขอโทษ ไม่มีการเริ่มต้นใหม่ใดๆ ทุกอย่างหยุดลงตรงนี้ เหลือไว้เพียงความเงียบและความโหวงลึกในใจ
ปมครอบครัวนที
หลังจากแม่จากไป พ่อนทีไม่เคยหันมารับผิดชอบเลี้ยงดูเขาเลย สิ่งที่ทำคือหายไป ทิ้งเด็กชายตัวเล็กไว้ให้ตาชัยดูแล
ตาชัย พ่อของแม่ คือคนที่อุ้มชูหลานชายั้แ่ยังเด็ก ท่านทำงานหนักทั้งไร่ทั้งสวน ส่งเสียให้นทีได้เรียนจนมีอนาคต ถึงจะไม่ร่ำรวยแต่ก็ให้สิ่งที่เรียกว่า “บ้าน” และ “ความอบอุ่น” อย่างที่เด็กคนนึงควรได้รับ
แต่ราวกับชะตาชอบกลั่นแกล้ง วันหนึ่งพ่อของนทีกลับมา…ไม่ใช่มาคืนดี ไม่ใช่มาขอโทษ แต่พาผู้หญิงอีกคนเข้ามาในบ้านของตาชัย ขออาศัยอยู่ด้วยเหมือนไม่เคยมีเื่ราวเลวร้ายใดๆ
ตาชัยไม่พูดอะไรมาก เพราะเป็คนเกรงใจและไม่ชอบความวุ่นวาย ท่านเพียงยอมให้ทั้งคู่มาอยู่ในบ้านไม้หลังเก่าเดียวกัน โดยหวังเพียงว่านทีกับพ่อจะได้ปรับความเข้าใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม
เด็กชายในวันนั้น นที มองภาพพ่อเดินเข้ามาพร้อมผู้หญิงแปลกหน้า ความรู้สึกเหมือนถูกตอกย้ำว่าตน “ไม่มีค่า” สำหรับพ่ออีกต่อไป
ั้แ่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อก็ไม่เคยดีขึ้นเลย
พ่อพยายามทำเหมือนปกติ พูดคุยบ้างเป็ครั้งคราว แต่ทุกครั้งที่นทีเห็นภาพผู้หญิงคนนั้นนั่งข้างพ่อ เหมือนกำลังใช้ชีวิตที่ควรเป็ของแม่ เขาก็เจ็บลึกเข้าไปถึงกระดูก
พ่ออาจมองว่าเป็เื่เล็กน้อย เื่ของผู้ใหญ่ที่เด็กไม่ควรจดจำ แต่สำหรับนที มันคือแผลที่คมชัดที่สุด การทรยศต่อครอบครัว
และเวลาหลายปีที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกันก็ไม่ได้เยียวยาอะไรเลย ตรงกันข้าม มันทำให้นทีรู้สึกเหมือนเป็ “คนนอก” ในบ้านของตัวเอง ยิ่งอยู่ ยิ่งอยากหนี จนกระทั่งมีโอกาสได้เรียนในเมือง เขาจึงไม่เคยคิดจะกลับไปอีก
ฉากนทีตัดสินใจกลับไปบ้านเกิด
คืนนั้นหลังจากวางสายกับตาชัย นทีแทบไม่ได้นอนเลย
เสียงฝนพรำเบาๆ ข้างนอกหน้าต่างเหมือนเพลงกล่อมที่กดทับหัวใจให้หนักขึ้นกว่าเดิม ความเงียบภายในห้องยิ่งทำให้เขาต้องเผชิญหน้ากับความคิดที่พยายามหลบมาตลอด
เขาเดินวนไปวนมาในห้องเช่าเล็กๆ ราวกับสัตว์ที่ติดกรง ความรู้สึกขัดแย้งกัดกินจนแทบทนไม่ไหว
กลับไปทำไม…จะไปเจอหน้าคนที่ไม่เคยเห็นค่าของเราไปทำไม
แต่…ถึงยังไง เขาก็เป็พ่อ…เป็เืเนื้อเดียวกัน
นทีทรุดนั่งลงบนเตียง กุมศีรษะสองข้าง สายตาหม่นมัว เขานึกถึงวันวานวันที่พ่อเดินหายไปพร้อมผู้หญิงอีกคน วันที่แม่ร้องไห้จนหมดแรง วันที่ตาชัยเข้ามาอุ้มเขาไว้ในอ้อมแขนเหมือนจะบอกว่า อย่ากลัวไปนะหลาน ตาจะเลี้ยงเอง
ความทรงจำเหล่านี้กัดกินหัวใจจนแทบหายใจไม่ออก
ทว่าสุดท้าย เมื่อเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูอีกครั้ง เห็นชื่อ ตาชัย ในบันทึกสาย เขาก็รู้ว่าหนีไม่ได้
ไม่ว่าจะเกลียดหรือโกรธแค่ไหน เขาก็ไม่อาจปล่อยให้ตาชัยเผชิญเื่นี้เพียงลำพัง
เช้าวันนั้น ขณะที่นทีกำลังเก็บเสื้อผ้าลงกระเป๋าเล็กๆ เสียงโทรทัศน์จากห้องข้างๆ ของเพื่อนบ้านก็ดังลอดผนังบางๆ เข้ามา
“กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งเตือนพายุฝนฟ้าคะนอง จะพัดปกคลุมหลายพื้นที่ของภาคกลางและภาคเหนือ โดยเฉพาะ่ต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ขอให้ประชาชนระมัดระวังอันตรายจากน้ำท่วมฉับพลันและลมแรง”
เสียงประกาศนั้นดังก้องเข้าหูนที เหมือนย้ำให้หัวใจที่กำลังปั่นป่วนอยู่แล้วหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
เขาหยุดมือลงชั่วขณะ เงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นท้องฟ้าหม่นเทาและลมที่เริ่มแรงจนต้นไม้ริมถนนเอนเอียง
ภาพตรงหน้านั้นเหมือนเงาสะท้อนภายในใจของเขาสับสน มืดหม่น และเต็มไปด้วยพายุที่กำลังคุกรุ่น
นทีหิ้วกระเป๋าออกจากห้องเช่า จัดการโทรไปที่ร้านเพื่อขอลาผู้จัดการร้านไป งานศพของพ่อ ล็อกห้องเช่า หยิบกุญแจรถ
เสียงฝีเท้ากระทบพื้นบันไดเหล็กก้องกังวาน ราวกับเป็จังหวะเตือนใจ เขาไม่รู้ว่าที่กำลังมุ่งหน้าไป จะได้เจอกับความสงบ หรือพายุลูกใหญ่กว่านี้ในชีวิต
เมื่อขึ้นรถ เครื่องยนต์รถสตาร์ตขึ้น เขาเปิดวิทยุเพื่อเบี่ยงเบนความคิด แต่สิ่งที่ดังขึ้นกลับเป็เสียงประกาศข่าวเดียวกัน เื่พายุ เื่ฝน เื่การเตือนภัย
เขาถอนหายใจยาว ปิดวิทยุไป แล้วบอกกับตัวเองเสียงแ่
“เอาวะ พายุนอกกายยังพอทน แต่พายุในใจนี่สิ มันจะซัดเราจนล้มมั้ย”
ถนนเบื้องหน้าชื้นแฉะด้วยละอองฝน ม่านฟ้าสีเทาแผ่คลุมสุดสายตา การเดินทางกลับบ้านเกิดในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเผชิญหน้ากับงานศพของพ่อ หากแต่เป็การเผชิญหน้ากับพายุที่คั่งค้างในใจมานานนับสิบปี…ระหว่างทาง ความทรงจำเก่าๆ ผุดขึ้นเป็ระลอก ทั้งเสียงหัวเราะในวัยเด็กที่แสนสั้น ภาพแม่ที่จางหายไป และเงาหลังของพ่อที่เลือกเดินออกจากบ้าน
เขากัดฟันแน่น มือกำพวงมาลัยจนเส้นเืขึ้น ขับไปเงียบๆ ท่ามกลางเสียงลมฝนที่ปะทะกระจก
แม้ไม่อยากกลับ แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน ถึงอย่างน้อยที่สุด เขาก็จะได้บอกลาพ่อเป็ครั้งสุดท้าย
แต่ในอกกลับว่างเปล่า นทีเหยียบคันเร่งออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่ถนนสายยาวที่ทอดไปยังบ้านเกิด สถานที่ที่เขาเคยสาบานกับตัวเองว่าจะไม่กลับไปอีก