‘ถามไรหน่อย’
‘ถ้าจะซื้อลูกชิ้นปิ้งต้องใส่ชุดไรไป’
“หูย ใส่ชุดอะไรก็ได้ตามใจเรา”
‘เป็คำตอบสุดท้ายหรือเปล่าครับ’
“เป็คำตอบสุดท้ายค่ะ”
‘ถถ ถูกก็ได้ครับ’
“ไม่เอาสิเอาคำตอบที่ส้มคิดสิ”
‘ไม่ได้คิดไว้อ่ะดิ’
‘ส่วนใหญ่เราถามไรก็ไม่ได้คิดคำตอบไว้ตลอด’
“คือตอนแรกจะตอบชุดชั้นในเว้ยแต่กลัวผิดไง”
‘ชุดชั้นใน’
“ก็จริงป่ะลองคิดทุกคนต้องใส่”
‘ระวังเดี๋ยวเมียพ่อค้าเอาไม้เสียบลูกชิ้นทิ่มพุง’
“555ใจเย็นๆ”
‘ปักรัวๆเหมือนกระถางต้นไม้’
“โคตรโหดนึกภาพตาม”
แล้วทำไมถึงมาคุยกันเื่ลูกชิ้นปิ้งได้แล้วไอ้คนที่เริ่มน่ะมันตัวผมด้วยนะ ในหัวตัวเองตอนนั้นคงหิวล่ะมั้งปกติชอบหิวตอนดึกๆอยู่ด้วย จริงๆก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะใส่ชุดอะไรไปซื้อลูกชิ้นปิ้งคำตอบของเธอคงเป็คำตอบที่เหมาะสมที่สุดตอนนี้แล้วล่ะ ชุดอะไรก็ได้เพราะสิ่งที่้าจริงๆก็คือลูกชิ้นปิ้ง ไม่ใช่ชุดที่จะใส่ไปซื้อ
หลายคนสับสนและตั้งคำถามกับความ้าหรือความฝันจริงๆแล้วจะว่ายากมันก็ยาก จะว่าง่ายมันก็ง่าย ขึ้นอยู่กับคนวาดนั่นแหล่ะถ้าความ้าที่เราวาดขึ้นมาในหัวมันดูใหญ่ เช่นฉันจะเป็นักร้องที่ดังที่สุดในประเทศ สิ่งที่จะทำให้ความ้าเป็จริงได้ก็จะตามมาอาจเป็สิ่งที่ง่ายที่สุดเลยคือการเริ่มร้องเพลงถ้าอยากดังก็ต้องร้องเพลงให้เพราะที่สุด การจะร้องเพลงให้เพราะก็ต้องฝึกการจะฝึกเนี่ยจะฝึกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีความรู้พอมีความรู้อะไรๆมันก็จะเป็ขั้นเป็ตอนพอทำทุกอย่างเป็ขั้นเป็ตอนเราจะรู้สึกว่ามันไม่เหนื่อยมันคือการเดินขึ้นบันไดทีละขั้นพอเราก้าวขึ้นไปเราจะพบว่าตัวเองมีความสุขที่ก้าวผ่านบันไดขั้นที่แล้วมาได้เพราะบันไดขั้นที่เรา้าไปถึงก็จะใกล้เข้ามาอีก
แต่เื่ความ้าที่ดูเหมือนจะเล็กน้อยอย่างเช่นการกินเนี่ยเอาจริงๆมันก็ไม่เล็กหรอกนะ มันถูกจัดอยู่ในปัจจัยการดำรงชีวิตของมนุษย์ด้วยซ้ำมันคือความ้าด้านพื้นฐานที่เราทุกคนควรจะ้า
ควรกินให้อิ่ม และนอนให้หลับในทุกวันเพื่อร่างกายจะได้มีแรงขยับเพื่อวาดความ้าและเดินตามความฝัน
จะฝันอะไรก็ได้ แค่อย่าตื่นมาแล้วลืมมันก็พอ
‘แต่เราไม่กล้าใส่ชุดชั้นในไปซื้อนะ’
“ลองดู”
‘กลัวเมียพ่อค้ารับเป็ลูกสาว’
‘ไว้หนวดเฟิ้มๆ ใส่ชุดชั้นใน’
“เท่ห์จะตาย”
‘โกนขนหน้าแข้งข้างเดียวด้วย’
‘เดี๋ยวคนแยกไม่ออกข้างไหนโกนข้างไหนไม่โกน’
“เราใช้ความดิบไม่ต้องโกน555”
‘เราเคยโดนโกนขนหน้าแข้งด้วย’
‘รถชนแล้วต้องเย็บแผลหมอเลยโกนๆออก’
“อันนี้ก็สมควรโกน”
‘โกนเฉพาะรอบๆเห็นแล้วจักจี้แปลกๆ’
‘เป็วงกลมๆล้อมรอบด้วยขนหน้าแข้ง’
“เย็บเยอะไหม”
‘จำไม่ได้แล้วอ่ะโดนตอนประถม’
‘แบบตอนกระเด็นแล้วไปล้มทับเศษหิน’
‘หินก็เข้าไปปักในขาตลกดี’
อดีตที่ปวดแสบปวดร้อนกาลเวลาทำให้มันเป็เื่ตลก
จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็คนบอกผมเกี่ยวกับเื่นี้แต่ดูเหมือนจะเป็ความจริงไม่มากก็น้อย ถ้าไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นได้อาจดูเหมือนตัวหนังสือที่เขียนโดยหมึกที่เข้มและชัดที่สุดในโลก แต่ไม่นานวันและเวลาที่ผ่านไปจะทำให้มันจางลง ทั้งเื่ที่เกิดขึ้น และความรู้สึกในตอนนั้น
ถึงมันจะไม่ชัดเจนเหมือนตอนเหตุการณ์พึ่งเกิดขึ้นแต่มันก็ไม่ได้เลือนรางถึงขนาดที่ตนเองจะจำไม่ได้ วันฝนตกผมวิ่งออกจากโรงเรียนเพื่อที่จะกลับบ้านวันนั้นพึ่งตีปิงปองฟลุคชนะเพื่อนที่เก่งปิงปองมากๆ พอตอนจะกลับในหัวก็มัวแต่คิดดีใจ นึกแต่ว่าเราทำยังไงถึงได้ชนะได้ ถึงมันจะแค่เกมส์ละ5แต้มแต่ดูเหมือนผมให้คะแนนตัวเองเต็มสิบไปแล้ว
ผมจึงไม่ได้เฉลียวใจเลยสักนิดว่า เวลาข้ามถนนเนี่ยต้องดูให้ดีทุกครั้ง เพราะบางทีเราก็ไม่ได้โชคดีแบบวันนั้นตลอดถ้ารถที่ชนผมเปลี่ยนจากมอเตอร์ไซค์คันเล็กเป็รถเก๋งสี่ล้อผมคงไม่เจ็บแค่นอนโรงพยาบาลหนึ่งคืนจนไม่ได้ไปสอบกลางภาค แต่น่าจะไม่มีโอกาสได้เดินข้ามถนนอีกเลยโตมาเหมือนเพราะประสบการณ์จากวันนั้น ก่อนจะข้ามถนนไม่ว่าจะกว้างหรือแคบแค่ไหนต้องหันไปมามองรถที่วิ่งอยู่ตลอด แถม่แรกๆหลังจากพึ่งถูกชนเนี่ยถึงกับกลัวการข้ามถนนไปเลย
“มีเด็กถูกรถชน”
“มอเตอร์ไซค์ที่ชนก็ล้มเหมือนกัน”
“ใครก็ได้เรียกรถพยาบาลที”
ไม่แปลกที่บ่อยครั้งเราจะพบเจอเื่ตลกที่สร้างจากเหตุการณ์สุดแสนขมขื่นใจของใครบางคนเขาเลือกที่จะเล่ามันออกมาในอีกมุมหนึ่ง ซึ่งหวังไว้ว่าคนอ่านจะสนุกไปกับมันมากกว่าการต้องมาแบกรับความเศร้าแทนคนเขียน
“เจ็บน่าดู”
“นี่เราเกิดมาไม่เคยเจออุบัติเหตุ”
‘ดีแล้วดวงแข็งแรง’
“เคยโดนแค่ท่อรถตุ๊กตุ๊กนาบตรงขา”
“โดนล้อมาจนถึงทุกวันนี้”
‘55555’
“แล้วคิดดูตอนโดนยืนร้องไห้”
“คนขับถามว่าเป็ไงบ้างลูก”
“แล้ววิ่งไปเอายาสีฟันมาทาให้”
“เจ็บกว่าเดิมอีก”
‘แล้วเป็ไงมั่งอ่ะ’
“เป็แผลไง”
‘ เออเนอะนี่ก็ถามแปลก’
“กลับมาบ้านแม่ก็เอายาสีฟันมาทาให้เหมือนเดิม”
‘ดีแม่ไม่เผลอเอาเคาน์เตอร์เพนทาให้’
“ต้องขอบคุณแม่ที่ยังมีสติอยู่”
“หลังจากวันนั้นเจอตุ๊กๆก็วิ่งหนีตลอด”
ทุกคนก็มีความกลัวเป็ของตัวเองทั้งนั้นแหล่ะอยู่ที่ว่าเขาจะบอกหรือไม่บอกเท่านั้นเองบางคนก็คิดว่าความกลัวของคนอื่นเป็เื่แปลกแต่เราก็ลืมคิดไปว่าเราก็มีความกลัวแปลกๆที่คนอื่นไม่กลัวอยู่เหมือนกัน
จากบทสนทนาที่เริ่มจากแค่คำว่าสวัสดี ตอนนี้ก็เลยมาจนตีสาม
ผมทำความรู้จักคนคนหนึ่ง เพียงแต่ผมกลัว กลัวการพัฒนาความสัมพันธ์ กลัวว่าเมื่อเรารู้จักกับใครสักคนพอวันนึงเขาหายไป เราจะเสียใจ