Ep 003 :: ความกรุณาของพระเ้า
สองชั่วยามผ่านไป (ประมาณสี่ชั่วโมง)
แสงหลากหลายสีสันแต่โดดเด่นด้วยสีแดงสดก็ส่องสว่างวาบไปทั่วเรือนพัก กลางอากาศปรากฏบานประตูไม้เลื้อยเถาไม้ดอกหลากสี ร่างเล็กของเด็กสามขวบที่ฝืนจนสามารถเรียกบานประตูออกมาได้ล้มพับลงไปกับพื้นอีกครั้งทันทีที่ได้เห็นความสำเร็จ
ริมฝีปากเล็กยิ้มกว้างพลางส่งเสียงเหนื่อยอ่อนแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีให้คนที่เฝ้ามองได้ฟัง
“...ฉัน...ทำได้แล้วค่ะ”
“...อืม ช่างน่าเหลือเชื่อ เ้าช่างน่าสนใจเสียจริง ๆ ถ้าเช่นนั้นเดินเข้าไปในประตูนั่นเสียสิ”
“...”
ฉันที่ล้มอยู่บนพื้นเหงื่อไหลท่วมตัวถึงกับพูดไม่ออก จากสภาพภายนอกก็น่าจะบอกได้เป็อย่างดีว่าหมดแรงขนาดแค่จะขยับปากพูดยังไม่อยากด้วยซ้ำไป
“อ๋อ เราลืมไปว่าเ้าหมดแรงเสียแล้ว เด็กน้อยเสียจริงนะ”
คำถากถางถูกแทนที่ด้วยประกายแสงสีเขียวอ่อน ๆ ที่เข้ามาครอบคลุมร่างเล็กของฉันเอาไว้ ภายในเวลาไม่นานฉันก็รู้สึกสดชื่นขึ้น แม้จะยังหมดแรงอยู่แต่ทว่าก็พอฝืนตัวเองให้ลุกขึ้นมาได้
“ถ้าฉันตั้งจิตไม่ได้จนถูกขังอยู่ในนั้นจะทำยังไง?”
ฉันพูดเพราะรู้ว่าร่างกายนั้นอ่อนแรงเต็มที ที่ยืนได้เพราะพระเ้าช่วย สภาพจริง ๆ น่ะมีสิทธิ์สลบได้ทุก ๆ เวลา ถ้าเป็อย่างนั้นขออดใจไว้คราวหน้าดีกว่า
“งั้นวันนี้เราจะเป็คนคงสภาพประตูนั่นให้เ้าก่อนก็แล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบ ประตูไม้เถาก็เปล่งแสงสีทองจาง ๆ
“เข้าไปสิ”
ฉันฝืนใช้สองขาที่ยังไม่ทันจะเติบโตเดินเข้าไปในประตูที่ใช้ความพยายามสร้างขึ้นมาอย่างยากลำบาก
ทันทีที่ประตูเปิดแสงสีขาวก็ส่องสว่างจนไม่อาจฝืนลืมตามอง ่เสี้ยววิที่หลับตาหนีแสง บรรยากาศเก่า ๆ ของโลกใบเดิมก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้า ที่เด่นชัดที่สุดคือบ้านหลังใหญ่ไม่ต่างจากปราสาทในเทพนิยาย
ทรัพย์สินมหาศาลของเศรษฐีอันดับที่สิบของจีน ทั้งหมดปรากฏอยู่ในครรลองสายตา
“เ้าเป็นักธุรกิจที่สะสมทรัพย์สมบัติเป็สิ่งของมากกว่าเงินสินะ สิ่งของถึงได้มหาศาลขนาดนี้ เงินเปรียบดั่งพระเ้าในโลกของเ้านี่ ทำไมถึงทำเช่นนี้ล่ะ?”
“เพราะค่าเงินมันไม่คงที่ค่ะ อีกอย่างตายไปเงินก็ไม่ได้ใช้ ดังนั้นเอามาผลาญเล่นตอนมีชีวิตอยู่นั่นแหละดี เก็บไว้กันอดตายก็เพียงพอ”
“เ้านี่โชคดีจริง ๆ ที่ขอพรได้เหมาะสมขนาดนี้”
“จะเรียกโชคก็ได้ล่ะมั้ง ที่ท่านอุตส่าห์มอบความปรารถนาให้เป็พิเศษ แต่พรที่ขอแล้วไม่ได้กำไรจะทำไปทำไมเล่าจริงมั้ยล่ะคะ?”
“นั่นสินะ เพราะพรของเ้าจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยหากถูกส่งไปโลกแฟนตาซี หรือโลกที่้าพละกำลัง แต่ก็กล้าได้กล้าเสียแบบนี้ สมเป็นักธุรกิจที่สร้างตัวให้เป็อภิมหาเศรษฐีได้ในรุ่นเดียวจริง ๆ ฮึ ๆ”
ฉันเดินเข้าไปภายในนั้นเหมือนกล่องสีขาวที่มีแสงสว่างในตัวมันเอง มันมีขนาดใหญ่จนอาจเดินได้ไม่ครบรอบ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะฉันมีโฉนดที่ดินในมือเยอะมาก
ฉันสำรวจสิ่งของที่จำเป็สำหรับการมีชีวิตรอดทีละที่ไปเรื่อย ๆ ระหว่างที่เดินดูพระเ้าก็อธิบายอะไรไปเรื่อย ประเด็นสำคัญที่ฉันจับใจความได้คือดูเหมือนเงินที่ลงทุนซื้อหุ้นทางธุรกิจหลากหลายประเภท จะทำให้ฉันได้สิ่งของจากธุรกิจประเภทนั้น ๆ คืนมาไม่ใช่ค่าเงิน
ซึ่งก็นับว่าดีมาก ๆ !!
สิ่งของหลายอย่างที่มะรุมมะตุ้มกันอยู่ก็ปล่อยไปก่อน วันหลังถ้ามีเวลาว่างค่อยมาจัด ฉันจำเป็ต้องหาของที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก่อน
หลังจากลากสังขารเดินสำรวจทรัพย์สินในชาติก่อนได้สักพัก โกดังหลังใหญ่ที่เป็เป้าหมายหลักก็ถูกพบ ประตูไฟฟ้าถูกป้อนหมายเลขอย่างรวดเร็ว (ดูเหมือนว่าระบบไฟฟ้าจะคงเดิมเพราะฉันเคยติดตั้งเครื่องไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไว้) ทันทีที่ประตูถูกเปิดอาวุธจำนวนมากก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
ชุดเกราะ ปืนประเภทต่าง ๆ ะเิ มีดสั้น ดาบ สตั้นกัน สนับมือและอื่น ๆ อีกมากมาย เป็ของที่ฉันเคยออกเงินซื้อไว้สำหรับหน่วยรักษาความปลอดภัยส่วนตัว ในชาตินั้นมันปกป้องชีวิตฉันมานับไม่ถ้วน และชาตินี้ก็จะเป็แบบนั้นอีกครั้ง
...เสียดายที่ไม่รู้ว่าจะมีเื่แบบนี้
...ไม่งั้นในชาติก่อนฉันจะยอมละเมิดกฎหมายแล้วตุนอาวุธหนักทางการทหารให้เต็มที่เลย มีแต่อาวุธเบาแบบนี้แม่ล่ะเซ็ง แต่อย่างน้อยก็คงจะพอยังยิงคนเข้าแหละ
“นี่หรือของที่เ้า้า เ้าใช้มันเป็หรือไร?”
เสียงของพระเ้าดังขึ้นอีกครั้งเมื่อฉันกำลังใช้ร่างเล็ก ๆ ของตัวเองชะโงกมองปืนที่น่าจะพกง่ายและเหมาะกับกำลังแขนอันน้อยนิดตอนนี้ที่สุด
“แน่นอน อาจจะยากเกินไปที่จะใช้ด้วยร่างนี้ แต่ว่าในอนาคตฉันจะได้ใช้มันแน่ ๆ ค่ะ”
สุดท้ายฉันก็เลือกที่จะหยิบมีดพกที่มีน้ำหนักเบากับปืนพกขนาดเล็กรูปร่างเหมือนปลอกลิปสติก ยิงะุได้แค่สามนัดต่ออัน มันเล็กเบาและง่ายต่อการพกพา ซ้ำยังยากที่จะตรวจสอบ
ฉันยังจำได้ดีว่าจี่หลานมักจะย้ำให้ฉันพกมันติดตัวเสมอ ๆ ความหวังดีที่มากมายของเพื่อนที่รัก
‘ห้ามลืมเด็ดขาดนะรู้มั้ย ต่อให้ฉันคอยช่วยคุ้มครองอยู่ห่าง ๆ แต่ถ้าเฟิ่งปิงปกป้องตัวเองไม่ได้เลยแล้วฉันเข้าไปช่วยไม่ทัน เธอก็มีแต่จะตายเปล่าเท่านั้น! ในสนามรบมันไม่มีอะไรแน่นอนหรอก!!’
‘นี่ ๆ ฉันไม่ได้จะไปรบนะ’
‘ไม่รู้ล่ะ อย่าเชื่อมั่นในตัวฉันที่ปกป้องเธออยู่ แต่เธอต้องเชื่อมั่นในตัวเองแล้วปกป้องตัวเองให้เป็ด้วย!’
ฉันยิ้มขำกับประโยคที่จำขึ้นใจ เสียดายที่ไม่มีโอกาสขอโทษที่ชิงตายก่อนจี่หลาน ป่านนี้เธอคงจะก่นด่าฉันไม่หยุดหย่อนสิท่า
แต่แล้วสายตาพลันสังเกตเห็นปืนที่แม้จะมีจำนวนน้อยแต่ก็อันตรายกว่าปกติหลายรูปแบบ อาวุธสะสมในสต๊อกของจี่หลานที่ขอใช้เงินฉันซื้อก่อน มันเลยถูกนับรวมเป็ของของฉันล่ะมั้ง ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติก่อนก็ต้องขอบคุณเธอจริง ๆ
...ไม่รู้ว่าตอนนี้เธอจะเป็ยังไงบ้างแล้วนะนี่ เธอจะจัดการกับหม่าซียังไงนะ
บางทีอาจจะ...กระทืบหม่าซีจนตายคาตีนแล้วมั้ง?
“ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง”
“…”
“มิตรสหายเพียงหนึ่งเดียวของเ้าแทบจะฆ่าแฟนหนุ่มไม่เอาไหนของเ้าแล้ว ติดก็ตรงคนรอบข้างห้ามนางไว้ มิฉะนั้นตอนนี้หมอนั่นคงได้อยู่ในหลุมแทนในคุก”
“จริงสิ ในเมื่อของทั้งหมดอยู่ที่นี่ แล้วทรัพย์สินของฉันในชาตินั้นล่ะ?”
“ของทุกอย่างที่อยู่ที่นี่ไม่ต่างกับการก๊อบปี้มาให้เ้า ของ ๆ เ้าในภพนั้นก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่ดูเหมือนสตรีที่นามว่าจี่หลานจะนำพินัยกรรมของเ้าออกมา แล้วบริจาคทรัพย์สินของเ้าให้องค์กรการกุศลทั่วโลก”
“...”
“ตามคำขอสุดท้ายของเ้า ใช่หรือไม่?”
ฉันไม่ได้ตอบอะไรแต่ยิ้มมุมปากเล็กน้อย จี่หลานเป็ทหารเก่า เป็พวกคลั่งไคล้อาวุธแต่ก็เป็คนจิตใจดี ฉันรู้ว่าเธอจะไม่ฮุบทรัพย์สมบัติฉันไว้เองแน่ ๆ ในเมื่อเธอก็เคยเป็เด็กกำพร้าเหมือนฉัน เธอรู้ว่าอะไรเป็อะไร
‘ทรัพย์สินไม่สำคัญเท่าชีวิตยามอยู่ในสนามรบ’
นั่นคือประโยคติดปากของเธอ แต่แน่นอนว่าฉันเขียนพินัยกรรมแบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งให้จี่หลาน มันเพียงพอที่เธอจะอยู่สุขสบายจนตายเลยล่ะ
ส่วนโรงงานต่าง ๆ ก็ขายทอดตลาดไป พวกลูกจ้างก็ให้นายใหม่ดูแล แต่พวกเขาเองก็ได้เงินเยียวยาไปก้อนหนึ่งพอให้หางานใหม่ได้หาก้า
อีกทั้งในพินัยกรรมทรัพย์สินส่วนหนึ่งจะตกเป็ของเฟิ่งเสวี่ยด้วย เสียดายที่เธอจากไปพร้อมฉันจึงไม่มีสิทธิ์ได้รับมันอีกแล้ว ส่วนผู้ชายเฮงซวยนั่น ฉันไม่มีทางยอมให้มันได้แตะสมบัติของฉันสักหยวนหรอก
ถึงจะตายแบบไม่คาดฝัน ฉันก็ไม่คิดจะให้คนที่อยู่ข้างหลังลำบากหรอกนะ
...
จากนั้นที่ต่อไปที่ฉัน้าจะไปก็คือบริษัทผลิตยาและอุปกรณ์การแพทย์ ดูเหมือนด้วยหุ้นกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ สิ่งของส่วนใหญ่ที่้าจึงมีมากเกินความ้า ฉันกวาดยาชนิดต่าง ๆ ใส่ลงในกระเป๋าผ้าเรียบ ๆ พร้อมกับหยิบเครื่องมืออุปกรณ์ผ่าตัดไปเผื่อฉุกเฉินด้วย
“ของพวกนี้จะมีการหมดอายุหรือของสดจะมีการเน่าเสียมั้ยคะ?”
“ไม่มี ที่นี่เป็มิติที่ไม่ขึ้นอยู่กับสิ่งใด ไม่ว่าอะไรก็ตามที่มาอยู่ในนี้ทั้งหมดจะเสมือนหยุดเวลาไว้แค่นั้น ยกเว้นสิ่งมีชีวิตนะ”
งั้นฉันก็มีคลังเสบียงเคลื่อนที่จากหุ้นธุรกิจอาหารและโภคภัณฑ์ละนะ
ว่าแต่...เยอะขนาดนี้จะแบกอีท่าไหนดีล่ะ ต้องหาที่ซ่อนด้วยสิ
“เ้าจะหิ้วมันตลอดเวลาเลยรึไง?”
“แล้วมันมีวิธีที่จะไม่ต้องหิ้วมั้ยล่ะเ้าคะ?”
ถ้ามีวิธีที่จะไม่ต้องถือให้สะดุดตาคนก็นับว่าดี เสียงของพระเ้าเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“รางวัลที่เ้าสามารถเข้ามาที่นี่ได้ในวันเดียว เอาเป็...ขอเพียงตั้งจิตให้แน่วแน่เ้าจะสามารถเรียกของในมิตินี้ให้ออกไปอยู่ในมือเ้า หรือตรงหน้าเ้าได้ หากแต่ต้องมีข้อแม้สักเล็กน้อย”
“...”
ฉันยอมรับฟังข้อแม้โดยไม่คิดจะต่อรองให้ได้ของที่ดีกว่า เพราะเพียงแค่เรียกออกไปได้โดยที่ไม่ต้องเข้ามาในมิติให้เป็เื่ยุ่งยากก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว
“เ้าต้องคำนวณหาขนาดพื้นที่ที่แน่นอนของสิ่งของที่เ้าเรียกออกไป โดยการนึกภาพในหัวให้ของสิ่งนั้นมีขนาดพอดีกับพื้นที่ว่างในโลกภายนอกที่เ้านึกภาพไว้ในทุกครั้งที่เรียกใช้ อีกทั้งการเรียกของสิ่งหนึ่ง ยิ่งมีขนาดและมวลมากเ้าจำเป็ต้องเสียพลังงานมากขึ้นเป็การแลกเปลี่ยน”
“แบบถ้าฉันจะเอารถออกไป ฉันก็ต้องคำนวณหาพื้นที่ว่างด้านนอกต้องมีมากพอกับขนาดของรถที่เรียกออกไป ...ใช่มั้ย?”
“ถูกต้อง”
“ยุ่งยากจริง ๆ ด้วย แต่ก็ไม่ได้ลำบากเกินความสามารถหรอกค่ะ”
...ระดับเด็กเรียนเกียรตินิยมอันดับหนึ่งทุก่ชั้นจะยากตรงไหนล่ะ
“หึ นอกจากนั้นเวลาดีเลย์การเรียกใช้ขึ้นอยู่กับขนาดกับมวลของสิ่งของนั้น ๆ ยกตัวอย่างเช่นปืนสั้นอันนั้น อาจจะใช้เวลาในการเรียกสามสิบวินาที”
“...”
“สิ่งของใดใช้เวลาเท่าใด เ้าก็ลองทดสอบดูเองเถอะ”
...ความโกงย่อมมาพร้อมข้อแม้ที่เื่เยอะขึ้นเรื่อย ๆ สินะ แต่มันก็สมเหตุสมผลดี
“เรียกออกไปได้ แล้วเรียกเก็บได้มั้ยคะ?”
“...อืม ได้สิ เวลาในการเก็บใช้เวลาครึ่งหนึ่งในการเรียกออกไป”
“...”
“แต่จำไว้ว่าหากเ้าเสียสมาธิยามเรียกหรือเก็บสิ่งของแม้แต่นิดเดียวเ้าจะต้องได้รับผลกระทบกลับมา ซึ่งเ้าคงไม่อยากลองนักหรอก”
“ฉันจะจำไว้ค่ะ”
ฉันยอมรับข้อแม้นั้นแต่โดยดี ก่อนจะหันกลับไปหาสิ่งของจำเป็ที่เอาติดตัวไปได้เพิ่ม ก็ถึงต่อให้เรียกออกไปได้ทุกที่ทุกเวลา แต่ถ้าไม่จำเป็ก็ไม่เรียกให้เสียเวลาเสียพลังงานและเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองก็ดีกว่าถูกต้องมั้ยล่ะ?
แต่ดูแล้วข้อจำกัดแบบนี้จะมีไว้เพื่อไม่ให้ฉันเอาอสังหาริมทรัพย์ยุคปัจจุบันออกไปข้างนอกสินะ
“หนังสือของเ้ามีหลายเล่มที่น่าสนใจทีเดียว”
เสียงทุ้มเหมือนพูดลอย ๆ นั้นเรียกความสนใจของฉันได้มากพอสมควร
ฉันเงยหน้าจากการรื้อกองเสื้อผ้าชุดชั้นในสำหรับเด็กที่กะจะซื้อมาบริจาค เพราะตัวเองไม่ค่อยมั่นใจที่จะต้องใส่เอี๊ยมแทนเสื้อในเกงในตลอดเวลา มันไม่ชิน
อ๋อ... เพราะว่าฉันเป็เด็กกำพร้า เลยชอบหาและรับบริจาคสิ่งของไปแจกจ่ายให้เด็ก ๆ ที่ด้อยโอกาสอยู่เสมอ ไม่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์แบบนี้เลยนะเนี่ย
“หนังสืออะไรที่ทำให้พระเ้าสนใจกันคะ?”
สิ้นคำพูดของฉันหนังสือเก่า ๆ ที่กระดาษพอง ๆ จากกระดาษขาว ๆ เปลี่ยนเป็สีเหลืองไปตามกาลเวลาก็ลอยมาหยุดอยู่ตรงหน้าแล้วหล่นใส่มือที่ฉันยื่นไปรอรับได้พอดิบพอดี
ฉันกวาดตาอ่านสิ่งที่เขียนอยู่บนปกก่อนจะขมวดคิ้ว
“...? ..ทักษะปราณ...เยือกแข็ง? อะไรเนี่ย??”
ในระหว่างที่พึมพำ กองหนังสือกองใหญ่ก็หล่นโครมมาอยู่ตรงหน้า หนังสือพวกนั้นไม่ได้แยกประเภทจึงมั่วซั่วไปหมด ไม่ว่าจะเป็การ์ตูน หนังสือนิยาย วารสาร หนังสือธรรมะ หนังสือกราเวียร์ และอื่น ๆ อีกมากมาย
ตุ้บ! ตุ้บ ๆ! ตุ้บ ๆ ๆ ๆ!
“!!!”
“หนังสือนั่นมาจากในกองนี้”
“…”
“วรยุทธ์ปราณเหมันต์เยือกแข็งเจ็ดวิถี เป็วรยุทธ์ที่สามารถใช้ได้จริงทั้งยังไม่เกิดในยุคสมัยนี้ ถือได้ว่าเป็เล่มเดียวในโลก”
“หะ!? แต่นี่มันหนังสือที่มาจากชาติก่อนของฉัน มันจะกลายเป็คัมภีร์ยุทธ์ที่ใช้ได้จริงได้ยังไง ถ้าเป็อย่างนั้นคนยุคโลกาภิวัตน์คงใช้วรยุทธ์กันให้ทั่วแล้วมั้งคะ”
อีกอย่างหนังสือพวกนี้เป็หนังสือเก่าที่รับบริจาคมากะว่าจะเอาไปแจกจ่ายให้เด็กด้อยโอกาสเช่นกัน เป็หนังสือสมุดหรืออะไรก็ตามแต่ที่มีตัวอักษรให้เด็กเ่าั้สามารถอ่านได้ เพราะเป็โครงการล่าสุดจึงยังแค่รับบริจาคมาเก็บไว้ก่อน แต่ยังไม่ได้คัดแยกความเหมาะสมในการนำไปแจกจ่ายก็ดันถึงคราวเคราะห์ซี้ม่องเท่งไปก่อนเวลาอันควร
“การวิวัฒนาการของวิทยาศาสตร์ทำให้ร่างกายคนและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป”
“...?”
“ความโลภของมนุษย์ทำให้เกิดความเลวร้ายในทุกยุคสมัย ความกระหายอยากในความสุขสบายเป็การบั่นทอนและทำลายตัวเอง มนุษย์ในยุคที่เ้าจากมานั้นทั้งเลวทรามและอ่อนแอ ทำลายทั้งตนเองและคนรอบข้าง”
“...”
“เขาถึงว่าอย่างไรเล่าว่ามนุษย์จะเป็ผู้ทำลายโลก”
“...เดี๋ยวค่ะ มันเกี่ยวกับคัมภีร์เล่มนี้ตรงไหนกันคะ?”
ฉันถามขัด เพราะดูเหมือนพระเ้าจะเริ่มบ่นออกทะเลซะแล้ว
“เพราะในยุคนั้นเต็มไปด้วยมลพิษไม่เหมาะแก่การรวบรวมพลังธรรมชาติในการฝึกฝนพลังปราณและพลังยุทธ์ ร่างกายจึงบังเกิดความเปลี่ยนแปลงทำให้ไม่สามารถฝึกฝนวรยุทธ์ได้ แม้เ้าจะมีคัมภีร์ที่ใช้ได้จริงก็เถอะ”
“งั้น...ฉันตอนนี้ก็ฝึกตามนี้ได้สิ?”
“ใช่แล้ว เ้านี่ช่างโชคดีเสียจริง ไม่ ๆ ต้องบอกว่าเราใจดีที่บอกกล่าวเื่นี้แก่เ้า ไม่เช่นนั้นต่อให้มีเวลาทั้งชาติเ้าก็จะยังคงคิดว่าของเ่าั้ไร้ประโยชน์”
เสียงทุ้มกลั้วหัวเราะเสียดสี แต่ฉันไม่ได้ใส่ใจทั้งยังกระตุกยิ้มมุมปาก
คนที่เติบโตมาอย่างปากกัดตีนถีบ โดนหัวเราะเยาะมาก็มาก ไหนเลยจะกลัวคำเสียดสีที่ไม่ได้มีจิตมุ่งร้ายจากตัวตนที่ช่วยตัวเองไว้มากมาย
“งั้นพระเ้าผู้ทรงมีจิตใจเมตตากรุณา โปรดช่วยเหลือลูกช้างตาดำ ๆ หาคัมภีร์ยุทธ์ที่ใช้ได้จริงเล่มอื่น ๆ จากกองหนังสือของลูกแก่ลูกด้วยเถิด”
“เราไม่หลงคารมของเ้าหรอก อยากได้ก็หาเองสิ หึ”
“ลูกช้างขลาดเขลาเบาปัญญา ได้แต่ขอร้องให้พระเ้าผู้ทรงภูมิให้ความช่วยเหลือเด็กน้อยไร้ความสามารถ หากท่านไม่ให้ความช่วยเหลือ เด็กน้อยอย่างลูกช้างก็ไร้ที่พึ่งพิง”
ฉันพูดเสียงสั่น มือบางจับชายกระโปรงของตัวเองแน่นจนผ้าเนื้อดียับยู่ยี่ ดวงตากลมโตคลอไปด้วยน้ำตาจนมันทำท่าจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ
“ก็ได้ ๆ เราจะช่วยเ้า หยุดเล่นละครเป็โศรยาได้แล้ว เราขนลุก!!”
สำเร็จ!!
…
“แต่ถ้าเ้าฝึกเองทั้งชาติก็คงใช้ไม่เป็หรอก”
“ฉันรู้ว่าท่านจะช่วย พระเ้าผู้มีจิตใจเมตตา~ ท่านไม่มีทางทิ้งขว้างคนที่ท่านช่วยเหลือกลางคันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะเ้าคะ”
เสียงของพระเ้าเงียบไปสักพัก ก่อนจะแผดเสียงกลับมาอีกครั้ง
“...ยัยเด็กขี้โกง!!”
“ขอบคุณที่ชมเ้าค่ะ~”