“ฮ่า ฮ่า ฮ่า...”
สมิธถึงกับหัวเราะออกมาเมื่อตัวเองถูกจับโกหกโดยคุณยาย ไม่น่าเชื่อว่าคุณยายอายุที่ดูแล้วอายุไม่ต่ำกว่า 80 ปียังคงมีไหวพริบอยู่
“ผมยอมรับครับ! ผมบอกคุณยายตรงเลยแล้วกัน พอดีผมได้ยินมาว่าบ้านหลังนั้นมีอะไรประหลาดอยู่อย่างเช่นพวก ต้นไม้!” สมิธยอมรับผิดแต่โดยดีเมื่อโดนจับได้ว่าโกหก แต่หลังจากนั้นเขาก็ยอมรับสารภาพพร้อมกับบอกถึงเหตุผลในการตามหาบ้านหลังนั้นให้คุณยายฟัง
จากใบหน้าของคุณยายที่ดูยิ้มชวนสยองเริ่มผ่อนคลายลงจนกลับสู่สภาวะปกติหลังจากได้ยินคำสารภาพของสมิธ
คุณยายกวักมือเรียกสมิธให้มานั่งข้างๆ ซึ่งสมิธก็ยอมนั่งแต่โดยดีโดยไม่สงสัยหรือกลัวอะไรทั้งนั้น
“หนุ่มน้อย! เื่มันก็ผ่านมาหลายสิบปีฉันเองก็จำมันแทบไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันไม่มีวันลืมเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น…วันนั้นเป็วันเกิดของเจสสิก้าเพื่อนสนิทของฉันและในวันเดียวกันบังเอิญเออร์วินคนที่เ้าอ้างว่าเป็เพื่อนกลับมาที่เมืองแห่งนี้พอดี พวกเราที่ไม่ได้เจอกันนานจึงมีความคิดที่อยากจะชวนเออร์วินไปงานวันเกิดของเจสสิก้า”
“บ้านของคุณนายลอร์เลนซ์หรือคุณยายของเออร์วินค่อนข้างจะปลีกวิเวกทำให้เส้นทางในการเดินทางค่อนข้างลำบาก ตลอดระยะทางที่ฉันและเพื่อนเดินไปบ้านหลังนั้นพวกเราต่างพากันล้อเล่นถึงเื่เล่าเกี่ยวกับบ้านหลังนั้นเช่น ได้ยินเสียงคุยทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น ได้ยินเสียงเดินโดยที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ ตอนกลางคืนรู้สึกเหมือนโดนจับจ้องโดยไม่ทราบถึงแหล่งที่มา บ้านหลังนั้นและป่าเก่าแก่มีเื่เล่ามากมาย...”
“ฉันจำความรู้สึกได้ดีตอนที่ฉันเคาะประตูบ้านหลังนั้น! ฉันเคาะเพียงครั้งเดียว เพียงครั้งเดียวเท่านั้นฉันรู้สึกได้ถึงสิ่งที่ฉันและเพื่อนพึ่งจะล้อเล่นไปเมื่อสักครู่ เสียงพูดคุยปริศนา เสียงเดินเหยียบไปมา รู้สึกบรรยากาศเย็นะเือย่างฉับพลัน ทั้งฉันและเพื่อนต่างมองหน้ากันก่อนจะรีบวิ่งหนีออกมาไห้ห่างจากบ้านหลังนั้น!”
“นับั้แ่นั้นมาฉันไม่เคยเข้าใกล้บ้านหลังนั้นอีกเลย…”
คุณยายเล่าเื่ราวที่เคยเผชิญกับบ้านหลังนั้นให้สมิธฟัง เมื่อสมิธได้ฟังเขาเข้าใจในความกลัวของคุณยายในทันที เพราะถ้าเป็ตัวเขาโดยไม่มีประสบการณ์กว่า 30 ปีเขาคงกลัวเหมือนกัน
“แต่เื่นั้นมันก็นานมาแล้ว หากเ้าอยากจะไปบ้านหลังนั้นหนุ่มน้อย เ้าเดินไปที่จตุรัสกลางเมืองแล้วเดินขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเห็นป้ายสีเหลือง จากนั้นเ้าจงเลี้ยวขวาแล้วเดินตรงไปเรื่อยๆเ้าก็จะเห็นบ้านหลังนั้นเอง” คุณยายตัดสินใจบอกทางไปบ้านหลังนั้นกับสมิธหลังจากที่ทนฟังเื่เล่าจนจบ
“ขอบคุณมากครับ!” สมิธได้เส้นทางไปบ้านหลังนั้นแบบง่ายๆแถมยังดีน้ำกินฟรีเพราะคุณยายถือซะว่าสมิธจ่ายค่าน้ำโดยการนั่งฟังเื่ราวไปแล้ว
สมิธเดินมาตามเส้นทางที่คุณยายบอกและตลอดเส้นทางเขายังคงััได้ถึงการจับจ้องของคนภายในเมือง แต่เขาหาสนใจมันเขายังคงเดินไปตามเส้นทางจนในที่สุดเขาก็มาถึงยังป้ายสีเหลือง
“คุณยายจะกลัวคงไม่แปลก!” สมิธมองเส้นทางที่ใช้ในการเข้าสู่บ้านหลังนั้นเขาเข้าใจแล้วว่าทำไมคุณยายถึงกลัวและไม่มาเหยียบที่นี้อีกเลย เพราะเส้นทางเส้นนี้เป็เส้นทางเล็กๆที่เดินได้แค่คนเดียวหากมากันหลายคนคงต้องต่อแถวยาวเป็รถไฟ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยพุ่งไม้ขนาดใหญ่และต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ไม่ใช่ใหญ่แบบต้นปกติทั่วไป เนื่องจากป่าแห่งนี้อายุไม่ต่ำกว่าพันปีพืชพันธุ์ทั้งหมดในป่าจึงค่อนข้างใหญ่เป็พิเศษ สภาพแวดล้อมโดยรวมของเส้นทางนี้เหมือนเส้นทางของฆาตกรต่อเนื่องไว้ใช้ในการนำร่างของเหยื่อมาฝังอย่างไงอย่างงั้น
แม้จะดูน่ากลัวสักแค่ไหนสมิธก็ไม่มีปัญหาเขาเดินตามทางเล็กอย่างไม่ลังเลและสั่นไหว เขาเดินมาอย่างราบรื่นจนถึงตัวบ้านซึ่งในตอนนี้เป็บ้านล้างเป็ที่เรียบร้อย เนื่องจาคุณนายลอร์เลนซ์ผู้เป็เ้าของบ้านได้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 10 ปีแถมเออร์วินผู้ได้รับมรดกก็เลือกที่จะปล่อยทิ้งล้างไม่ขายหรือไม่อยู่อาศัยปล่อยมันทิ้งไว้แบบนี้ สมิธไม่ได้จนใจในตัวบ้านเขาจึงเดินไปที่หลังบ้านที่ซึ่งเดิมทีเคยเป็สนามหญ้าขนาดย่อมแต่ในตอนนี้ทั้งหญ้าและวัชพืชขึ้นสูงจนถึงเกือบถึงระดับเอวของสมิธ
สมิธเดินฝ่าแหวกหญ้าจนมาถึงจุดที่เออร์วินเคยเห็นต้นไม้เดินได้ สมิธไม่รอช้าเขาะโอย่างสุดเสียงว่า
“ฉันรู้ว่าพวกนายเห็นฉัน รู้ว่านายเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูด รู้ว่าพวกนายเองก็พูดโต้ตอบกลับมาได้ ฉันเลยอยากจะถามพวกนายว่า พวกนายเป็ ‘บาร์ค’ สายพันธุ์ไหน”