ทะลุไปเป็นนางเอกสู้ชีวิตในนิยาย (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 49 ความลับที่ยังไม่บอก

            กรี๊ด!

            “ข้า...ข้าฆ่าคนแล้วใช่ไหม” หงเอ๋อยืนตัวสั่นอยู่กับที่

            หูซูเจี๋ยที่หายจากอาการตกใจรีบเดินเข้าไปจับมือหงเอ๋อไว้ “ท่านใจเย็นก่อนเจ้าค่ะ ให้ข้าตรวจดูเขาก่อน”

            ลี่เจี้ยนจงที่เดินเข้ามาเห็นหยุนเปียวนอนสลบอยู่บนพื้น จากนั้นเขาก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหูซูเจี๋ยด้วยความตกใจ “เกิดอะไรขึ้น! แม่นางซูเจี๋ย เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า เขาทำร้ายพวกเจ้าหรือยัง ข้าไม่ได้มาช้าไปใช่ไหม”

            “ข้ากับพี่หงเอ๋อไม่ได้เป็นอะไร พี่หงเอ๋อมีไหวพริบดีมาช่วยข้าไว้ได้ทัน เจ้ารีบดูอาการของเขาก่อนเถอะ” หูซูเจี๋ยรีบบอก

            ลี่เจี้ยนจงเดินไปใช้มืออังที่จมูกของหยุนเปียว “เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ที่สลบไปคงเป็นเพราะแจกันใบนี้กระมัง”

            “ข้าเห็นเขากำลังจะทำมิดีมิร้ายซูเจี๋ยก็เลยใช้แจกันตีหัวเขาจนสลบไป ข้ากลัวเขาจะตาย ข้าไม่อยากถูกจับไปประหาร ข้า...ข้ายังไม่อยากตาย” หงเอ๋อควบคุมตัวเองไม่ได้อีกต่อไป นางร้องไห้ออกมาด้วยความกลัว

            “ท่านแค่ป้องกันตัวเท่านั้น อีกอย่างเขาก็ยังไม่ตายเสียหน่อย ท่านอย่าเพิ่งร้อนใจไปขอรับ” 

            “แล้วเราจะทำยังไงกันดีเล่าเจี้ยนจง หากหยุนเปียวฟื้นขึ้นมา เขาต้องเอาเรื่องข้าแน่ เขาต้องเอาเรื่องนี้มาขู่ให้ข้าไปแต่งกับเขาอย่างแน่นอน ข้าจะทำยังไงดี” หูซูเจี๋ยถามอย่างกังวล

            “ไม่รักษาระยะห่างกับข้าแล้วหรือ ต่อไปข้าก็เรียกเจ้าว่าซูเจี๋ยได้แล้วสิ” ลี่เจี้ยนจงถามยิ้ม

            “นี่มันใช่เวลาที่เจ้าจะมาพูดเรื่องนี้ไหม” หูซูเจี๋ยเขินหน้าแดง

            ลี่เจี้ยนจงยิ้มดีใจ แต่เพราะสถานการณ์ไม่ค่อยเป็นใจ เขาจึงได้แต่เก็บความดีใจไว้เงียบๆ จากนั้นก็เดินไปค้นตัวหยุนเปียว ก่อนที่จะล้วงเอาขวดยาสีขาวออกมา “มียาขวดนี้อยู่จริงๆ ด้วย”

            “นั่นมันยาอะไรหรือ” หูซูเจี๋ยถาม

            “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน พี่ไป๋เป็นคนบอกว่าหยุนเปียวมักจะพกยาขวดเล็กไว้กับตัวเสมอ พวกเราสงสัยว่ามันคือยาอะไรก็เลยตั้งใจว่าจะลองเอากลับไปดูสักหน่อย” ลี่เจี้ยนจงไม่ได้บอกความจริงว่าแท้จริงแล้วยาขวดนี้คือยาที่หยุนเปียวตั้งใจจะเอามาใช้กับหูซูเจี๋ย เขาไม่อยากทำให้นางตกใจกลัวไปมากกว่านี้

            “เจี้ยนจง...เราจะทำยังไงกับเขาดี เขากำลังจะขยับตัวแล้ว” หงเอ๋อชี้ไปที่หยุนเปียวที่เริ่มขยับนิ้วเล็กน้อย

            “ท่านกลับเข้าไปด้านในก่อนเถิดขอรับพี่สะใภ้ ทางนี้ข้ากับซูเจี๋ยจะแสร้งทำว่าที่ร้านเพิ่งถูกปล้น” ลี่เจี้ยนจงบอกหงเอ๋อ  เขาเรียกนางว่าพี่สะใภ้ตามหยุนหนิงเอ๋อ และยังรู้ด้วยว่าอีกไม่นานหงเอ๋อกับหยุนไป๋ก็จะแต่งงานกันแล้ว เพียงแต่เวลานี้ต้องรอให้หยุนไป๋จัดการเรื่องหย่ากับหม่าหลงให้เรียบร้อยเสียก่อน 

            “แล้วเจ้าจะจัดการกับเขายังไง” หงเอ๋อยังไม่คลายกังวล 

            “เรามาช่วยกันรื้อข้าวของในร้านให้คล้ายกับว่ามีคนเข้ามาปล้นก็ได้ขอรับ เวลานี้เราคงทำได้แค่วิธีนี้แล้ว”

            “เช่นนั้นเจ้ารอเดี๋ยว ข้ามีของบางอย่างที่อาจจะใช้ประโยชน์ได้” หงเอ๋อรีบวิ่งกลับเข้าไปหลังร้านเพื่อเอาของในห้องนอนของตน

            ระหว่างที่ลี่เจี้ยนจงกับหูซูเจี๋ยช่วยกันรื้อข้าวของในร้านเพื่อรอหงเอ๋อ ทั้งสองคนก็เริ่มคลายเสื้อผ้าออกเล็กน้อย ทั้งยังยีผมตัวเองให้คล้ายกับว่าพวกเขาถูกคนทำร้ายเช่นกัน

            “ข้ามีป้ายไม้ไผ่ที่เป็นสัญลักษณ์ของพวกอันธพาลทวงหนี้ของบ่อนการพนัน ของนี้อาจจะช่วยเราได้มากกว่าแผนการปล้น เพราะหากเราบอกว่ามีโจรมาปล้นที่ร้าน สุดท้ายทางการก็ต้องเข้ามาตรวจสอบ ถึงตอนนั้นเรื่องที่เรากุขึ้นมาก็คงจะถูกเปิดเผย ใช้ป้ายไม้ไผ่นี้บอกว่าเป็นบ่อนมาทวงเงินจากเขาจะดีกว่า” หงเอ๋อยื่นป้ายไม้ไผ่ให้กับลี่เจี้ยนจง “หยุนเปียวไม่รู้ว่าเจ้ามีวรยุทธ์ใช่ไหม”

            “นอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใครรู้ว่าข้ามีวรยุทธ์ขอรับ”

            “แต่หยุนเปียวจะเชื่อหรือเจ้าคะพี่หงเอ๋อ อยู่ดีๆ คนทวงหนี้ที่บ่อนจะมาทำร้ายเขาทำไม” หูซูเจี๋ยสงสัย

            “ซูเจี๋ย...ไอ้ผู้ชายหน้าซื่อใจคดคนนี้เป็นนักเลงพนัน ทั้งยังเข้าออกหอนางโลมเป็นว่าเล่น ก่อนหน้านี้ข้ากับหนิงเอ๋อไม่อยากบอกเจ้า แต่ไม่ใช่เพราะอยากปิดบัง เพียงแต่พวกเราไม่คิดว่าเขาจะกล้ามาสร้างปัญหาให้เจ้าโดยไม่เกรงใจท่านปู่หู” หงเอ๋ออธิบาย

            เมื่อเห็นว่าทุกอย่างอยู่ในสภาพที่น่าพอใจแล้ว หงเอ๋อก็เข้าไปหลบด้านใน ส่วนลี่เจี้ยนจงและหูซูเจี๋ยต่างนั่งแยกกันคนละฝั่งให้คล้ายกับว่าพวกเขาถูกคนทำร้ายจนลุกไม่ไหว

            ไม่นานหยุนเปียวก็รู้สึกตัว เขาจับที่ท้ายทอยเพราะยังรู้สึกเจ็บอยู่ “ใครมันกล้ามาลอบทำร้ายข้ากันนะ เฮ้ย...ทำไมสภาพร้านถึงได้เป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย”

            หยุนเปียวตกใจเมื่อมองไปเห็นว่าสินค้าในร้านถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย สภาพเรียกได้ว่าเละเทะจนไม่อาจเปิดกิจการได้แล้ว

            “แม่นางซูเจี๋ย เจ้าเป็นอะไรไป ใครทำร้ายเจ้า” หยุนเปียวหยุดสายตาที่ร่างของหูซูเจี๋ย เขาตั้งใจจะวิ่งเข้าไปประคองนาง

            “อย่าแตะต้องนาง!” ลี่เจี้ยนจงแสร้งพูดอย่างหมดแรง “ที่นางต้องตกอยู่ในสภาพนี้ก็เพราะเจ้า”

            “เจ้าพูดอะไร ข้าไม่ได้ทำร้ายนาง” 

            “เจ้าไม่ได้ทำร้าย แต่เจ้าพาคนที่ทำร้ายนางให้เข้ามาที่นี่ เจ้าดูเอาเอง” ลี่เจี้ยนจงพูดจบก็ยกป้ายไม้ไผ่ขึ้นมา

            “นี่...ไม่ใช่ ข้าไม่เกี่ยว ข้าไม่รู้เรื่อง” หยุนเปียวรีบปฏิเสธ

            “ยังจะมาปฏิเสธอีก อันธพาลพวกนั้นพูดไว้ไม่ผิด คนดีๆ ที่ไม่เคยเข้าบ่อนย่อมไม่รู้จักป้ายอันนี้ แต่ข้ายังไม่ทันพูดอะไรเจ้าก็รีบปฏิเสธออกมาแล้ว แสดงว่าเจ้าต้องรู้จักป้ายอันนี้เป็นอย่างดี”

            “ไม่...คนพวกนั้นแค่เข้าใจผิด และข้าก็ไม่เคยเข้าบ่อน เจ้าอย่ามาปรักปรำข้า” หยุนเปียวไม่พูดอะไรอีก เขารีบวิ่งออกจากร้านไปทันที

            หูซูเจี๋ยลืมตาขึ้น “เขาไปแล้วหรือ”

            “อืม...วิ่งหนีไปแล้ว เรายังไม่ได้ใช้เรื่องนี้มาขู่เขาเลย แต่ไม่เป็นไร ไว้ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปบอกกับหนิงเอ๋อเอง” ลี่เจี้ยนจงบอก ก่อนจะบอกกับหูซูเจี๋ยด้วยท่าทางจริงจัง “วันนี้เจ้าคงนอนพักอยู่ที่ร้านไม่ได้แล้ว”

            “เจ้าไม่ต้องห่วง ข้ากับพี่หงเอ๋อจะกลับไปนอนที่บ้านท่านปู่ จะพูดเรื่องให้ท่านปู่ยกเลิกแผงขายของที่หน้าโรงน้ำชาด้วย”

            ลี่เจี้ยนจงเดินไปจับมือหูซูเจี๋ย “ข้าเป็นห่วงเจ้ามากนะ แต่จะให้ข้ามาอยู่เฝ้าเจ้าก็ไม่ได้ ทำอย่างนั้นชื่อเสียงเจ้าจะเสียหาย”

            “ยังจะมีอะไรให้เสียหายไปมากกว่านี้อีก แค่ชื่อเสียงเรื่องเป็นตัวหายนะ ทั้งข้ายังมีดวงกินสามี ” หูซูเจี๋ยจ้องลี่เจี้ยนจง “ได้ยินอย่างนี้แล้วไม่กลัวหรือ หากเจ้ายังชอบข้าอยู่ ไม่แน่เจ้าอาจจะต้องตายไปอีกคน”

            “เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไร” ลี่เจี้ยนจงไม่เข้าใจ

            “ช่างมันเถอะ รู้แค่ว่าบางทีความรักของเราอาจจะเป็นไปไม่ได้”

            “เจ้ารังเกียจที่ข้ามีฐานะไม่คู่ควรกับเจ้าใช่ไหม” ลี่เจี้ยนจงขมวดคิ้วถามอย่างไม่พอใจ

            “ไม่ใช่...แต่เป็นข้าที่ไม่คู่ควรกับเจ้า” หูซูเจี๋ยรีบปฏิเสธ

            “โธ่เอ๊ย! พวกเจ้านี่มันยังไง อีกคนก็อยากรู้ อีกคนก็ไม่อยากอธิบาย มัวแต่ปฏิเสธกันไปอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่จะรู้เรื่องกัน” หงเอ๋อที่แอบฟังทั้งคู่คุยกันอยู่ก็เดินออกมา “ซูเจี๋ย ในเมื่อเจ้าไม่กล้าพูด เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้า”

            หงเอ๋อเล่าเหตุการณ์เริ่มตั้งแต่ที่หยุนเปียวคิดจะลวนลามหูซูเจี๋ย จากนั้นอนุหรานก็เข้ามาเห็นและเริ่มต่อว่าหูซูเจี๋ยด้วยคำพูดไม่เหมาะสมอยู่เป็นนานก่อนจะกลับ

            ลี่เจี้ยนจงนั่งฟังจนจบก็บอกกับหูซูเจี๋ยว่าเขาไม่เคยคิดถึงอดีตของนาง และไม่เคยสนใจคำพูดของคนอื่น อีกทั้งเรื่องคำทำนายอะไรนั่นเขาก็ไม่เชื่อ หากเขาจะตายเพราะรักนาง เขาก็ยินดี ส่วนเรื่องที่หูซูเจี๋ยได้รับความทุกข์และความอับอายในวันนี้ เขาจะขอไปหารือกับมู่หรงเฉินและหยุนหนิงเอ๋อเสียก่อน และรับรองว่าจะไม่ปล่อยสองคนนั้นไปง่ายๆ หูซูเจี๋ยได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มและร้องไห้ด้วยความดีใจ เพียงแต่นางยังมีความลับอันยิ่งใหญ่ที่ยังไม่ได้บอกกับลี่เจี้ยนจง รอให้ถึงเวลาที่เหมาะสม นางจะบอกเรื่องนี้กับเขา

     

            หยุนเปียวที่วิ่งออกจากร้านของหูซูเจี๋ยด้วยท่าทางร้อนรน เขาไม่คิดที่จะนอนค้างคืนในเมืองเหมือนที่ตั้งใจไว้ในคราวแรกแล้ว ป้ายไม้ไผ่อันนั้นเขาย่อมรู้จักดี อันธพาลทวงหนี้โหดร้ายเพียงใดเขาเคยเห็นมากับตา คนที่ไม่จ่ายหนี้หากไม่แขนพิการก็ขาพิการ เขาไม่อยากเป็นอย่างนั้น แต่ที่เขาสงสัยคือยังไม่ถึงกำหนดชำระหนี้ของเขาเสียหน่อย เหตุใดอันธพาลถึงตามไปทวงหนี้เขาที่ร้านของแม่นางซูเจี๋ยได้ แม้จะสงสัยแต่เขาก็ไม่กล้าไปถามกับอันธพาลกลุ่มนั้นหรอก แต่ก็ต้องโทษตัวเองด้วยที่แอบเอาชื่อของแม่นางซูเจี๋ยไปขอกู้เงิน ยังไม่ทันได้แต่งเรื่องก็จะแดงเสียแล้วหรือ แล้วถ้าเขาปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นเสียอย่างเล่า แม่นางซูเจี๋ยย่อมไม่รู้ 

            ส่วนไอ้หนุ่มเจี้ยนจงหน้าขาวที่อยู่ในเหตุการณ์ เขาก็แค่ใส่ร้ายว่าอันธพาลกลุ่มนั้นมาทวงหนี้ลี่เจี้ยนจงก็ได้แล้วไม่ใช่หรือ ยังจะใช้โอกาสนี้บอกกับหยุนหนิงเอ๋อด้วยว่าต่อไปหน้าที่ส่งสินค้า เขาจะเป็นคนรับผิดชอบเอง เช่นนี้หนิงเอ๋อก็จะไม่เชื่อใจและเริ่มตีตัวออกหากจากบ้านของคุณชายมู่หรงอะไรนั่นแล้ว และเขาก็จะได้แอบยักยอกเงินค่าสินค้าของนางมาได้บ้าง 

            หยุนเปียวยิ้มอย่างดีใจกับความคิดของตัวเอง จากนั้นก็ใช้มือคลำหาขวดยาในอกเสื้อแต่ก็ไม่พบ เขาตบไปตามร่างกายอยู่นานก็ไม่เห็นยาขวดนั้น ‘แย่แล้ว...ยานั้นหล่นไปไหนแล้วเนี่ย ขวดละตั้งหนึ่งตำลึงเชียวนะ หรือว่ามันจะตกอยู่ที่ร้านของแม่นางซูเจี๋ย ใช่แล้ว! มันต้องตกอยู่ที่นั่นแล้วแน่ๆ เพราะรอบตัวเรามีแต่เศษกระเบื้องเต็มไปหมด ยังดีที่ยาขวดนั้นแตกไปแล้ว ถ้าแม่นางซูเจี๋ยรู้ว่ายาปลุกกำหนัดนั้นเป็นของเรา มีหวังนางต้องได้เกลียดเราก่อนจะได้แต่งกันเป็นแน่’

    คล้ายกับเรื่องทะลุไปเป็นนางเอกสู้ชีวิตในนิยาย (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน