ตอนที่ 9
เย็นวันนั้น ณ วิลล่าหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ชานเมืองบลูเลค
หลังจากกินมื้อค่ำกับคุณปู่คุณย่าเสร็จแล้ว เชอร์ริชก็ปล่อยให้ผู้ใหญ่นั่งดื่มกันที่ห้องนั่งเล่นทางฝั่งตะวันตกของวิลล่า
สองเท้าของชายหนุ่มก้าวไปตามโถงทางเดินหินที่ถูกตกแต่งอย่างหรูหราพลางมองหาหญิงวัยกลางคนที่พึ่งจะกลับมาจากการไปท่องทะเลทรายด้วยความกระตือรือร้น
เสียงความเคลื่อนไหวบริเวณห้องนั่งเล่นสีเบอร์กันดีที่มีเปียโนหลังใหญ่ตั้งอยู่มุมหนึ่งของห้อง ทำให้ชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกมา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังห้องนั่งเล่นสุดรักของคุณย่าด้วยความเบิกบาน
“ผมนั่งด้วยได้ไหมอ่ะ?”
ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงใสพลางเดินมาหยุดอยู่ข้างกับหญิงวัยกลางคนเ้าของเส้นผมสีบลอนด์ผู้มีนามว่า เทียร่า เฮอร์บิลตัล ซึ่งเป็คุณอาของเขาที่กำลังนั่งทำความสะอาดคริสตัลสีฟ้าสว่างอยู่บนโซฟา
“ได้สิหลานรัก” เทียร่าในชุดเสื้อยืดกางเกงยีนหันมาขานรับหลานชายคนเดียว ขณะที่ดวงตาสีฟ้าสว่างมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาเอ็นดู
เชอร์ริชรีบหย่อนก้นนั่งลงข้างๆ คุณอา เขาเลื่อนสายตามองแท่งคริสตัลอันโปร่งใสซึ่งมีใยหินเปล่งประกายอยู่ภายในที่อีกฝ่ายซื้อติดมือมาจากการท่องเที่ยวในรอบนี้ด้วยความสนอกสนใจ
“คงไม่ใช่ว่า หลานเบื่อคนแก่พวกนั้นหรอกใช่ไหม?” เทียร่าเอ่ยเย้าหลานชายด้วยสายตาทะเล้นพลางเช็ดคริสตัลไปด้วย
“ก็นิดหน่อยอ่ะครับ พวกผู้ใหญ่ชอบคุยแต่เื่น่าปวดหัว” เชอร์ริชเอนกายไปพิงกับพนักโซฟากำมะหยี่อย่างหมดเรี่ยวหมดแรงพลางบ่นงึมงำไปด้วย
ชายหนุ่มหวนนึกถึงบทสนทนาของพ่อกับคุณปู่ที่เอาแต่คุยกันเื่บริหารร้านยาโดยมีคุณย่ากับแม่ผสมโรงไปด้วย พาให้เชอร์ริชรู้สึกเหมือนกับตัวเองหลุดเข้าไปในห้องประชุมของบอร์ดบริหารอย่างไรอย่างนั้น
“เดี๋ยวหลานก็ต้องเป็ผู้ใหญ่เหมือนกัน” เทียร่ายิ้มขำ เธอเอ่ยเย้าหลานชายผู้น่ารักซึ่งในอนาคตต้องดูแลแฟรนไชส์ดรักสโตร์ที่มีสาขากว่าสามร้อยแห่งทั่วประเทศด้วยสายตาเอ็นดู
“ผมอยากไปเที่ยวรอบโลกแบบอามากกว่า” เชอร์ริชยู่ปากด้วยท่าทางอันน่ามองที่ดูเอาแต่ใจนิดๆ แล้วเอ่ยความปรารถนาเด็กๆ ด้วยสุ้มเสียงที่ไม่จริงจังเท่าไหร่
“งดเอาแต่ใจนะจ๊ะหลานรัก เพราะยังไงหลานก็ต้องดูแลกิจการต่ออยู่ดี” เธอเอ่ยปรามหลานชายเสียงอ่อนพลางส่งยิ้มให้กำลังใจไปด้วย
“เฮ้อ” เชอร์ริชได้แต่ถอนหายใจออกมา เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่า เขาเป็ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลด้วยความท้อแท้
“อย่าทำหน้าแบบนั้น มาช่วยอาเช็ดคริสตัลพวกนี้ดีกว่า” เมื่อเห็นหลานชายทำหน้าซังกะตาย เทียร่าจึงกลั้นหัวเราะด้วยความเอ็นดู
เธอส่งผ้าให้ชายหนุ่มช่วยทำความสะอาดคริสตัลที่วางอยู่บนโต๊ะด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
เชอร์ริชได้แต่หยิบแท่งคริสตัลสีม่วงที่อยู่ใกล้มือขึ้นมา จากนั้นก็ใช้ผ้าเช็ดฝุ่นที่เกาะอยู่เพียงน้อยนิดออกด้วยท่าทางซึมๆ
ชายหนุ่มหลุบตามองเส้นสายที่ส่องประกายอยู่ภายในเนื้อคริสตัลสีม่วงเข้มอย่างเหม่อลอย จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงฝันร้ายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
มันก็น่าแปลกที่เขายังจำเหตุการณ์ในความฝันได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็สัปดาห์แล้วก็ตาม
“อาเคยฝันแปลกๆ บ้างไหมครับ?”
เชอร์ริชเอ่ยถามเสียงเบาพลางวางแท่งคริสตัลที่เช็ดเสร็จแล้วลงบนโต๊ะ
“แบบไหน?” เทียร่าเอ่ยถามเสียงนุ่มพลางทำความสะอาดคริสตัลสีอำพันในมือไปด้วย
“ไม่รู้สิครับ แบบ…ฝันถึงเื่ที่แย่มากๆ แล้วก็มีเสียงกระดิ่งดังกรุ๊งกริ๊งด้วย”
เชอร์ริชเปรยเื่ฝันร้ายให้คุณอาเพียงคนเดียวของเขาฟัง โดยที่ชายหนุ่มไม่ลืมเอ่ยถึงเสียงกระดิ่งอันกังวานในตอนท้ายของความฝันด้วย
ฝ่ามือที่ใช้ผ้าเช็ดทำความสะอาดแท่งคริสตัลพลันหยุดชะงัก เทียร่าหันมามองเชอร์ริชที่กำลังหยิบแท่งคริสตัลสีขาวขุ่นขึ้นมาพินิจด้วยดวงตาที่มีความใเจืออยู่
“หลานฝันถึงมันเหรอ?” ดวงตาสีฟ้าสว่างมองใบหน้าอันน่ารักน่าชังของหลานชายคนเดียว ขณะที่ริมฝีปากสีพีชทวนถามด้วยสุ้มเสียงที่สูงขึ้นราวกับ้าให้ชายหนุ่มย้ำกับเธออีกครั้ง
“ครับ มันแย่มาก ในฝันนั่นผมกลายเป็คนที่เลวร้ายมากๆ อย่างกับคนเสียสติ” เชอร์ริชมองเข้าไปในผลึกอันโปร่งใสที่อยู่ในคริสตัลสีขาวขุ่นพลางรำพันถึงฝันร้ายให้คุณอาผู้ใจดีของเขาฟังเสียงเบาด้วยความหวาดหวั่นต่อชายหนุ่มผมบลอนด์ผู้เสียสติคนนั้น
หมับ!
ทันทีพูดจบผู้เป็อาก็โถมเข้ามากอดเขาเสียแน่น พาให้เชอร์ริชมึนงงไปชั่วครู่
“คิดไว้แล้วว่า สักวันหลานต้องฝันถึงมัน อย่าใไปเลยเชอร์ริช เื่แย่ๆ พวกนั้น หลานทำให้มันดีขึ้นได้…เหมือนกับอาแล้วก็คุณย่า” เทียร่าเอ่ยปลอบหลานชายผู้มีชะตาเดียวกับเธอและผู้เป็แม่อย่างอ่อนโยน
“ครับ?” เชอร์ริชได้แต่ขานรับอย่างไม่เข้าใจ เนื่องจากชายหนุ่มไม่คิดว่า อยู่ๆ คุณอาจะพูดอะไรที่ฟังแล้วยิ่งทำให้มึนงงแบบนี้
“คุณย่าของหลานนิยามมันว่า ความสามารถพิเศษของทายาทที่สามารถให้กำเนิด ซึ่งจะมีเพียงรุ่นละคนเท่านั้น ดังนั้นทายาทเพียงคนเดียวอย่างหลานจึงเหมือนกับอาและคุณย่า พวกเราต่างก็ฝันถึง่ที่มืดหม่นที่สุดในชีวิตของตัวเอง ไม่ว่าความฝันของหลานจะเป็อย่างไร จำเอาไว้ว่า หลานสามารถทำมันให้ดีขึ้นได้”
เทียร่าผละออกจากร่างของหลานชาย เธอเอ่ยถึงความสามารถที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันปลอบโยน
แม้ว่าเทียร่าไม่อยากให้หลานชายคนเดียวใเกินไป กระนั้นแล้วเธอกลับมองชายหนุ่มอย่างจริงจัง เพื่อกันไม่ให้เขามองข้ามความฝันอันเป็ความสามารถพิเศษที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษ
“อากำลังบอกว่า ผมฝันเห็นอนาคต?” ดวงตาที่มีความจริงจังระคนเคร่งเครียดของผู้เป็อาทำให้เชอร์ริชขนลุก ชั่วเวลานี้ชายหนุ่มทำได้เพียงแค่เอ่ยเสียงสั่น ขณะที่ดวงตาของเขามีความกลัวฉายอยู่บนนั้นอย่างชัดเจน ทันทีที่นึกถึงภาพของผู้ชายเสียสติคนนั้น
…แทนที่จะได้ยินคำปลอบใจ แต่ทำไมถึงรู้สึกว่า ถูกตอกย้ำแบบนี้กันนะ?!
ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวต่อความมืดของหลานชาย ทำให้เทียร่าคลี่ยิ้มออกมาราวกับเธอได้เห็นตัวเอง เมื่อตอนที่ฝันถึง่เวลาที่เลวร้ายที่สุดของชีวิต
“อย่ากลัวไปเลยหลานรัก ความฝันจะปรากฏขึ้นทันทีที่ต้นตอของความมืดปรากฏและมันจะปรากฏขึ้นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพื่อให้หลานตระหนักว่า นั่นคือ่ที่มืดหม่นและเลวร้ายที่สุดในชีวิต เหมือนกับของอา อาแก้ไขมันไม่ได้ แต่ทำให้มันดีขึ้นได้ ดังนั้นเส้นทางชีวิตของอาจึงเบี่ยงไปอีกทาง” เทียร่าอธิบายเื่พร์ทางสายเืให้หลานชายฟังด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ขณะที่นึกถึงความฝันที่เกี่ยวกับเนื้อร้ายที่ก่อตัวอยู่ในสมองของเธอเพราะการทำงานหนักเพื่อตอบสนองความกระหายต่ออำนาจของตัวเอง
เธอไม่รู้ว่า ่ที่มืดหม่นที่สุดในชีวิตของเชอร์ริชเป็แบบไหน แต่สำหรับเธอคือความทะเยอทะยานอันไร้จุดสิ้นสุด จนนำมาซึ่งโรคร้ายซึ่งสุดท้ายเธอก็เลือกที่จะหันหลังให้เส้นทางนั้นแล้วเดินไปอีกทางอย่างมีความสุข
“ของอาแย่มากไหมครับ ของผมมันแย่มากเลย” เชอร์ริชเอ่ยเสียงสั่นด้วยความกลัวที่ผุดขึ้นมาทีละน้อยราวกับว่า จุดจบของโศกนาฏกรรมนั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่ในส่วนลึกของจิตใจ
ชั่วนาทีนี้เชอร์ริชมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนของผู้เป็อาที่แปรเปลี่ยนเป็ดวงตาของใครบางคนที่ทำให้เขาเวทนาอย่างสุดหัวใจไปพร้อมกับหวาดหวั่นต่อความบ้าคลั่งของใครอีกคน
“ความมืดมันน่ากลัวเชอร์ริช เพราะงั้นเราถึงต้องทำให้มันดีขึ้น”
เทียร่าถอนหายใจเสียงเบา เธอหันไปส่งยิ้มให้กำลังใจหลานชายสุดที่รักที่จะต้องแก้ไขหนทางอันมืดมิดของตัวเองให้ส่องสว่างเหมือนกับเธอและผู้เป็แม่
“แต่ผม…”
…ไม่มีทางเป็คนเสียสติแบบนั้น! เชอร์ริชเม้มปากแน่นเพราะไม่อาจยอมรับด้านมืดนั่นได้เลย
มันยากที่จะยอมรับความมืดนั่น เพราะเชอร์ริชกลัวชายผมสีบลอนด์ผู้เสียสติคนนั้นอย่างจับหัวใจ
เชอร์ริชนอนคิดเื่ที่คุยกับคุณอาจนผล็อยหลับไปใน่กลางดึก
สำหรับเขาแล้ว การที่ตัวเองทำร้ายเอเลียสผู้น่าสงสารเป็สิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้
แม้ว่าจะมีหลายเหตุการณ์ที่ไม่เหมือนกับในฝันเช่น เอเลียสไปร่วมงานเลี้ยงต้อนรับของคณะกับเขา การที่พวกเขาได้ทำงานกลุ่มเดียวกับโซฟี่กับไมกี้และในภายหลังพวกเขาก็กลายเป็เพื่อนกัน ไหนจะเื่ที่เพื่อนเกินครึ่งห้องสนับสนุนให้เอเลียสเป็ตัวแทนห้องในการชิงตำแหน่งประธานรุ่น
…รวมทั้งเื่คืนนั้นที่เขาพยายามอีก เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนไม่เหมือนกับในฝันร้ายของเขา
ในนาทีแรกที่พบกันเชอร์ริชจำได้ว่า เขาก็อิจฉารูปลักษณ์ของเอเลียสเหมือนกับในฝันไม่ผิดเพี้ยน เพียงแต่ว่าเมื่อตื่นจากฝัน เขามัวแต่ช็อก บวกกับการได้เห็นความโดดเดี่ยวของอีกฝ่าย ทำให้เขาสงสารเอเลียสจับใจ
แม้ว่าเชอร์ริชไม่อยากจะเชื่อความฝันนั่น แต่ชายหนุ่มก็ยอมรับว่า ที่ผ่านมาตัวเขาเองก็ไม่เหมือนกับผู้ชายคนนั้นที่อิจฉาและมุ่งมั่นที่จะทำลายเอเลียสเพียงอย่างเดียว
อาจเป็เพราะเชอร์ริชนอนคิดเื่นี้จนผล็อยหลับไป ทำให้ในเช้าวันถัดมาอารมณ์ของเขาจึงไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่เพราะยังมีความสับสนติดค้างอยู่ในห้วงความคิด
“ขอบใจนะเชอร์ริช” จังหวะที่ชายหนุ่มเอาแก้วชาออกจากถุงไปวางไว้บนโต๊ะของคนงามที่มาถึงห้องเรียนก่อนเวลานั้น เอเลียสก็หันมาเอ่ยขอบคุณด้วยสุ้มเสียงอันไพเราะเหมือนอย่างเคย
“อืม” เชอร์ริชพยักหน้ารับอย่างเหม่อๆ พลางนำแก้วชาของตัวเองมาดูด
“ทำไมถึงดูซึมๆ เป็อะไรหรือเปล่า?” สุ้มเสียงอันไพเราะที่มีความห่วงใยเจืออยู่ ไหนจะใบหน้าที่มีความกังวลของอีกฝ่าย ทำให้เชอร์ริชสงสารชายหนุ่มผู้มีชะตากรรมอันน่าเวทนาอย่างจับใจ
“เปล่าหรอก ฉันก็แค่ผิดหวังในตัวเองอ่ะ” เชอร์ริชเอ่ยด้วยสุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยความหดหู่
เขามองใบหน้าอันใสซื่อราวกับลูกกวางน้อยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โลกใบนี้น่ากลัวมากแค่ไหนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความผิดหวังในตัวเอง
“ทำไมเหรอ?” เอเลียสกะพริบตาปริบๆ เพราะไม่รู้ว่าเช้านี้คนน่ารักของเขาเป็อะไรถึงได้มีท่าทางหดหู่แบบนี้แต่เช้า
“ก็ฉัน เฮ้อ” เชอร์ริชไม่รู้ว่าจะเอ่ยกับอีกฝ่ายออกมาอย่างไร จึงได้แต่ถอนหายใจออกมาด้วยสีหน้าที่หดหู่ยิ่งกว่าเดิมเป็เท่าตัว
“ฉันรอฟังนายอยู่นะ” เอเลียสส่งยิ้มปลอบใจ พร้อมทั้งเอ่ยสำทับเสียงนุ่ม ทำให้เชอร์ริชยิ่งรู้สึกผิดบาปเข้าไปอีก
ฮือ นี่เขาอิจฉาคนจิตใจดีอย่างเอเลียสได้ยังไงกันเนี่ย?
“นายเคยคิดไหมว่า ฉันจะกลายเป็คนขี้อิจฉาที่ทำลายชีวิตนาย?”